เรือใบสีฟ้า..ผู้พิชิตสถิติหรูศึกบิ๊กแมตช์ของมูรินโญ

นับตั้งแต่กุนซือโปรตุกีสกลับมาคุมสิงห์บลูเป็นคำรบที่สอง พวกเขาก็ไม่เคยแพ้ใครในศึกบิ๊กแมตช์มาแล้ว 2 ปีติดต่อกัน แต่ล่าสุดชัยชนะของ "เดอะ ซิติเซน" ได้ทำลายสถิติสวยหรูดังกล่าวลงเรียบร้อย

คงไม่มีใครคาดคิดว่าผลการแข่งขันระหว่างการพบกันของสองทีมเต็งแชมป์ประจำซีซั่นจะออกมาเป็นเช่นนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมรับว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือทีมที่โชว์ฟอร์มได้เหนือกว่าในทุกด้าน และสมควรเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอันยอดเยี่ยมไปครองแบบไม่มีข้อกังขา

เรือใบสีฟ้าได้สามประตูจาก แซร์คิโอ "กุน” อเกวโร, แว็งซองต์ กอมปานี และ เฟอร์นานดินโญ ช่วยให้พวกเขาเก็บสามคะแนนล้ำค่าไปนอนกอดอยู่ในตำแหน่งบนสุดของตารางคะแนนเรียบร้อยแล้ว และต้องชมการวางแท็คติคอันยอดเยี่ยมของไต้ก๋งจอมเก๋าอย่าง มานูแอล เปเยกรินี ที่แม้จะมีสถิติการเผชชิญหน้ากับ โชเซ มูรินโญ ไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่สุดท้ายก็สามารถกำรอบคู่ต่อสู้ได้อยู่หมัด และเป็นผู้ยัดเยียดความปราชัยต่อทีมระดับท็อปโฟว์ครั้งแรกนับตั้งแต่หวนคุมสิงห์บลูเมื่อ 2 ปีก่อนใส่มือของเทรนเนอร์ชาวโปรตุกีส

ขณะที่ เชลซี เองต้องพบกับความผิดหวังเป็นครั้งที่สองติดต่อกันแล้วในฤดูกาลนี้ หลังผ่านสองนัดแรกในลีกเก็บได้เพียงหนึ่งคะแนนเท่านั้น และนอกจากผลการแข่งขันที่ไม่เป็นใจแล้ว ฟอร์มการเล่นของทีมก็ดูแผ่วลงไปค่อนข้างมากจากฤดูกาลก่อน แต่ด้วยชื่อชั้นนักเตะแล้วเชื่อว่าผลงานแบบนี้น่าจะอยู่ได้ไม่นานนัก เหลือเพียงแค่รอเวลาติดเครื่องเท่านั้น แล้วแฟนๆ สิงห์บลูก็น่าจะได้เห็นทีมรักของตัวเองกลับมาสู่ฟอร์มโหดอีกครั้งแน่นอน

“เดอะ ซิติเซน” เปลี่ยนแปลงผู้เล่นจากนัดเปิดหัวที่พวกเขาเอาชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ไปแบบถล่มทลายเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น โดยส่งเอาดาวเตะเจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวฤดูก่อนอย่าง กุน อเกวโร ที่ฟิตเต็มที่ลงมาแทน วิลเฟรด โบนี ศูนย์หน้าจอมถึกชาวไอวอรี โคสต์ ขณะที่ด้าน เชลซี เองเปลี่ยนแค่หนึ่งตำแหน่งจากนัดเจ๊า สวอนซี ซิตี้ เช่นกัน โดยเป็น รามิเรส ที่ได้โอกาสลงสนามแทน ออสการ์

ฝั่งเจ้าบ้านเป็นฝ่ายครองเกมและสร้างสรรค์โอกาสใส่ทีมเยือนมากกว่าในช่วงต้นเกม โดย อเกวโร มีโอกาสส่องตรงกรอบสองสามครั้งในช่วง 20 นาทีแรก แต่ก็ต้องชม อัสมีร์ เบโกวิช ผู้รักษาประตูมือสองที่ลงมาเฝ้าเสาแทน ธิโบต์ กูร์ตัวส์ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ปฏิเสธทุกความพยายามของกองหน้าอาร์เจนไตน์

