เรียนไม่จบ / ทำหญิงท้อง / รับจ้างอิสระ : ชีวิตห่ามๆก่อนวันนี้ของ... ไตรรงค์ เพ็ชรเทียม

เขาคือดาวเตะหน้าใหม่วัย 23 ปี แห่งทีมฟุตซอลทัพ “ช้างศึก” ที่เพิ่งสร้างชื่อแจ้งเกิดหลังลงประเดิมสีเสื้อทีมชาติในทัวร์นาเม้นต์ ล่าสุดที่ผ่านมา...

“เด้ง” ไตรรงค์ เพ็ชรเทียม จากเด็กฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจนสู่การผจญภัยบนเส้นทางสายลูกหนังที่เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย เคยลำบากรับจ้างทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพมาแล้ว

แต่วันนี้เขาคือ 1 ในผู้เล่นชุดรองแชมป์ฟุตซอล 4 เส้า "ไทยแลนด์ ไฟว์ 2016 พรีเซ็นต์เต็ด บาย พีทีที กรุ๊ป" ครั้งล่าสุด เขาก้าวผ่านอุปสรรคมาได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ต้องพบเจออะไรมาบ้างและเข้ามาสู่รั้วทีมชาติได้อย่างไร นี่คือเรื่องราวของ ไตรรงค์ เพ็ชรเทียม กับชีวิตห่ามๆ และเส้นทางแห่งความฝันของเขา

จุดเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังโต๊ะเล็ก

“จริงๆแม่ของผมไม่ได้สนับสนุนให้เล่นฟุตซอลหรอกนะ” ไตรรงค์ เริ่มเท้าความถึงชีวิตในอดีตของเขา

เด็กหนุ่มฐานะยากจนอาศัยอยู่ในชุมชนเล็กๆระแวกวัดทองในเมืองหลวงอันใหญ่โต ที่นั่นผู้คนต่างรักในเกมลูกหนังจึงไม่แปลกที่เขาจะชื่นชอบและหลงไหลกีฬาชนิดนี้ไปด้วย

“ตั้งแต่เด็กๆผมอยู่กับลูกบอลตลอดเวลา พอมีเวลาว่างก็ชวนเพื่อนๆแถวบ้านไปเล่นด้วยกันตลอด แถวบ้านผมเป็นชุมชนเล็กๆ เวลาจะเล่นก็ไปเตะกันในวัดตั้งโกลรูหนูสองฝั่งก็เล่นได้แล้ว ด้วยความที่ทางบ้านไม่ค่อยมีเงิน รองเท้าที่จะใช้ใส่ก็ไม่มี เวลาขอพ่อกับแม่ให้ซื้อให้ก็ไม่ได้ แต่ก็ได้น้าสาวที่ยอมซื้อให้ในวันเกิดครั้งหนึ่งของผม จำได้เลยว่ายี่ห้ออัมโบร คู่ละประมาณ 500-600 บาท และนั่นเป็นรองเท้าคู่แรกของผม ซึ่งใส่เล่นตลอดเวลาจนมันขาดไม่เหลือสภาพดีหลังจากนั้นก็ไม่มีใส่อยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะมีผู้ใหญ่ใจดีแถวบ้านควักเงินซื้อให้เราด้วยความที่เห็นว่าเรารักในกีฬานี้”

“ผมเป็นคนหัวดื้อ จะโดนตีหรือโดนทำโทษอะไรก็แล้วแต่ แม้แม่จะห้ามแค่ไหนยังไงก็จะเล่นให้ได้ จนมีอยู่วันหนึ่งมีการแข่งเดินสายแถวชุมชนวัดบวร เลยลองชวนแม่ไปนั่งดูการแข่งด้วย ปรากฏว่า แม่ของผมเกิดชอบขึ้นมา หลังจากนั้นเลยกลายเป็นว่าเขาสนับสนุนผมเต็มที่เลยทีเดียว”

