เรื่องไม่เคยรู้ “เดอะ ซีรี่ส์” : สลังงอร์ เอ็มพีพีเจ - ทีมที่หายสาปสูญบนแผนที่ลูกหนัง

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีประวัติศาสตร์ลูกหนังอยู่มากมาย เมื่อหลายสโมสรบิ๊กเนมต่างได้สร้างช่วงเวลาอันน่าจดจำขึ้นมา 

แต่มีน้อยคนที่จะรู้ว่าสลังงอร์ เอ็มพีพีเจ เคยเขย่าวงการฟุตบอลมาเลเซียมาแล้ว และในตอนที่ 3 ของ “เรื่องไม่เคยรู้ เดอะ ซีรี่ส์” ทีมงานโฟร์โฟร์ทูจะพาไปแนะนำให้รู้จักกับทีมที่ว่านี้กัน…

 “ปัญหาของมาเลเซียก็คือว่า เรามีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ แต่พอเมืื่อเวลาผ่านไปผู้คนก็จะลืมไปแล้วว่าใครได้เคยทำอะไรให่้กับเกมลูกหนังของเราบ้าง” ดอลลาห์ ซัลเลห์ คร่ำครวญกับโฟร์โฟร์ทู

โดยอดีตศูนย์หน้าระดับตำนานของทีม “เสือเหลือง” แห่งอาเซียนนั้นกำลังจะพูดถึงสโมสรที่เขารักแต่กลับถูกลืมเลือนไปอย่างน่าเสียดาย

ถ้าหากถามคนมาเลย์ที่มีอายุไม่ถึง 30 ปีถึงชื่อของ “แมงมุมแม่ม่ายดำ” คุณก็คงจะได้แต่ความว่างเปล่ากลับมา อย่างไรก็ตามสโมสรซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีภายใต้ฉายาดังกล่าวก็มีพื้นที่บนหน้าประวัติศาสตร์ของฟุตบอลประเทศนี้อยู่

Selangor MPPJ

ก่อตั้ง: 1992 (โดยประมาณ)

บุคคลสำคัญ

มูฮัมหมัด ยูซอป บิน ชัมซุดดีน: อดีตผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่ตอนนี้รั้งตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอคาเดมี่ เขาคือหนึ่งในเบื้องหลังการผลักดันให้สโมสรกลับคืนมา

ฮวน มานูเอล อรอสเตกี: กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ เจ้าของฉายา "นักบุญ" ที่ยิง 13 ตุงให้ทีมคว้าแชมป์ รวมถึงนัดชิงที่ซัดแฮตทริกด้วย

ดอลลาห์ ซัลเลห์: โค้ชของทีมที่คุมทีมเต็มตัวครั้งแรกหลังจากแขวนสตั๊ดได้เพียง 2 ปี ได้รับความชื่นชมในการที่เชิญภรรยาและลูกๆ ของนักเตะมาร่วมสร้างขวัญและกำลังใจให้ทีม

สี: ฟ้าอ่อนและขาว

กุนซือที่ประสบความสำเร็จสูงสุด: ดอลลาห์ ซัลเลห์ ที่ตอนนี้คุมทีมปะลิส เอฟเอ เขาพาเอ็มพีพีเจคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ด้วยวัยเพียง 39 ปี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับสลังงอร์ในปีถัดมา

สนามเหย้า: เอ็มพีพีเจ สเตเดี้ยม, เปตาลิง จายา 

ความจุ: 25,000

เปตาลิง จายา มูนิซิปาล เคาน์ซิล ฟุตบอล คลับ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าสลังงอร์ เอ็มพีพีเจ ยังคงเป็นสโมสรที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสโมสรเดียวที่เคยคว้าแชมป์มาเลเซีย คัพ แต่พวกเขาก็หายสาปสูญไปอย่างรวดเร็ว

โดย 3 ปีหลังจากที่คว้าแชมป์ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 2003 สโมสรก็ถูกยุบ และถ้าไม่มีกลุ่มคนที่มีความเชื่อกลุ่มเล็กๆ ที่พยายามจะก่อตั้งขึ้นมาอีกครั้ง มันก็คงจะหายไปตลอดกาล และความทรงจำจะค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อมี ‘ยอดทีม’ ใหม่ๆ ผุดขึ้นมา

ซึ่งก็เหมือนกับเรื่องราวอันน่าโดดเด่นแห่งภูมิภาคนี้ ที่ความสำเร็จของเอ็มพีพีเจได้เกิดขึ้นมาด้วยองค์ประกอบหลายอย่างในเวลาที่เหมาะสม ด้วยโมเมนตัมที่ถูกก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ จนมาถึงจุดพีคในท้ายที่สุด จนทำให้มีความรู้สึกว่าความสำเร็จของพวกเขาแทบจะถูกโชคชะตาฟ้ากำหนดเอาไว้แล้ว

