เรือเล็กรีบออกจากฝั่ง : 10 ดาวรุ่งแมนซิตี้ที่ไปได้ดีกับทีมอื่น

"เรือใบสีฟ้า" หนึ่งในยักษ์ใหญ่แห่งเมืองผู้ดี เป็นสโมสรที่ทำผลงานในบอลเด็กได้ดีตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา (3 ฤดูกาลหลังเข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ ตลอด แต่ได้รองแชมป์ทั้งหมด) ทว่า นั่นไม่ใช่เครื่องหมายรับประกันความสำเร็จเมื่อก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ นี่คือกลุ่มเด็กปั้นที่ไปไม่รอด ก่อนย้ายไปประสบความสำเร็จกับสโมสรอื่น

1. แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์

ไอ้หนูผิวสีย้ายสะโพกโยกสู่อคาเดมี่ของแมนฯ ซิตี้ ด้วยวัย 13 ปี เมื่อปี 2003 และฉายแววรุ่งตั้งแต่ยังเด็ก อีก 3 ปีต่อมา แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ เป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดของทีมชุดรองแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ซึ่งพ่ายต่อลิเวอร์พูลในรอบชิงชนะเลิศ หลังซัมเมอร์ดังกล่าว เขาเซ็นสัญญาอาชีพครั้งแรกกับ "เรือใบสีฟ้า" ด้วยวัย 17 ปี

อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิด สเตอร์ริดจ์ได้เล่นเพียง 32 นัดรวมทุกรายการจาก 3 ฤดูกาลในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม และยิงได้เพียง 6 ประตู ก่อนหมดสัญญาและถูกเชลซีคว้าไปปั้นต่อ กระนั้น เขาไม่อาจเปล่งประกายได้เต็มที่ ในยุคที "สิงห์บลูส์" อุดมด้วยแข้งพันล้านเต็มไปหมด บางช่วง สเตอร์ริดจ์โดนปล่อยให้โบลตันยืมตัวใช้งานด้วย

จุดเปลี่ยนจริงๆ เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2013 ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในสองแข้งเป้าหมายของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในการเสริมทัพ "หงส์แดง" หน้าหนาวคราวนั้น และนี่เองคือสโมสรที่สเตอร์ริดจ์ระเบิดฟอร์มได้อย่างเปรี้ยงปร้าง

การประสานงานกับ หลุยส์ ซัวเรซ ทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลสุดดุดัน พวกเขาเกือบคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาล 2013-14 ด้วยผลงาน 101 ประตู (มากเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ต่อจากเชลซี 2009-10 : 103 ประตู) โดยสเตอร์ริดจ์ยิงไป 21 ประตู รั้งรองดาวซัลโวต่อจากคู่หูชาวอุรุกวัย (31 ประตู)

จากวันนั้นถึงวันนี้ สเตอร์ริดจ์ยังคงล่าตาข่ายให้ลิเวอร์พูล แม้สภาพร่างกายสุดเปราะบาง จนแทบไม่สามารถเล่นได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อฟอร์มการเล่นตามไปด้วย กระนั้น เชื่อเหอะว่า อดีตเด็กปั้นแมนฯ ซิตี้รายนี้ยังมีสัญชาติญาณนักล่าอยู่ในตัว

2. แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

ด้วยความที่มีคุณพ่อยอดตำนานอย่าง ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล รับหน้าที่เฝ้าเสาให้แมนฯ ซิตี้ ไม่แปลกที่หนุ่มน้อย แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล จะเป็นหนึ่งในสมาชิกอคาเดมี่ "เรือใบสีฟ้า" ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี

กระทั่ง 2005 เมื่ออายุได้ 19 ปี ชไมเคิ่ลเซ็นสัญญาอาชีพกับแมนฯ ซิตี้ และด้วยประสบการณ์อันน้อยนิด เขาโดนปล่อยให้ดาร์ลิงตัน, บิวรี่, ฟัลเคิร์ก, คาร์ดิฟฟ์ และ โคเวนทรี ซิตี้ ยืมใช้งาน ซึ่งในฤดูกาลสุดท้าย ภายใต้การนำของ มาร์ค ฮิวจ์ส เขาเป็นตัวสำรองของ โจ ฮาร์ท และ เชย์ กิฟเว่น

เมื่อโอกาสลงเฝ้าเสาน้อยนิดเกินไป ชไมเคิ่ลจึงตัดสินใจย้ายจากทีม โดยไปอยู่กับ น็อตส์ เคานตี้ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด ก่อนโผซบเลสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2011 นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

4 ปีถัดมา ปรากฎการณ์ "จิ้งจอกครองเมือง" อุบัติขึ้น และชไมเคิ่ลคือหนึ่งในผู้เล่นสำคัญสำคัญสู่แชมป์พรีเมียร์ลีก 2015-16 พร้อมกับกลายเป็นคู่พ่อลูกคู่ที่ 2 ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสำเร็จ ต่อจาก เอียน ไรท์ / ฌอน ไรท์ ฟิลิปส์ อีกด้วย

3. แบร็ดลี่ย์ ไรท์-ฟิลิปส์

อีกหนึ่งในตระกูลไรท์-ฟิลปส์ ที่โลดแล่นในวงการลูกหนัง แบร็ดลี่ย์ ไรท์-ฟิลิปส์ อาจเป็นรองพี่ชายอย่าง ฌอน ทว่า ทั้งคู่มีเบ้าหลอมเดียวกัน โดยต่างเริ่มต้นเส้นทางค้าแข้งในอคาเดมี่ของแมนฯ ซิตี้

เมื่ออายุครบ 19 ปี แบร็ดลี่ย์เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ "เรือใบสีฟ้า" การลงเล่น 40 นัดรวมทุกรายการจาก 2 ฤดูกาลแรกที่เล่นอาชีพย่อมไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ทว่า ผลงานของเขาไม่เปรี้ยงนัก จากการยิงได้เพียง 2 ประตู

นั่นเองทำให้แบร็ดลี่ย์ย้ายไปอยู่กับหลายทีมทั้ง พลีมัธ, ชาร์ลตัน และ เบรนท์ฟอร์ด ก่อนจุดเปลี่ยนมาถึงในปี 2013 ซึ่งเขาโยกสู่โลกใบใหม่กับ นิวยอร์ค เร้ด บูลส์ สโมสรที่มี เธียร์รี่ อองรี เป็นตัวชูโรง

ที่ย่านฟ้าดินแดนแห่งเสรีภาพนี่เองที่ปลดปล่อยแบร็ดลี่ย์จากร่มเงาของพ่อและพี่ชาย เขาสร้างชื่อด้วยผลงานของตัวเอง ด้วยการคว้าดาวซัลโวสูงสุดของลีก 2 สมัย, ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปี 2 ครั้งและเป็นสุดยอดนักเตะของสโมสรอีกด้วย