“พอเริ่มโตขึ้นก็มีผู้ใหญ่แถวบ้านที่เขาชอบพาเด็กไปลงแข่งตามรายการต่างๆมาชวนไปเล่นด้วย ตอนอยู่ชั้นม.4 ก็คอยพาไปคัดตัวกับโรงเรียนที่มีชื่อด้านฟุตบอลทั้งเทพศิรินทร์และอัสสัมชัญ รวมถึงปทุมคงคา แล้วก็เพิ่งมาติดทีมที่สุดท้ายนี่เอง ซึ่งปทุมคงคาก็ดังทั้งฟุตบอลและฟุตซอลอยู่แล้ว ตัวผมชอบฟุตซอลมากกว่าก็เลยได้เล่นให้ทีมโรงเรียนตั้งแต่นั้นมา”

ความผิดพลาดครั้งใหญ่

ชีวิตในรั้วโรงเรียนของเขาที่ปทุมคงคา...ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องสักเท่าไหร่ เมื่อเด้งไม่สามารถเอาชนะใจตัวเองได้ หลังกลายเป็นคนชอบเที่ยวหลงแสงสีตามประสาวัยรุ่นทั่วไป ซึ่งจากพฤติกรรมนี้เอง ส่งผลให้นำมาซึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิตเป็นครั้งแรก

“ผมเป็นเด็กที่ค่อนข้างติดเพื่อนและชอบหนีเที่ยวบ่อยๆไม่ค่อยตั้งใจสักเท่าไหร่ แถมชอบแอบไปดื่มเหล้าด้วย มาซ้อมบ้างไม่ซ้อมบ้าง เลยไม่ค่อยได้ลงเล่นเวลามีโปรแกรมแข่ง ช่วงนั้นผมเป็นเด็กเกเรพอสมควร เคยถูกโค้ชจับได้ตอนที่แอบหนีไปเที่ยว ซึ่งตัวโค้ชเองเขาก็เสียใจนะ และผิดหวังในตัวเรามากเพราะเขาเป็นคนที่คอยปลูกฝังอะไรหลายๆอย่างให้เราตลอด รวมถึงตั้งความหวังไว้กับตัวผมเยอะเหมือนกัน แต่สุดท้ายเราก็เป็นอย่างที่เขาหวังไม่ได้”

“มาถึงจุดนี้อะไรหลายๆอย่างก็เริ่มแย่ลง หลังจากนั้นช่วงประมาณมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผมก็ต้องออกมาจากโรงเรียน เพราะฐานะทางบ้านยากจน เลยต้องออกมาทำงานรับจ้างสารพัดทั้งเด็กยกของจนกระทั่งเป็นพนักงานขายของ ผมต้องใช้ชีวิตลำบากแบบนี้อยู่ 4 ปี และยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะตอนนั้นด้วยความที่เป็นคนชอบเที่ยวเลยพลาดไปทำผู้หญิงท้อง ซึ่งตอนนั้นผมอายุเพิ่ง 19 ปีเท่านั้น เราเลยมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นด้วย”

ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาต้องหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงความรับผิดชอบและแบ่งเบาภาระครอบครัวให้มากที่สุด เพราะช่วงเวลานั้นนอกจากจะต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานอย่างยากลำบากแล้ว ยังมีอีกชีวิตหนึ่งที่กำลังจะเกิดมาซึ่งเป็นผลมาจากความผิดพลาดของเขาเอง จนในที่สุดเขาลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง เพื่อเดินตามความฝันสู่การเป็นนักฟุตซอลอาชีพให้ได้

คิดใหม่-ทำใหม่

ถึงตรงนี้ เหตุการณ์ต่างๆในอดีตทำให้ตัวเขาเองเริ่มสำนึกการกระทำที่ผ่านมาว่ามันไม่เพียงแต่ตัวเองจะเดือดร้อนเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบไปยังคนรอบข้างที่รักเขาด้วย และมันถึงเวลาแล้วที่จะต้องดึงตัวเองกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องเสียที

ในปี 2013 ความฝันของการเป็นนักฟุตซอลอาชีพก็เป็นจริง เมื่อเขาตัดสินใจเดินทางไปคัดตัวกับสโมสรฟุตซอลอาชีพ และกลายเป็นเด็กหนุ่มรายเดียวที่สอบผ่านการคัดเลือกของนนทบุรี ทีมในศึกฟุตซอลไทยลีก ที่นี่เองจึงเป็นสโมสรแรกของเขา แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เจ้าตัวหวังไว้ หลังสโมสรไม่จ่ายเงินเขาเป็นเวลากว่า 3 เดือน

