เรื่องไม่เคยรู้ “เดอะ ซีรี่ส์”: บาเลสเตียร์ คัลซ่า - อดีตศูนย์รวมแข้งไทยลีก

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีประวัติศาสตร์ลูกหนังอยู่มากมาย เมื่อหลายสโมสรบิ๊กเนมต่างได้สร้างช่วงเวลาอันน่าจดจำขึ้นมา แต่ก็มีอีกหลายทีมที่ยังไม่มีใครรู้ และในตอนที่ 5 ของ “เรื่องไม่เคยรู้ เดอะ ซีรี่ส์” ทีมงานโฟร์โฟร์ทูจะพาไปทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์ของหนึ่งในผู้อยู่รอดที่แข็งแกร่งในวงการลูกหนังสิงคโปร์ ที่เคยเป็นอดีตต้นสังกัดของ สุรีย์ สุขะ, ฮิโรโนริ ซารูตะ, ครองพล ดาวเรือง และ ริวจิ ซูเอโอกะ มาก่อน

ตอนที่โฟร์โฟร์ทูได้นั่งลงคุยกับประธานสโมสรบาเลสเตียร์​ คัลซ่า  เอส ธวเนศร ที่เป็นหัวเรือใหญ่มานานกว่า 3 ทศวรรษ และเจ้าตัวก็แสดงความพอใจอย่างยิ่งเมื่อเราได้ถามคำถามถึงช่วงเวลาของเขากับหนึ่งในสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดของสิงคโปร์

“เราได้เปลี่ยนโฉมหน้าของวงการฟุตบอลในสิงคโปร์” เขาพูดถึงสโมสรจากโตอา ปาโยห์ อย่างตรงไปตรงมา

“โดยก่อนหน้าที่เอสลีกจะก่อตั้งเมื่อปี 1996 เรามีลีกกึ่งอาชีพมา 7 ปี และปี 1988 เราก็เป็นสโมสรแรกในสิงคโปร์ที่ดึงนักเตะต่างชาติเข้ามา”

บาเลสเตียร์ คัลซ่า

ก่อตั้ง ปี 1898 ในชื่อของฟาธุล คาริบ ก่อนจะรวมกับเคลเมนติ คัลซ่า ในปี 2002 เป็นบาเลสเตียร์ คัลซ่า

บุคคลสำคัญ เอส ธวเนศร เจ้าของทีมและประธานสโมสรที่ดำรงตำแหน่งเกือบ 40 ปี ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอัมโบรในสิงคโปร์

เฉิง ติ่ม นี ผู้จัดการทั่วไปที่คอยดูแลเรื่องต่างๆของสโมสรมาเกือบ 2 ทศวรรษ

มาร์โก คราลเยวิช เคยเล่นให้กับสโมสรอยู่ 3 ซีซั่นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก่อนจะกลับมาเป็นโค้ชในปี 2014

สีประจำสโมสร แดงและนำ้เงิน

โค้ชที่ประสบความสำเร็จสูงสุด

มาร์โก คราลเยวิช – ได้รับรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมแห่งปีของเอสลีกในฤดูกาลแรกที่คุมทีมและเมื่อฤดูกาลก่อนก็รั้งอันดับ 2 เมื่อพา "เจ้าเสือโคร่ง" จบฤดูกาลด้วยอันดับ 4 และเข้าถึงรอบน็อคเอาท์ฟุตบอลถ้วยทั้ง 2 รายการ 

สนามเหย้า โตอา ปาโยห์ สเตเดี้ยม

ความจุ 4,000 คน

“นักเตะ 2 คน ยอสโก้ สปานยิช และ บอริส ลูซิช มาจากยูโกสลาเวีย และนั่นก็คือหนึ่งในหลายๆแนวทางที่ทำให้ฟุตบอลในสิงคโปร์ได้รับความนิยมอย่างสูงในเวลานั้น”

“เดี๋ยวนี้สโมสรไหนที่ดึงแฟนบอลเข้ามาดูได้ 500 หรือ 1,000 ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว แต่ถ้าย้อนไปตอนนั้นมีอยู่บ่อยครั้งที่เราถึงขนาดที่ต้องดีเลย์การแข่งขันออกไป แล้วเรียกตำรวจให้มาช่วยจัดการกับฝูงชนเลยทีเดียว เนื่องจากสนามเต็มความจุ” เขารำลึกความหลัง

