เราอยู่บนเส้นทางเอเชียน คัพ : แบรนด์ สตางก์

นายใหญ่ทีมชาติสิงคโปร์ยังเชื่อมั่นว่าลูกทีมของเขายังมีอนาคตที่สดใสรออยู่ แม้ว่าจะพ่ายต่อซีเรีย จนทำให้หมดโอกาสเข้ารอบฟุตบอลโลกแล้วก็ตาม.. ซึ่ง Zee Ko บรรณาธิการ FFT สิงคโปร์ จะวิจารณ์ถึงชาติของพวกเขาให้แฟนๆชาวไทยอ่าน!!

เกมเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ขุนพล “เมอร์ไลออนส์” พ่ายแพ้ให้กับซีเรียคาถิ่นไป 1-2 โดยที่เจ้าบ้านเหลือสิบคนตั้งแต่นาทีที่ 55 หลังจากที่ มัดฮู โมฮาน่า โดนไล่ออกไป ซึ่งทำให้สื่อเจ้าถิ่นหลายสำนักออกมาโจมตี พร้อมกับตั้งคำถามถึง การจัดทัพของเจ้าถิ่น, คุณภาพของเอสลีก, มาตราฐานของนักเตะสิงคโปร์ และ นักเตะดาวรุ่งหลายคนในทีม

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ สตางก์ กุนซือชาวเยอรมันไม่กล่าวโทษลูกทีม พร้อมทั้งบอกว่าทุกคนทำดีที่สุดแล้ว..

อยากได้ 3 แต้มแต่จัดหน้าตัวเดียว 

สตางก์ เชื่อว่า ตัวเขาจัด 11 ตัวจริงได้ถูกต้องแล้ว แม้ว่าหลายคนจะโจมตีที่กุนซือวัย 67 ปี เลือกส่งนักเตะที่ถนัดเล่นกองกลางอย่าง ซอฟวาน บาฮารุดดิน เป็นหัวหอกตัวเป้า แทนที่จะส่ง ซาฮิล สุไฮมี และ ฟัซรุล นาวาซ สองกองหน้าลงสนาม ทั้งๆที่สิงคโปร์ต้องการ 3 คะแนนในเกมนี้เป็นอย่างมาก

สตางก์ อธิบายก่อนเกมว่า บาฮารุดดิน เป็นนักเตะที่มีคุณภาพและแข็งแกร่งมากๆ การจ่ายบอลและครองบอลของดาวเตะวัย 24 ปีจะช่วยทำให้แนวรุกของทีมมีโอกาสทำประตูได้มากขึ้น ทว่าน่าเสียดายที่ บาฮารุดดิน ไม่มีโอกาสนั้น โดยโอกาสที่ดีที่สุดของเขาในเกมนี้ก็คือ จังหวะที่เขาตัดบอลได้จากกลางสนาม ก่อนจ่ายตัดกองหลังซีเรีย แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายพวกเขาก็โดนตัดบอลคืน

Omar Khribin celebrates Syria's opening goal

ตลอดทั้งเกมนั้น แดนกลางสิงคโปร์ทั้ง ฮาริส ฮารูน, อิซดิน ชาฟิค และ ซุลฟะห์มี อารีฟีน นั้นไม่สามารถเชื่อมเกมรุกกับเกมรับได้เลย โดยกองหน้าอย่าง บาฮารุดดิน แทบจะถูกตัดออกจากเกม เช่นเดียวกับปีกสองข้างอย่าง ฮาฟิซ ซูญัด และ คริสโตเฟอร์ ฟาน ฮุยเซน แข้งลูกครึ่งเชื้อสายดัตช์ ก็ไม่มีโอกาสได้จังหวะกระฉากสวยๆเลย

