เปิดทุกซอกชีวิตของ คเลอร์ เฮห์ : ดาวรุ่งเชฟฯยูฯ ผู้ต้องการกลับมาเล่นไทยลีก

คเลอร์ เฮห์ เกิดที่ค่ายผู้ลี้ภัยในภาคตะวันตกของประเทศไทย แต่มาต่อสู้ตามวิถีทางของตัวเองในลีกล่างของสหราชอาณาจักร โดยดาวรุ่งที่สามารถเล่นให้กับทั้งทีมชาติไทยและเมียนมาร์รายนี้กำลังหาบ้านใหม่อยู่ และนี่คือเรื่องราวของเขา...

ท่ามกลางบรรยากาศที่มีแฟนบอลเกือบ 50,000 คนเข้ามาในสนามไอบร็อกซ์เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนนั้นถือเป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มวัย 19 ปีอย่าง คเลอร์ เฮห์ ไม่เคยเห็น เขานั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง ห่างจากจุดที่เขาฝันถึงตั้งแต่สมัยที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในไทยเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น

มันคือค่ำคืนอันน่าจดจำสำหรับวงการลูกหนังแดนวิสกี้ เมื่อเรนเจอร์สที่เป็นแชมป์ลีกสูงสุด 54 สมัยตลอดระยะเวลา 144 ปีของประวัติศาสตร์สโมสรเอาชนะดัมบาร์ตัน 1-0 พร้อมกับการันตีการกลับขึ้นไปยังสก็อตติช พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012 ที่ต้องหล่นไปยังดิวิชั่น 4 ด้วยปัญหาด้านการเงิน

แต่มีน้อยคนนักในสนามที่จะรู้ว่ามันก็เป็นวาระที่สำคัญเช่นกันสำหรับ คเลอร์ เฮห์ ผู้เกิดในค่ายผู้อพยพลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงบ้านอุ้มเปี้ยมในจังหวัดตาก หลังจากที่ครอบครัวของเขาซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงได้หนีจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศข้ามฝั่งชายแดนมาเมื่อหลายทศวรรษก่อน

โดยตอนนั้นมิดฟิลด์ฝั่งขวาเชื้อสายพม่าอยู่ในช่วงยืมตัวกับทีมสก็อตติช แชมเปี้ยนชิพ เป็นเดือนที่ 3 จากสัญญา 4 เดือน 

“มันรู้สึกเหมือนเป็นความฝันที่เป็นจริง ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ลงสนามก็ตาม” คเลอร์ที่อยู่กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมในลีกวันมาตั้งแต่อายุ 15 กล่าวกับโฟร์โฟร์ทู “ตอนที่ผมอยู่ในค่ายผู้อพยพตอนเด็กๆ ผมต้องการจะให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมาตลอด”

“ถึงแม้ว่าผมไม่ได้ลงสนามมากนัก แต่ก็ยังได้มีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่และลงเล่นบ้างบางนัด” เขากล่าวต่อ “มันคือประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผม เพราะมีแฟนบอลมากมายที่เข้ามาชมสนามและผมก็ได้ทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศของทีมชุดใหญ่”

ตอนที่เล่นให้ดัมบาร์ตัน เอฟซี

ชีวิตในค่ายผู้อพยพ

คเลอร์ที่เป็นพี่ชายคนโตของพี่น้อง 4 คน อาศัยอยู่ที่ค่ายผู้อพยพลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงบ้านอุ้มเปี้ยมที่มีผู้อพยพอาศัยอยู่ราว 13,000 คน ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าที่เข้มแข็งและมีกองกำลังกบฎที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหารที่กดขี่มานานหลายทศวรรษ

จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ณ​ อีกฝากของแนวเขตชายแดนตามเนินเขา ทำให้คเลอร์เติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เขาจะเก็บขวดและสิ่งของเหลือใช้เอาไปขายเพื่อหวังเพียงเศษเงินเล็กๆน้อยๆ และเล่นฟุตบอลบนพื้นฝุ่นบริเวณค่ายลี้ภัยเพื่อฝึกฝนทักษะตามอย่าง โรนัลดินโญ่ ไอดอลของเขาที่ได้เห็นในโทรทัศน์และโฆษณา

“มีคนหลายศาสนาที่นั่นทั้งคริสเตียน, มุสลิม และชาวพุทธ พวกเขาจะอยู่ปนๆกันในหมู่บ้าน” คเลอร์เปิดเผยกับโฟร์โฟร์ทู “เราทุกคนชอบเตะฟุตบอลแต่มันไม่มีหญ้า มีแค่พื้นที่เต็มไปด้วยกรวดหิน ผมคุ้นเคยกับมันและเล่นอย่างไม่กลัว แต่ตอนนี้ผมไม่อยากเล่นแบบนั้นแล้ว”

ด้วยความที่ไม่มีพาสปอร์ต ทำให้คเลอร์และครอบครัวถูกห้ามไม่ให้ไปไหนในเมืองไทยไกลกว่าบริเวณดังกล่าวซึ่งก็เหมือนกับผู้อพยพส่วนใหญ่ พวกเขาไม่เต็มใจที่จะกลับไปเสี่ยงภัยที่บ้าน ดังนั้นจึงได้แต่อยู่บริเวณนั้นเพื่อรอคอยโอกาสที่จะย้ายที่อยู่และเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

เริ่มต้นใหม่

แล้วความฝันของพวกเขาก็เป็นจริงในปี 2006 เมื่อพ่อแม่ของคเลอร์ที่ใช้เวลาหลายปีในการย้ายไปมาระหว่างหลายค่ายในเมืองไทยได้รู้ว่าพวกเขาจะได้ไปอยู่เชฟฟิลด์ภายใต้โครงการเกตเวย์ โปรเทคชั่น โปรแกรม ของสหประชาชาติ หลังจากความพยายามที่จะย้ายไปยังออสเตรเลียล้มเหลวมาหลายครั้ง

“ผมรู้สึกเศร้ามากที่ต้องอำลาค่ายไป เพราะเพื่อนของผมทุกคนอยู่ที่นั่น” คเลอร์ผู้เป็นคริสเตียนและหาเวลาไปโบสถ์บริเวณค่ายผู้อพยพทุกๆสัปดาห์กล่าว “แต่คุณไม่มีอะไรเลยในหมู่บ้านนั้น และพ่อแม่ของผมก็สัญญากับผมว่าเรากำลังจะได้ย้ายไปอยู่สถานที่ๆดีกว่า” 

อ่านต่อหน้าถัดไปเพื่อทราบเรื่องราวของเขาในอังกฤษและด่านทดสอบแรกในเมืองผู้ดีของเขา