เปิดตำรามังกรกินหมี: วิเคราะห์ 6 กลยุทธพาเวลส์ถลุงรัสเซีย

ลูกทีมของ คริส โคลแมนแทบจะครองเกมไว้ได้ทั้งหมดในการแข่งขันนัดสุดท้ายของกลุ่ม บี ซึ่งชัยชนะของเวลส์ในนัดนี้ ส่งให้ทีมเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม และนี่คือสาเหตุที่พวกเขาโชว์ฟอร์มหรูขนาดนี้ 

ชัยชนะเหนือรัสเซีย 3-0 และผลเสมอในเกมระหว่างอังกฤษและสโลวาเกีย ช่วยให้พลพรรค “มังกรแดง” ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ในฐานะแชมป์กลุ่ม บี ได้สำเร็จ

เวลส์แสดงให้เห็นฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจอย่างมาก พวกเขาถล่มทีม “หมีขาว” ไปแบบหมดรูปโดยใช้ลูกสวนกลับเร็วที่เป็นของถนัดโจมตีรัสเซียได้ตลอดทั้งเกม ต้องขอบคุณ อารอน แรมซีย์ และนีล เทย์เลอร์ ที่ช่วยกันทำคนละประตูให้เวลส์ออกนำก่อน 2-0 ในช่วง 20 นาทีแรก ก่อนที่ แกเร็ธ เบล จะมายิงประตูตอกฝาโรงในครึ่งหลัง

และนี่คือ 6 สิ่งที่เราพบจากเกมที่เวลส์ถล่มรัสเซีย จากข้อมูลของ Stats Zone

Wales

แฟนบอลและนักเตะกำลังเฉลิมฉลองกันหลังจากผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1. เปลี่ยนจากรับเป็นรุกเร็ว

แม้ว่าเกมจะเพิ่งเริ่มไปได้ไม่กี่นาที แต่เวลส์ก็สามารถแสดงให้รัสเซียเห็นได้ว่า เกมสวนกลับของพวกเขาอันตรายแค่ไหน โดยวิธีการของทัพมังกรแดงนั้น พวกเขาจะตั้งรับลึกเพื่อเปิดโอกาสให้รัสเซียเดินหน้าเข้าใส่ และจะรอโอกาสที่แข้งหมีขาวพลาด หลังจากนั้นพวกเขาก็ฉกบอลกลับมาจากการบีบเร็ว หรือคู่แข่งจับบอลแรกพลาด จากนั้นบรรดาตัวรุกก็จะเปิดเกมโต้กลับทันที

เกมสวนกลับของพวกเขาจะเน้นการเจาะตรงกลางสนาม และพยายามใช้ความเร็วเอาชนะกองหลังของรัสเซียที่ค่อนข้างช้า โดยเฉพาะประตูของแรมซีย์คือตัวอย่างที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนจากรับเป็นรุกอย่างรวดเร็วหลังจากที่ตัดบอลได้ และส่วนหนึ่งก็ต้องให้เครดิตกับ โจ อัลเลน ด้วย ที่จ่ายบอลแบบใส่พานมาให้มิดฟิลด์อาร์เซนอลรายนี้ชิพข้ามตัวผู้รักษาประตูเข้าไปนิ่มๆ

2. เจ็บแล้วไม่จำ

ถ้าหากทีมหมีขาวต้องการที่จะผ่านเข้ารอบต่อไป พวกเขาจะต้องเก็บ 3 แต้มจากนัดนี้ให้ได้ ซึ่งมันทำให้พวกเขาต้องเดินหน้าเปิดเกมบุกใส่เวลส์ตลอดทั้งเกม ทว่ามันกลายเป็นเข้าทางของทัพมังกรแดง เพราะพอทีมหมีขาวเปิดเกมรุก มันทำให้พื้นที่หลัง เซอร์เก อิ๊กนาเชวิช และ วาซิลี่ เบเรซุตสกี้ 2 เซนเตอร์ฮาล์ฟของทีมเปิดกว้าง แถมแผงมิดฟิลด์ และเซนเตอร์แบ็คยังยืนห่างกันอีกด้วย ทำให้ทั้งแรมซีย์, เบล, อัลเลน และคนอื่นๆ ในแนวรุกของเวลส์มีพื้นที่ให้เล่นมากขึ้นไปอีก