“ตอนผมเล่นให้นนทบุรี เงินเดือนครั้งแรกที่ได้รับคือจำนวน 8,000 บาท มันดูน่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่สุดท้ายผมก็เล่นในแค่ครึ่งซีซั่น เพราะนับตั้งแต่เข้ามาเคยได้รับเงินแค่เดือนเดียวเท่านั้น เนื่องจากสโมสรไม่ได้มีสปอนเซอร์หลักค่าใช้จ่ายต่างๆจึงไม่เพียงพอ ทำให้เวลาที่เหลืออีก 3 เดือน ผมไม่ได้รับเงินเลยสักบาทเดียว”  

แต่สุดท้ายหลังยกเลิกสัญญากับต้นสังกัดเก่า เขาก็ได้รับโอกาสอีกครั้งกับสโมสรแห่งใหม่ หลังย้ายไปร่วมทีมม.ภาค ของจังหวัดขอนแก่น แม้จะเป็นจุดเริ่มต้นหนเพียงจุดเล็กๆ แต่เขาก็ตัดสินใจคว้าเอาไว้อย่างไม่มีทางเลือก

“คนที่ผมรู้จักแนะนำให้ไปคัดตัวกับสโมสรม.ภาค ที่นั่นเขาเสนอเงินให้ผม 4,000 บาท แม้มันอาจจะน้อย แต่เราก็ต้องเอาไว้ก่อน เพราะตอนนั้นไม่มีเงิน ผมเป็นคนที่ไม่เคยออกต่างจังหวัดเลย และการไปครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดคนเดียว ซึ่งในกระเป๋าก็มีเงินติดตัวแค่ 1,000 บาทเท่านั้น สุดท้ายก็ได้เซ็นสัญญากับทางสโมสร ต่อมาเขาเห็นว่าเราทำผลงานดีขึ้นเรื่อยๆยิงประตูได้ทุกเกมที่ลงสนาม รวมแล้วประมาณ 12 ประตูเห็นจะได้ ทางสโมสรเขาเลยขึ้นเงินเดือนให้เป็น 8,000 บาท พออยู่ได้ครบหนึ่งปีก็เพิ่มเป็น 13,000 บาท ชีวิตความเป็นอยู่ตอนนั้นถือว่าโอเคครับ เริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้แล้ว ส่วนที่อยู่อาหารการกินทางสโมสรจะมีห้องพักให้ฟรี เลยแบ่งเบาเรื่องค่าเช่าไปได้อย่างหนึ่ง แต่ที่ผมรู้สึกดียิ่งกว่านั้นคือที่นั่นมีกองเชียร์กลุ่มหนึ่งเขาจะคอยทำกับข้าวมาให้นักกีฬาได้กินกันบ่อยๆ ผมเลยเป็นคนหนึ่งที่มักไปขอฝากท้องเขาอยู่เรื่อยๆ ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นดีครับ”

“ตอนเข้าไปอยู่ในทีมแรกๆเรายังไม่คุ้ยเคยและไม่รู้จักใครเลย ทำให้ต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควร แต่ก็ได้ทาง “บาส” สรศักดิ์ พูนจังหรีด ที่เคยเดินสายเจอกันมาเมื่อสมัยก่อน เขาก็ชักชวนไปทานข้าวด้วยกัน จากนั้นมาเราก็เลยสนิทกันมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น แม้ว่าจะอยู่ไกลบ้านก็ตาม”

แต่แล้วสุดท้าย แม้ชีวิตจะเริ่มดีขึ้น แต่หลังสโมสรต้องตกชั้นไป ทำให้เขาต้องเคว้งคว้างกับเส้นทางสายนี้เป็นหนที่สอง จนถึงขึ้นคิดจะเลิกเล่นเลยทีเดียว