หลังจากถูกก่อตั้งมาได้ไม่ถึงทศวรรษพร้อมกับได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลเมืองเปตาลิง จายา ซึ่งทีมนี้โลดแล่นอยู่ในลีกรองของฟุตบอลมาเลเซีย และน้อยคนที่จะมองว่าเอ็มพีพีเจจะมีโอกาสประสบความสำเร็จเมื่อมาเลเซีย คัพ ปี 2003 ได้เริ่มต้นฟาดแข้งขึ้น

วันแห่งเกียรติยศ

“แมงมุมแม่ม่ายดำ” ถูกจับให้อยู่กลุ่ม ซี ร่วมกับสลังงอร์ คู่ปรับที่อยู่ในรัฐเดียวกัน รวมถึงซาบาห์และปีนัง โดยใน 2 นัดแรกพวกเขาตกเป็นฝ่ายตามหลังก่อนจะตามตีเสมอได้ จนกระทั่งมาประสบกับชัยชนะนัดแรกเหนือปีนัง 2-1 ในนัดที่ 3 และเป็น มานูเอล อรอสเตกี หัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ที่ทำประตูได้ทั้ง 3 นัด

เอ็มพีพีเจเก็บชัยชนะได้อีก 2 จาก 3 นัดในช่วงต้นเดือนกันยายนทำให้พวกเขาจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยการเป็นอันดับ 2 พร้อมกับผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยกลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับทีมกล่าวว่าทีมนี้ ‘สร้างขึ้นมาจากศูนย์’ อย่างแท้จริง

ซึ่งตอนนั้นดอลลาห์อดีตกองหน้าชื่อดังที่ได้กลายมาเป็นกุนซือทีมชาติในภายหลัง คือคนที่พาเอ็มพีพีเจคว้าแชมป์ครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว หลังจากที่แขวนสตั๊ดได้ไม่ถึง 3 ปีดี และยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีแม้กระทั่งประกาศนียบัตรโค้ชระดับ ‘เอ’ ด้วยซ้ำ

ดอลลาห์ ซัลเลห์ ตำนานฟุตบอลมาเลย์ผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้สโมสร

“เราเป็นสโมสรเล็กๆ และเริ่มต้นจากการที่ไม่มีอะไรเลย นักเตะบางคนเป็นข้าราชการท้องถิ่นด้วยซ้ำ ขณะที่คนอื่นๆ ก็เป็นนักเรียนหรือไม่ก็พนักงานบริษัท ส่วนที่เหลือก็เรียกได้ว่าเป็นนักเตะเหลือเดน” เขากล่าวกับโฟร์โฟร์ทูตรงคาเฟ่ที่ห่างจากตัวสนามเหย้าของทีมไม่ถึง  2 กิโลเมตร

โดยเกมในรอบ 8 ทีมสุดท้ายนั้นฟาดแข้งในระยะเวลาห่างกันแค่ 4 วันในช่วงกลางเดือนกันยายน เมื่อเอ็มพีพีเจถูกจับให้มาเจอกับปะหัง อีกหนึ่งยอดทีมจากซูเปอร์ลีก

หลังจากที่เสมอกันแบบไร้สกอร์ในนัดแรก ประตูชัยจากอรอสเตกีในนาทีที่ 90 ส่งให้ “แมงมุมแม่ม่ายดำ” เฉือนชนะได้แบบสุดดราม่า  3-2 และโมเมนตัมก็เริ่มสร้างขึ้นมาอย่างจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ตรงนั้น

น่าแปลกตรงที่ว่าแม้แต่แฟนบอลของสลังงอร์ก็ยังเปลี่ยนมาเชียร์เอ็มพีพีเจด้วย ซึ่งดอลลาห์รำลึกความหลังว่า

“ในตอนนั้นแฟนบอลของเรายังไม่เยอะเท่าไรนัก ตอนเริ่มต้นซีซั่นเราโชคดีที่มีคนอื่นๆ นอกเหนือจากเพื่อนๆ และครอบครัวมาดูกันด้วย บางทีน่าจะมีแฟนบอลเข้ามาสัก 200-300 คนได้ในแต่ละแมตช์”

 “แต่หลังจากที่สลังงอร์ตกรอบ มุขมนตรีหรือแม้แต่สุลต่านก็ยังเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และพวกเขาก็กระตุ้นให้แฟนบอลสลังงอร์เข้ามาเชียร์เรา ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มเข้ามาชมเกมเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นคู่ปรับร่วมรัฐกันก็ตาม”