เช่นเดียวกับประตูที่สอง เวลส์เปิดเกมสวนกลับหลังจากตัดบอลจากกลางสนามได้ หลังจากนั้นก็เป็นปีกจากเรอัล มาดริดที่พาบอลขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อนไหลให้เทย์เลอร์ได้ยิงโล่งๆ ทางฝั่งซ้าย แม้ว่าดาบแรกจะไปติดขาของผู้รักษาประตู แต่แบ็คซ้ายร้ายนี้ก็จัดการซ้ำดาบสองเข้าไปตุงตาข่าย ส่งให้พลพรรคมังกรแดงออกนำไป 2-0 โดยจากรูปด้านล่างเราจะเห็นว่าแข้งเวลส์มักจะตัดบอลกลางสนามได้ง่ายๆ และเปิดเกมรุกโต้กลับอย่างรวดเร็ว

3. หมีขาวไม่เด็ดขาด

ขณะเดียวกัน ทีมหมีขาวเองก็ประสบปัญหาในการสร้างโอกาสเข้าทำ ทั้งที่ลูกทีมของ เลโอนิด สลุตสกี้ ได้บอลเยอะก็จริงแต่แทบจะทำอะไรไม่ไ่ด้

เนื่องจากบรรดาตัวรุกของรัสเซียไม่ค่อยได้ขยับหาช่องเท่าไหร่ในพื้นที่สุดท้าย ทำให้พวกเขาเหมือนจะโดนจับทางได้ และไม่สามารถเจาะแนวรับของเวลส์ได้เลย ด้วยเหตุนี้ทำให้เกมสวนกลับของเวลส์ดูมีความอันตรายมากกว่าเสียอีกถึงแม้พวกเขาจะครองบอลได้น้อยกว่าก็ตาม

4. เบลนำทัพ

แม้ว่าสตาร์จากเรอัล มาดริดรายนี้ยิงประตูได้ทั้งในเกมก่อนหน้านี้กับสโลวาเกีย และอังกฤษ ทว่าเขาก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรกับเกมมากนัก

ทว่าในเกมเมื่อคืนนี้ มันกลับเป็นเหมือนหนังคนละม้วน เพราะเบลสามารถปั่นป่วนแนวรับของทีมหมีขาวได้ตลอดทั้งเกม เขาจะคอยหาพื้นที่ระหว่างแผงมิดฟิลด์และแบ็คโฟร์ของรัสเซีย ซึ่งมันทำให้เขาสามารถเปิดเกมรุกตรงกลางสนามได้ทันทีที่ทีมจะสวนกลับ นอกจากนั้นเวลาบอลมาถึงเบล แซม โวคส์ กองหน้าของทัพมังกรแดงก็จะคอยวิ่งฉีกตัวประกบให้เขาอีกด้วย

เบลได้โอกาสทดสอบ อิกอร์ อคินเฟเยฟ ถึง 6 ครั้งจากการยิงทั้งหมด 8 ครั้ง นอกจากนั้นเขายังสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมอีกมากมาย เรียกได้ว่าเขาเล่นได้ท็อปฟอร์มจริงๆ

5. เกมรับเหนียวแน่น

ถึงแม้ว่าเกมรุกของรัสเซียจะทำได้ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ก็ต้องน้อมรับว่าแผงหลังของเวลส์ก็ทำได้ดี พวกเขาสมควรได้รับเครดิตจากการทำคลีนชีตนัดแรกในเวทีชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป แอชลีย์ วิลเลี่ยมส์, เบน เดวิส, เจมส์ เชสเตอร์ ต่างจัดการกับลูกกลางอากาศได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งจริงๆ แล้ว เวลส์แทบจะเอาชนะการดวลกลางอากาศได้ทั้งหมดเลยด้วซ้ำ อีกทั้ง โจ เลดลีย์ เองก็ทำหน้าที่ปัดกวาดก่อนถึงแนวรับได้ดี

นอกจากนั้น วิงแบ็คทั้ง 2 ข้างอย่าง คริส กันเทอร์ และเทย์เลอร์เองก็รับผิดชอบตำแหน่งของตัวเองได้ดีมากๆ พวกเขาจะเติมเกมรุกทันทีที่มีโอกาส ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะระวังไม่ให้ผู้เล่นรัสเซียเจาะพื้นที่ของเขาได้ง่ายๆ ด้วย

6. ดาวเด่นดูโอ้ : แรมซีย์&อัลเลน

กองกลาง 2 รายนี้ทำหน้าที่เป็นห้องเครื่องให้กับเวลส์ได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาคอยขัดขวางเกมรุกของทีมหมีขาว และเปิดเกมรุกให้กับบรรดาตัวรุกคนอื่นๆ ตลอดทั้งเกม

ไม่มีผู้เล่นคนใดในสนามที่ตัดบอลได้มากกว่าอัลเลนอีกแล้ว (4 ครั้ง) ขณะเดียวกัน แรมซีย์ผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมสูงถึง 69 ครั้ง ดังนั้นทั้งคู่จึงสมควรได้รับเครดิตที่พาทีมชาติเวลส์ผ่านเข้ารอบได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์