ซึ่งหากเดินไปรอบๆสนามและพิจารณาถึงเขตที่สโมสรตั้งอยู่แล้วล่ะก็ ดูเหมือนว่าแทบจะไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

ยุคเปลี่ยนผ่าน

บาเลสเตียร์ถือเป็นหนึ่งในเขตที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะสิงคโปร์ ที่มีผู้พยพชาวพม่าเข้ามาอย่างยาวนานรวมถึงเป็นเขตอุตสาหกรรมที่อยู่ท่ามกลางแสงสี อย่างไรก็ตามบ้านไม้เก่าๆ และร้านโชห่วยกำลังจะถูกแทนที่โดยตึกรามบ้านช่องสูงๆ ซึ่งดูเหมือนว่าพื้นที่ดังกล่าวกำลังจะสลัดความรู้สึกแบบย่านใจกลางเมืองของตัวเองออกไป พร้อมกับมีครอบครัวรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่

แต่ต่อให้ครอบครัวเหล่านั้นจะมีความสนใจในฟุตบอล ก็ยังพบว่าเป็นการยากที่จะซึมซับเรื่องราวของสโมสรได้ตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งความรุ่งเรืองและตกต่ำของพวกเขาเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงวงการฟุตบอลสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี

โดยประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 1898 อันเป็นช่วงเวลาที่ ซุน ยัต เซ็น นักปฏิวัติของจีนได้มาเยี่ยมเยือนเขตนี้ และหนึ่งในบ้านพักตากอากาศของเขาก็ยังถูกรักษาไว้ในฐานะที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของท้องถิ่น  ซึ่งสโมสรได้ก่อตั้งในชื่อของฟาธุล คาริบ และตั้งถิ่นฐานอยู่ทีฟาร์เรอร์ พาร์ค

หนึ่งในไฮไลท์ของพวกเขาในอีก 50 ปีหลังจากนั้น ก่อนที่ทีมจะเปลี่ยนชื่อเป็นบาเลสเตียร์ ยูไนเต็ด รีครีเอชั่น คลับ ในทศวรรษที่ 1970 ก็คือการมีผู้เล่นถึง 9 คนที่ติดทีมชาติสิงคโปร์ชุดที่เข้าแข่งขันเอเชียน เกมส์ ปี 1958 โดยแพ้มหาอำนาจลูกหนังของทวีปอย่างเกาหลีใต้และอิสราเอลอย่างฉิวเฉียด 2-1

สมาชิกของทีมวอร์มอัพท่ามกลางสิ่งอำนวยความสะดวกแบบพออยู่พอกิน

นั่นคือยุคของ มาจิด อาริฟฟ์ ซึ่งเป็นนักเตะที่ธวเนศรกล่าวว่านี่คือหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ประเทศนี้เคยมีมาเลยทีเดียว

 “สำหรับเราในฐานะสโมสรแล้ว เรารู้สึกภูมิใจกับประวัติศาสตร์ของเรา และการเป็นหนึ่งในสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นเรื่องสำคัญ”

“เราได้สร้างนักเตะผู้ยิ่งใหญ่มามากมายและก็มีผู้เล่นฝีเท้าเยี่ยมที่เข้ามายังสโมสรหลายคนเช่นกัน แต่ มาจิด อาริฟฟ์ คือคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ระดับของเขาเหนือกว่าคนอื่นๆ แต่คุณได้เห็นแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้คนเริ่มจะลืมๆกันไปแล้วและให้ความสนใจแต่นักเตะรุ่นใหม่เท่านั้น”

“ซึ่งสโมสรนี้ได้มีประวัติศาสตร์อยู่มากมายและเราควรจะจดจำเรื่องราวทั้งหมดมากกว่า”

และนอกเหนือจากที่เป็นสโมสรที่ดึง 2 นักเตะจากยุโรปตะวันออกเข้ามาในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 แล้ว ตำนานทีมชาติมาเลเซียอย่าง ดอลลาห์ ซัลเลห์, ไซนาล อบิดิน และ ขัน ฮั่ง เหมิง ก็เคยวาดลวดลายที่สนามโตอา ปาโยห์ มาแล้ว

อ่านหน้าถัดไป