“ตอนที่ทีมตกชั้น ผมท้อมากถึงมากที่สุดไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไปดี ทั้งเหนื่อยทั้งคิดถึงบ้าน ผมเคยโทรกลับไปหาแม่แล้วเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง ตอนนั้นผมจำได้ว่าเล่าไปร้องไห้ไปเลยครับ เพราะมันรู้สึกท้อแท้จริงๆ” ดาวเตะทีมชาติไทยตัดพ้อเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่เคยลำบากในขณะนั้น

แม้จะต้องเจอความผิดหวังและอุปสรรคมากมายแค่ไหน แต่เด้ง ก็ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ จนสุดท้ายโชคชะตาก็ไม่ได้ทอดทิ้งเขา เมื่อได้รับโอกาสทองกลับมาเล่นยังสโมสรในจังหวัดบ้านเกิดอีกครั้งนั่นคือ บางกอก ซิตี้

เส้นทางอาชีพบนวิถีลูกหนังโต๊ะเล็ก

จากที่ก่อนหน้านี้เคยผ่านการลงเล่นในระดับมัธยมศึกษารวมถึงลีกอาชีพมาบ้างแล้ว จึงมีคนรู้จักมากหน้าหลายตา และนั่นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขายังอยู่บนเส้นทางลูกหนังต่อไป เมื่อเด้งมาคัดตัวกับสโมสรฟุตซอลบางกอก ซิตี้ และได้เซ็นสัญญาเป็นทางการ ที่นี่เองจึงกลายเป็นสโมสรของเจ้าตัวมาถึงปัจจุบันนี้

“การตัดสินใจกลับมากรุงเทพครั้งนี้ เพราะผมคำนึงถึงลูกเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดกับการย้ายกลับมาเล่นในกรุงเทพ” เด้ง เริ่มเล่าถึงการย้ายกลับมาค้าแข้งในเมืองหลวงอีกครั้ง

“คิดว่าถ้าเราได้มาเล่นที่นั่นก็จะได้อยู่กับลูกและครอบครัวด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ทางฝ่ายครอบครัวของภรรยาเก่าที่เลิกลากันไป เขาเป็นคนรับไปเลี้ยง แต่พอผมรู้ว่าได้เซ็นสัญญา ผมก็รีบไปรับลูกมาอยู่ด้วยเลย ตอนนั้นผมเริ่มมีความเป็นนักกีฬาอาชีพจริงๆแล้ว เพราะผ่านประสบการณ์บนไทยลีกมาพอสมควร เลยคิดที่จะเลิกดื่มเหล้าและหันมาดูแลร่างกายมากขึ้น เพื่อความพร้อมในการแข่งขันตลอดเวลา”

“ผลงานหลังย้ายกลับเข้ามาเล่นในกรุงเทพฯครั้งนี้ สำหรับผมถือว่าทำได้ดีทีเดียว เพราะเปิดมาเลกแรกทุกคนช่วยกันเล่นเต็มที่จำให้ทีมไม่แพ้ใคร 7 เกมติดต่อกัน โดยหนึ่งในนั้นสามารถเก็บชัยเหนือชลบุรี บลูเวฟ ได้ด้วย โดยรวมถือว่าพอใจกับผลงานตัวเองนะ เพราะเราเพิ่งมาแค่ครึ่งปี แต่ก็ได้รับโอกาสลงเล่นเยอะสับเปลี่ยนกันไป”

หลังมีประสบการณ์บนลีกสูงสุดมาพักใหญ่ ในที่สุดจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาก็มาถึง เมื่อมีชื่อติดทัพช้างศึกลุยรายการฟุตซอล 4 เส้า "ไทยแลนด์ ไฟว์ 2016 พรีเซ็นต์เต็ด บาย พีทีที กรุ๊ป” ซึ่งถือเป็นการติดทีมชาติครั้งแรกของเขา