ทัพสิงโตน้ำเงินครามเองแม้จะพยายามไล่เพรสซิ่งแย่งบอลกันเร็ว แต่เมื่อคีย์แมนในการขึ้นเกมรุกของพวกเขาอย่าง เชสก์ ฟาเบรกาส และ เอแด็น อาซาร์ พากันโชว์ฟอร์มไม่ออก ทางเลือกในการออกอาวุธของพวกเขาก็ไร้ความอันตรายไปทันที ตรงกันข้ามกับ ยาย่า ตูเร่ ที่ควบคุมแดนกลางได้อย่างสมบูรณ์แบบและสามารถถ่ายบอลต่อให้ ราฮีม สเตอร์ลิง และ ดาบิด ซิลบา รังสรรค์เกมรุกได้อย่างอิสระในแดนหน้า

ทำให้สุดท้ายแล้วหลังจากเป็นฝ่ายบุกอยู่นานก็มาได้ประตูเบิกร่องในนาทีที่ 32 จากความสามารถเฉพาะตัวของ กุน อเกวโร เลี้ยงบอลในที่แคบผ่านแผงหลังสิงห์บลูก่อนหลุดไปล่อเป้าเดี่ยวๆ แล้วไม่พลาด ยิงเรียดผ่านมือของอดีตนายด่าน สโต๊ค ซิตี้ ไปแบบสุดคม ซึ่งก็ต้องชมความพยายามของอดีตศูนย์หน้าแอตเลติโก มาดริด ที่หาจังหวะจบสกอร์ได้หลายๆ ครั้งและปั่นป่วนแนวรับและนายด่านคู่ต่อสู้ตลอดครึ่งชั่วโมงแรก และหมดครึ่งเวลาด้วยสกอร์นั้น

กลับมาเล่นกันในครึ่งเวลาหลังเป็น เชลซี ที่เริ่มกลับเข้าสู่เกมได้อีกครั้งในและได้โอกาสลุ้นประตูครั้งแรก – และครั้งเดียว – ของเกมนี้ในนาทีที่ 70 เมื่อสิงห์บลูเล่นเกมสวนกลับขึ้นมาให้ ดิเอโก้ คอสต้า รับบอลทางฝั่งซ้ายของกรอบเขตโทษและดึงจังหวะรอเพื่อนๆ วิ่งเติ่มเกม จากนั้นก็ไหลต่อเข้าบริเวณจุดโทษให้ เอแด็น อาซาร์ ได้ส่องเป้าแบบจะๆ แต่น่าเสียดายที่แนวรุกทีมชาติเบลเยียมยิงได้ไม่ดีพอแถมตรงตัวผู้รักษาประตู ทำให้สุดท้ายแล้ว โจ ฮาร์ท จึงล้มตัวรับไว้ได้แบบสบายๆ

จากนั้นช่วง 10 นาทีสุดท้าย เกมก็พลิกโฉมหน้าไปแบบไม่มีใครคาดคิด เมื่อ แมนฯ ซิตี้ ได้ประตูนำห่างลูกที่สองจากลูกเตะมุมที่ ดาบิด ซิลบา ครอสเข้ากลางให้ แว็งซองต์ กอมปานี เทคตัวชนะ บรานิสลาฟ อีวาโนวิช ก่อนโหม่งสะบัดไปทางเสาสองเข้าไปชนิดที่ เบโกวิช บินยังไงก็ไม่ถึง และอีกไม่กี่นาทีต่อมาเจ้าถิ่นก็มาได้อีกหนึ่งประตูตอกฝาโรงจาก เฟอร์นานดินโญ ที่ฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของกองหลังเชลซีที่สกัดบอลพลาดมาเข้าทางปืนของเขา และกดด้วยขวาแบบเต็มข้อส่งบอลพุ่งเร็วแรงเสียบตาข่ายแบบสุดสวย จบเกมเป็น "เดอะ ซิติเซน” ที่เอาชนะ "สิงโตน้ำเงินคราม” ไปแบบขาดลอย 3-0