“ตอนที่เราเจอกับปะลิสในรอบรองชนะเลิศ ผู้ชมมากันเต็มความจุ และพวกเขาทุกคนก็ต่างสวมชุดแข่งของเรา”

ไร้เทียมทาน

ถ้าหากคุณลองเดินรอบๆ สนามดังกล่าวในปัจจุบัน ก็จะรู้สึกได้เลยว่าเวลาได้ถูกหยุดเอาไว้

หน้าต่างตรงบริเวณเคาน์เตอร์ขายตั๋วแตกร้าว และก็มีขยะจำนวนมากกองกันอยู่ในทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า, เก้าอี้หักๆ รวมถึงเสื้อที่สุมๆ กันอยู่

ในวันที่ทีมงานโฟร์โฟร์ทูได้ไปที่นั่น ได้มีแมวจรจัดตัวหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่ๆ เคยมีแฟนบอลรวมตัวกันอยู่ โดยถัดไปเป็นตัวหนังสือบอกชื่อสนามที่ตัวหนังสือเหล็กได้เว้าแหว่งไปตามกาลเวลา

สนามของเอ็มพีพีเจที่สะท้อนถึงการแตกสลายของสโมสร

แม้นาฬิกาจะเดินหมุนไป แต่ประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ และประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกไว้ว่าเป็นเอ็มพีพีเจที่ชนะปะลิศด้วยสกอร์รวม 4-2 ซึ่งอรอสเตกีเจ้าเก่าเป็นคนทำประตูได้ทั้ง 2 เลก

“ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าทีมเล็กๆ จะสามารถทำอย่างนี้ได้ ผมเองก็ไม่ได้คิดว่าจะผ่านรอบแบ่งกลุ่มด้วยซ้ำ ดังนั้นการที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศก็ถือว่าเป็นความสำเร็จแล้ว” ดอลลาห์กล่าว

“ผมยอมรับเลยว่ามีอยู่หลายครั้งที่ผมไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี ผมมีแค่ประกาศนียบัตรวิชาชีพโค้ชชั้น ‘บี’ เท่านั้น ซึ่งตอนแรกๆ ผมยังคิดเลยว่าผมดูโง่มาก และบางครั้งผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะบอกอะไรกับนักเตะดีระหว่างเกม”

แต่ไม่ว่าโค้ชมือใหม่จะพูดอย่างไร เจ้าตัวก็ได้นำสโมสรโนเนมกรีฑาทัพไปยังสนามกีฬาแห่งชาติในบูกิต จาลิล เพื่อฟาดแข้งกับซาบาห์ อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ของวงการลูกหนังมาเลย์ต่อหน้าแฟนบอล 70,000  คน

โดยหนึ่งในนักเตะที่ลงเป็นตัวจริงในวันนั้นก็คือ อัซริน ไซนัล กองกลางของทีมที่ตอนนี้ได้เป็นแกนนำในการรื้อฟื้นสโมสรให้กลับมาคืนชีพอีกครั้ง

“ฉายาของเรา แมงมุมแม่ม่ายดำ คือตัวสะท้อนถึงคาแรคเตอร์ของเราได้เป็นอย่างดี เราเป็นทีมเล็กก็จริงแต่ก็มีพลังเหมือนกับแมงมุมที่กัดเพียงครั้งเดียวก็อาจถึงตายได้เลย” เขากล่าวกับโฟร์โฟร์ทู

“เรารู้สึกว่าทุกคนเป็นเหมือนกับพี่น้อง เราสนิทกันมากจนไม่สามารถทิ้งใครไว้ได้ เพราะเราต้องการจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และนั่นก็เป็นจุดแข็งของเรา ขนาดเจอกับซาบาห์ในนัดชิงเรายังสามารถคอนโทรลเกมได้ดีเอามากๆ เลย”

หลังจากที่อรอสเตกียิงจุดโทษในนาทีที่ 13 ให้เอ็มพีพีเจขึ้นนำ พวกเขาก็แรงจนฉุดไม่อยู่ และดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ที่มีฉายาว่านักบุญก็ยิงได้อีก 2 ลูกในครึ่งหลังช่วยให้ “แมงมุมแม่ม่ายดำ” คว้าแชมป์ดุจเทพนิยาย

ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวได้ทำให้มีเงินลงทุนในสโมสรมากขึ้น แต่มันก็นำไปสู่จุดจบของทีมเช่นกัน

[อ่านต่อได้ในหน้าถัดไป]