ด้านผู้มาเยือนอย่าง ซีเรีย ภายใต้การคุมทีมของ ฟาญัร อิบรอฮีม นั้นมาในระบบ 4-3-3 โดยให้ โอมาร์ คะห์ริบิน ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เขาได้บอล เพื่อนร่วมทีมอีก 3-4 คน ก็จะรีบเติมเกมขึ้นมาช่วยทันที รวมทั้งถ่ายบอลออกด้านข้าง พร้อมกับโยนเข้ามาให้ คะห์ริบิน ทำประตู

ฟูลแบ็คทั้งสองข้างของ “เมอร์ไลออนส์” ทั้ง ชากิร ฮัมซะห์ และ นัซรุล นาซอรี นั้นมีปัญหาในการรับมือกับเกมรุกด้านข้างของทีมดังจากตะวันออกกลางอย่างมาก โดยมีหลายครั้งที่ มะหมูด อัล มาวาซ เจาะพวกเขาอย่างสนุกสนาม ขณะที่คู่เซนเตอร์อย่าง มฑุ โมหะนะ และ ไบฮัคกี้ ไคซาน นั้นก็พยายามอย่างเต็มที่แล้วในการหยุดแนวรุกทีมเยือน

แผนของซีเรียได้ผลจนได้ เมื่อในนาทีที่ 20 พวกเขาได้ประตูออกนำเจ้าถิ่นจากจังหวะที่ นาดิม ซาบัค เปิดบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษ ก่อนที่ผู้รักษาประตูสิงคโปร์จะออกมาตัดบอลพลาด จนบอลไปเข้าทางผู้เล่นทีมเยือน และสุดท้ายเป็น คะห์ริบิน ที่โหม่งบอลเข้าประตูไป

แผนของซีเรีย ทำให้แดนกลางของสิงคโปร์ต้องถอยลงมาช่วยกองหลังป้องกันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนั่นทำให้ บาฮารุดดิน โดดเดี่ยวอย่างมากในแดนหน้า และนั่นหมายความว่า เจ้าถิ่นแทบจะไม่มีโอกาสที่จะทำประตูผู้มาเยือนได้เลย

ซึ่งนั่นทำให้ แบรนด์ สตางก์ โดนสื่อท้องถิ่นต่อว่าอย่างหนัก เพราะในเกมที่พวกเขาต้องการชัยชนะ แต่เทรนเนอร์แดนไส้กรอกกลับเลือกที่จะเล่นแผนกองหน้าตัวเดียว อีกทั้งยังเลือก บาฮารุดดิน ที่ถนัดในการเป็นกองกลางก่อนกองหน้าที่เล่นเป็นตัวเป้าได้ดีอย่าง ซาฮิล สุไฮมี ไว้ข้างสนาม รวมทั้งไม่เลือกส่งนักเตะที่มีความสดอย่าง ไชฟุล อีซาห์ และ ฟาริส ฮาเหม็ด สองฟูลแบ็คดาวรุ่งลงสนามตั้งแต่ต้น

โดยครึ่งหลังนั้น สตางก์ แก้เกมโดยส่งสองดาวรุ่งลงสนามแทนรุ่นพี่ที่ถูกปีกของทีมเยือนเจาะกระจาย และนั่นก็ทำให้เกมของ “เมอร์ไลอ้อนส์” ดีขึ้น พร้อมกับมีจังหวะเติมเกมรุกของทั้งคู่อยู่หลายครั้ง แต่พวกเขาก็ทำได้แค่เฉี่ยวไปเฉี่ยวมาเท่านั้น

ความพยายามของทัพจากอาเซียนมาประสบความสำเร็จก่อนหมดเวลาหนึ่งนาที ซึ่งพวกเขามาได้จุดโทษ และเป็น ซอฟวาน บาฮารุดดิน ที่ซัดตีเสมออย่างสะใจ ทว่าผลเสมอก็อาจจะไม่เพียงพอให้พวกเขาผ่านเข้ารอบต่อไปได้ ทำให้เจ้าถิ่นเปิดเกมรุกอย่างเต็มสูบในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จนแผงหลังของพวกเขาหลุดตำแหน่ง และถูกทีมเยือนสวนกลับ พร้อมยิงประตูชัยในที่สุด…

