เรื่องไม่เคยรู้ "เดอะ ซีรี่ส์": พนมเปญ คราวน์ เอฟซี - อดีตทีม "โค้ชจิ๋ว" กับการล้มบอล

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีประวัติศาสตร์ลูกหนังอยู่มากมาย เมื่อหลายสโมสรบิ๊กเนมต่างได้สร้างช่วงเวลาอันน่าจดจำขึ้นมา แต่ก็มีอีกหลายทีมที่ยังไม่มีใครรู้ และในตอนล่าสุด ของ “เรื่องไม่เคยรู้ เดอะ ซีรี่ส์” ทีมงานโฟร์โฟร์ทูจะพาไปพบกับเรื่องราวของการล้มบอลอันไม่ธรรมดา, การดักฟังทางโทรศัพท์ และการโกงความตายกับสโมสรที่เคยมีกุนซือชาวไทยอย่าง "โค้ชจิ๋ว" อภิสิทธิ์ อิ่มอำไภย กุมบังเหียนมาแล้วอย่างพนมเปญ คราวน์ เอฟซี... 

“ “ประธานสโมสรบอกกับผมว่าถ้าผมกลับมากัมพูชา ผมจะมีโอกาสโดนฆ่า 20 เปอร์เซ็นต์”

พนมเปญ คราวน์ เอฟซี

ก่อตั้ง 2001 ในชื่อของสามารถ ยูไนเต็ด

บุคคลสำคัญ

ริธี สัมนาง ประธานสโมสรในยุครุ่งเรื่องผู้ต่อต้านคอร์รัปชั่นและการล้มบอล

ลิ เฮียง เลขานุการทั่วไปที่ทำงานกับสโมสรมา 3 ปีและต่อสู้กับการล้มบอลอย่างแข็งขัน

แซม ชไวน์รูเบอร์ โค้ชที่เกิดในสวิตเซอร์แลนด์และผู้จัดการทั่วไปที่พาทีมเป็นแชมป์ลีก 2 ปีติดต่อกัน

สีประจำทีม แดงและขาว

กุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

อภิสิทธิ์ อิ่มอำไภย/แซม ชไวน์กรูเบอร์ – กุนซือชาวไทยและสวิสต่างพาทีมคว้าแชมป์ลีก โดยคนแรกทำได้ในฤดูกาล 2008-09 และ 2009-10 ส่วนคนหลังทำได้ในปี 2014 กับ 2015

สนามเหย้า อาร์เอสเอ็น สเตเดี้ยม, พนมเปญ

ความจุ 10,000

นี่คือจุดเปลี่ยนในชีวิตของ แซม ชไวน์กรูเบอร์ โค้ชของพนมเปญ คราวน์​ ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งคำกล่าวในอดีตของ บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ที่ว่าฟุตบอลเป็นยิ่งกว่าชีวิตและความตายดูจะอธิบายได้ดีกว่าอะไรทั้งหมด

พนมเปญคือสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังกัมพูชา พวกเขามีนักเตะฝีเท้าดีมากมาย, มีสนามเป็นของตัวเอง และคว้าแชมป์ลีกได้ถึงครึ่งหนึ่งจากจำนวนทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 2002

อย่างไรก็ตาม บางทีมันก็เป็นเรื่องสำคัญอยู่เหมือนกันที่พวกเขาคือสโมสรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยร่วมมือกับองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรหลายองค์กร ซึ่งรวมถึง SALT (Sports and Leadership Training) Academy ขององค์กร World Vision ด้วย

นอกจากนี้พวกเขายังเป็นเพียงไม่กี่ทีมในราชอาณาจักรที่แสดงท่าทีอย่างชัดเจนในการต่อต้านการล็อคผลการแข่งขันและคอร์รัปชั่นเช่นกัน

ซึ่งจุดยืนดังกล่าวทำให้หลายคนเชื่อว่ามันเกือบทำให้กุนซือผู้เกิดในสวิสรายนี้โดนฆ่าเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากที่สโมสรฉลองแชมป์ลีกเป็นครั้งที่ 4 จาก 6 ปีหลังสุดได้ไม่ถึง 2 วันดี

เพราะเมื่อ 1 เดือนก่อนหน้าที่จะคว้าแชมป์นั้น สโมสรได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อมีข่าวออกมาว่ามีนักเตะ 7 คนและสต๊าฟฟ์อีก 4 ถูกแบน หลังจากที่ทำในสิ่งที่ ริธี สำนาง ประธานและเจ้าของสโมสรเรียกว่า “ประพฤติผิดขั้นร้ายแรง” จากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “คอร์รัปชั่น” และ “การกำหนดผลการแข่งขัน”

ซึ่งตามที่สัมนางกล่าวกับพนมเปญโพสต์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ทั้ง 11 คนจะถูกแบนโทษฐานละเมิดสัญญา “จากการกำหนดผลการแข่งขันและทำให้ชื่อเสียงของพนมเปญ คราวน์ เสื่อมเสีย”

“ความซื่อสัตย์และมีจริยธรรมคือสิ่งสำคัญพื้นฐานของฟุตบอลอาชีพ และเราจะไม่ยอมให้มีการล็อคผลการแข่งขันเกิดขึ้น” เขากล่าวกับหนังสือพิมพ์

ชไวน์กรูเบอร์คุมทีมซ้อม

“การคอร์รัปชั่นและการล็อคผลการแข่งขันถือเป็นพิษร้ายต่อวงการกีฬา และเราก็ต้องการจะลงเล่นด้วยบรรยากาศที่ทำให้แฟนบอลสามารถเชื่อใจในความซื่อสัตย์และความเคารพต่อผลการแข่งขันของนักเตะเรา”

ซึ่งการสั่งแบนนั้นมีผลมาจากการที่สโมสรได้รับเทปบันทึกเสียงลับมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งชไวน์กรูเบอร์เผยกับโฟร์โฟร์ทูว่าเขารู้สึกช็อคที่คนในสโมสรพวกนั้นพยายามจะล็อคผลการแข่งขัน

“ถึงแม้ผมจะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นปกติในวงการฟุตบอลกัมพูชาและเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ มันก็ยังเป็นเรื่องช็อคสำหรับผมอยู่ดี” เขากล่าว

“ผมมีความรู้สึกว่าพวกเขาแสดงออกมาทางสีหน้า พวกเขาทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไรจนเกิดความผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อคุณได้ยินเทปก็เป็นชัดเจน 100 เปอร์เซ็นต์ว่ามันเกิดขึ้นแน่นอน”

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเรียกได้ว่าไม่ชัดเจนเอามากๆ

จากการที่นักเตะเหล่านั้นที่มีดีกรีทีมชาติถูกขับออกจากทีมจึงทำให้มีแนวโน้มว่าเป็นไปได้ยากที่จะเอาชนะนากาเวิลด์ในนัดชิงแชมป์ลีกทั้ง 2 เลก