หลังเกมเป็น แซร์คิโอ "กุน” อเกวโร ที่ได้รับรางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ แต่ทั้งนี้เครดิตบางส่วนก็ต้องยกให้ อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ ด้วยที่ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในเกมรุกและเกมรับครอสบอลสำเร็จ 5 ครั้งซึ่งถือว่ามากที่สุดในเกมนี้ รวมถึงเคลียร์บอลได้ 4 ครั้ง กับบล็อคลูกเปิดริมเส้นได้อีก 3 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่มากที่สุดในเกมเช่นเดียวกัน

ตรงกันข้ามกับเพื่อนร่วมทีมชาติเซอร์เบียอย่าง บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ที่ทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานในเกมนี้และไม่สามารถไล่ตามความเร็วและความคล่องตัวของ ราฮีม สเตอร์ลิง ได้เลย รวมถึงเป็นผู้ปล่อยให้ กอมปานี ได้เทคตัวขึ้นโหม่งทำประตูที่สองอีกด้วย

ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นหลักฐานพิสูจน์ชั้นดีว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เองก็เป็นทีมเต็งแชมป์จ๋าไม่แพ้ เชลซี เช่นกั ขณะที่เจ้าของแชมป์ฤดูกาลก่อนจะต้องกลับไปทำการบ้านอีกมากเพื่อปรับปรุงฟอร์มการเล่นและคว้าผลการแข่งขันที่แฟนๆ ต่างคาดหวังให้ได้โดยเร็ว

สถิติหลังเกมที่น่าสนใจ

  • นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2011 แซร์คิโอ "กุน” อเกวโร คือผู้เล่นที่ทำประตูได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกที่ 79 ลูก

  • ยาย่า ตูเร่ ทำได้ 3 ประตู และอีก 2 แอสซิสต์ ในการเล่นเกมลีก 4 ครั้งหลังสุดของเจ้าตัว

  • เกมนี้เป็นครั้งแรกในเกมลีกที่ โชเซ มูรินโญ ตัดสินใจเปลี่ยนตัว จอห์น เทอร์รี ออกจากสนาม

  • จอห์น เทอร์รี โดนเปลี่ยนตัวออกจากสนามเป็นครั้งที่ 17 เท่านั้น ตั้งแต่เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพ

  • เชลซีต้องรอจนถึงนาทีที่ 70 เลยทีเดียวกว่าจะมีโอกาสยิงประตูตรงกรอบครั้งแรกของเกม

  • นี่เป็นครั้งแรกของ เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ มูรินโญ ที่เสียประตูมากกว่าหนึ่งลูกในแมนเชสเตอร์ (ทั้งกับ ซิตี้ และ ยูไนเต็ด)

  • แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะในลีกมา 8 นัดติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นการเทียบสถิติที่ดีที่สุดของพวกเขา

  • นี่เป็นครั้งที่สองที่ เชลซี เก็บชัยชนะใน 2 นัดของฤดูกาลไม่ได้เลย

  • ผลการแข่งขันครั้งนี้คือความพ่ายแพ้ที่หนักที่สุดของ โชเซ มูรินโญ เทียบเท่ากับที่เขาเคยพบมาแล้วในเกมที่แพ้ มิดเดิลสโบรห์ (2005-06) และ เวสต์บรอมฯ (2014-15)

  • ความพ่ายแพ้นัดนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งที่ 10 จาก 78 เกมของ โชเซ มูรินโญ ในการคุมทีมเชลซีครั้งที่สองของเขา ตัวเลขเดียวกับที่เขาเคยพบมาแล้วหลังผ่าน 120 นัดในการคุมทีมคำรบแรก