จบเกม จากที่ควรได้สักแต้ม กลายเป็นเหลือศูนย์ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นบทเรียนที่ดีให้แก่บรรดาดาวรุ่งหลายคนในทีม…

สงครามยังไม่จบ

หลังจบเกม แบรนด์ สตางก์ กล่าวชื่นชมลูกทีมทุกคนผ่านสื่อมวลชน พร้อมกับบอกว่าทุกคนทำดีที่สุดแล้ว โดยความพ่ายแพ้เกมนี้ ทำให้พลพรรค “เมอร์ไลอ้อนส์” หมดความหวังในการเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว แต่ภารกิจของพวกเขายังไม่หมด เพราะยังต้องแย่งอันดับ 3 เพื่อนเข้ารอบ เอเชียน คัพ ต่อไป

สำหรับวิธีการคัดเลือก เอเชียน คัพ ในครั้งนี้ ก็คือ แชมป์กลุ่มและอันดับสองที่ดีที่สุดอีก 4 ทีมจะได้โควต้าอัตโนมัติ ส่วนอันดับ 2 ที่เหลือ อันดับ 3 ทุกกลุ่ม และ อันดับ 4 ดีที่สุดอีก 4 ทีม จะได้ลงเล่นในรอบคัดเลือกเอเชียน คัพรอบสาม และทีมที่เหลือต้องเริ่มต้นตั้งแต่รอบคัดเลือกรอบแรก   

และนั่นคือเป้าหมายใหม่ของพวกเขาในเวลานี้…

การที่สิงคโปร์จะจบอันดับ 3 ของกลุ่มนั้นไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป โดยตอนนี้พวกเขาอยู่อันดับ 3 ของกลุ่ม และมีคะแนนนำหน้าอันดับ 4 อย่าง อัฟกานิสถาน อยู่ 4 คะแนน และเกมที่จะตัดสินชะตาชีวิตของขุนพล “เมอร์ไลอ้อน” ก็คือเกมที่พวกเขาจะบุกไปเยือนอัฟกานิสถานในเดือนมีนาคมปีหน้า ซึ่งนั่นจะเป็นนัดสุดท้ายของสิงคโปร์ ขณะที่คู่แข่งจากตะวันออกกลางยังเหลือเกมบุกไปเยือนญี่ปุ่นก่อนหน้านั้นสี่วัน

ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์พลิกล็อคโลกตะลึง(ขนาดไปเยือน ขุนพลซามูไรยังกดอัฟกานิสถานไป 6-0) สิงคโปร์ก็คงได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบคัดเลือกเอเชียน คัพ รอบสามอย่างแน่นอน..

“พวกเรามีโอกาสที่จะเก่งขึ้นอีก” สแตนจ์ ยืนยันหลังจบเกม “ผมอยากให้สื่อมวลชนทุกคนสนับสนุนเราต่อไป พร้อมกับอย่าหาแพะให้พวกเราเลย”

“เรามีเวลาอีกปีครึ่งในการเตรียมทีมสู้ศึกเอเชี่ยน คัพรอบคัดเลือก และถึงเวลานั้น เหล่าบรรดาดาวรุ่งที่ผมฟูมฟัก จะแกร่งกว่านี้เยอะ คอยดูละกัน” กุนซือจอมเก๋ามั่นใจพร้อมกับยืนขึ้นและชี้นิ้วขึ้นลงหน้าโต๊ะแถลงข่าว(เหมือนภาพประกอบด้านบนสุด)

กองทัพดาวรุ่งของ สแตนจ์ จะ “หมู่” หรือ “จ่า” อีกไม่นาน เราจะได้รู้กัน!!!

Photos: Weixiang Lim/FourFourTwo