“ตอนแรกก็ไม่อยากเชื่อเลย เพราะผลงานโดยรวมดี แต่ตัวเราก็คิดว่าอาจจะไม่ได้ดีถึงขั้นไปติดทีมชาติได้ แต่พอมีรายชื่อติดก็ช็อคพอสมควร พอได้เข้าคัดเขาเห็นว่าเราเล่นได้ก็เลยเก็บเราไว้เป็น 1 ใน 25 คนสุดท้าย การที่โค้ช มิเกล โรดริโก้ ตัดสินใจเรียกเราไปคงอาจเพราะผมเล่นได้ทั้งปีกและหลังมั้งครับ เพราะก่อนหน้านี้ตำแหน่งจริงๆของผมคือปีก แต่ตอนช่วงแรกที่ย้ายมาอยู่บางกอก ตำแหน่งกองหลังของเราเจ็บทำให้ผมต้องลงไปเล่นแทนเป็นบางครั้ง เลยกลายเป็นว่าสามารถเล่นได้หลากหลายขึ้น”

“ตอนนั้นตัวเราเองก็กังวลเหมือนกันว่าเข้าไปแล้วจะเล่นกับเขาได้มั้ย จะทำได้ดีหรือเปล่า เพราะต้องเจอคนเก่งระดับเทพๆทั้งนั้น ยิ่งพี่อาร์ม ศุภวุฒิ ยิ่งเกร็งเข้าไปใหญ่ ช่วงแรกที่มาซ้อมยอมรับเลยว่าตื่นสนามมาก พอได้ลงทีมซ้อมกันจริงๆเราเล่นไม่เข้าระบบเขาเลย ปรับตัวก็ยังไม่ได้ พอเลิกซ้อมก็มานั่งพยายามให้กำลังใจตัวเองว่าเราต้องทำให้ได้ ซึ่งมันก็ได้ผลนะ เพราะสุดท้ายพอเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจมากขึ้น มันก็เริ่มส่งผลไปในทางที่พอเริ่มเข้าใจระบบ ทุกอย่างมันก็ง่ายขึ้น หลังจากนั้นผมก็สามารถเล่นร่วมกันได้อย่างดีเลยล่ะ”

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อการปรับตัวฝึกซ้อมรวมถึงความเข้าใจในแท็คติกร่วมกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ทำให้สุดท้าย เขาสามารถยกระดับตัวเองและพร้อมลงสู่สนามเพื่อรับใช้ชาติในที่สุด

กลายร่างเป็น “ช้างศึก”

เพียงจุดเริ่มต้นในนามทีมชาติช่วงระยะเวลาไม่นานนี้เจ้าตัวเองก็สามารถสร้างความประทับใจให้แฟนๆชาวไทยรวมถึงตัวเขาเองด้วย หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนมีเสียงจากรุ่นพี่ในทีมเอ่ยปากชมว่า เขาเป็นเหมือนคนที่เคยเล่นทีมชาติมาก่อนหน้านี้

“มันมีอะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้นกับการลงสนามครั้งแรกในนามทีมชาติของผม ซึ่งทุกอย่างมันน่าตื่นเต้นไปหมด เพราะเพียงรายการแรกเราก็ได้ลงทุกเกม และเป็น 5 คนแรกที่ลงไปเล่นด้วย เกมที่เจอกับญี่ปุ่นเกมแรกผมก็ยิงประตูแรกได้อีก ซึ่งใช้เวลาแค่ 3 นาที ทุกๆอย่างมันดูเร็วไปหมด”

“จริงๆก่อนจะถึงวันแข่ง ผมรู้สึกกดดันสุดๆเลยล่ะ เพราะอย่างที่รู้กันเรายังเป็นหน้าใหม่ด้วย รวมถึงพวกนักเลงคีย์บอร์ดก็เยอะอยู่ ตอนก่อนแข่งก็มีคนแนะนำว่าอย่าเพิ่งเข้าไปเล่น มันจะทำให้เราเสียสมาธิได้เพราะอาจจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆ ซึ่งผมก็พยายามทำตาม และมันก็ได้ผลจริงๆ”

“หลังจากนี้ผมก็หวังอยากจะอยู่ติดทีมชาติต่อไปเรื่อยๆ และแน่นอนตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากแล้วว่า เป้าหมายต่อไปของผมคือการไปเล่นในศึกฟุตซอลโลก ทำไมน่ะเหรอ?

“เพราะสุดท้ายผมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผมทำอะไรให้กับทีมได้บ้างในทัวร์นาเม้นต์ที่ผ่านมา” ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้าย  

Topics