เรื่องไม่เคยรู้ “เดอะ ซีรี่ส์” : ทัวร์บิ๊กไบค์,ไม่คุยกับภรรยา,พาสโมสรยิ่งใหญ่ - นายเนวิน

การขี่บิ๊กไบค์เป็นระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตรผ่านภูมิประเทศที่เสี่ยงอันตราย ที่นักเขียนคนหนึ่งถึงกับเคยบรรยายเอาไว้ว่าเป็น ‘เส้นทางตามแนวภูเขาที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุมและเป็นหลุมเป็นบ่อ’ คือสิ่งที่คุณไม่คิดว่าเจ้าของสโมสรฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำในช่วง ‘ปิดฤดูกาล’ เป็นแน่

นอกจากนั้นยังเคยไม่คุยกับภรรยาเรื่องเกมฟุตบอลเป็นเวลา 3 เดือน, ใช้เวลาในทุกๆวันที่ตื่นขึ้นมาขลุกอยู่กับสนามซ้อม และไม่ได้ใส่สูทมานานกว่าครึ่งทศวรรษ โดยใส่แต่ยูนิฟอร์มของสโมสรเพียงอย่างเดียวอีกด้วย

ซึ่งจากทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้ เนวิน ชิดชอบ แห่งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เจ้าของสโมสรตามแบบฉบับที่คุณเคยเห็นอย่างแน่นอน

ประวัติสโมสร

ปีที่ก่อตั้ง: 1970 (ในนามสโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ในนามสโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ ปี 2010, ในนามสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ปี 2013)
 
มาสค็อต: ไม่มี
 
ความสำเร็จ
 
  • ไทย พรีเมียร์ ลีก 5 ครั้ง (2008, 2011, 2013, 2014, 2015)
  • เอฟเอ คัพ 4 ครั้ง (2011, 2012, 2013, 2015)
  • ลีก คัพ 4 ครั้ง (2011, 2012, 2013, 2015)
  • ถ้วยพระราชทาน ก. 4 ครั้ง (2013, 2014, 2015, 2016)
  • แม่โขงคัพ 1 ครั้ง (2015)
 
โค้ชที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด
 
อเล็กซานเดร กาม่า (บราซิล, มิถุนายน 2014-ปัจจุบัน)
  •  
  • ไทย ลีก 2014
  • ไทย ลีก 2015, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, ถ้วยพระราชทาน ก., แม่โขง คัพ
  • ถ้วยพระราชทาน ก. 2016
 
สนามเหย้า: ไอ-โมบาย สเตเดี้ยม
ความจุ: 33,325

โดยชายผู้ผลักดันบุรีรัมย์จากสโมสรระดับภูมิภาคที่เพิ่งย้ายไปตั้งต้นใหม่และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่แสนจะธรรมดาสู่ทีมยักษ์ใหญ่ระดับทวีปอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ทำหลายๆ อย่างตามทางของเขาเองอยู่เสมอ และเขาก็คือเหตุผลที่สำคัญที่สุดเหตุผลเดียวที่อยู่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของทีม “ปราสาทสายฟ้า”

แต่ถึงแม้ว่าจะมีแผนร้อยแปดพันเก้าที่จะทำให้สโมสรกลายเป็นหนึ่งใน 5 ทีมยักษ์ใหญ่ของเอเชีย และตั้งเป้าว่าจะคว้าแชมเปี้ยนส์ลีกให้ได้ภายในทศวรรษหน้า เจ้าตัวก็ยังอยากหาอะไรทำนอกสนามที่ทำให้ตัวเองหลุดกรอบไปจากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันด้วย โดยเริ่มจากการขี่บิ๊กไบค์ออกผจญภัยในทริปดังกล่าว

“ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นเด็ก ผมต้องการจะเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอล ผมใช้ชีวิตและหายใจเข้าออกเป็นทีมนี้ มันคือแรงปราถนาอันยิ่งใหญ่ของผม และผมแทบจะไม่มีเวลาผ่อนคลายเลย”

“ตอนกลางคืนผมมักจะนอนไม่หลับและพลิกตัวไปมาอยู่ตลอด เพราะมัวแต่คิดว่าทำไมเราถึงไม่ชนะ ทำไมเราถึงไม่คอนโทรลเกมให้ดีกว่านี้” เขากล่าวกับโฟร์โฟร์ทู

“ดังนั้นเมื่อเรามีช่วงพักเบรคเล็กๆ ตอนปิดฤดูกาลที่พวกนักเตะและสต๊าฟฟ์ไม่อยู่ ผมเลยตัดสินใจไปเที่ยวบ้าง”

โดยบิ๊กไบค์ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษของเขามีรูปลักษณ์ที่สะดุดตาด้วยโลโก้ของสโมสรและเลขทะเบียนที่โดดเด่น แต่ถึงแม้เนวินจะเชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เจ้าตัวก็ยอมรับว่าเป็นการเดินทางที่มีปัญหาอยู่บ้าง

“ผมเดินทางออกจากบุรีรัมย์กับเพื่อนๆ และขึ้นเหนือไปเชียงราย ก่อนจะข้ามไปลาว แล้วจากนั้นก็ขึ้นไปยังจุดหมายสุดท้ายที่มณฑลยูนนานประเทศจีน แม้มันจะใช้เวลานานกว่าสัปดาห์ และต้องเดินทาง 3,000 กว่ากิโลเมตร แต่มันก็เป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้ลองตัดขาดจากฟุตบอลบ้าง” เขารำลึกถึงทริปดังกล่าว

“โชคดีที่ไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรง แม้มอเตอร์ไซค์จะเสียหลักบ้างบางครั้งแต่ก็ไม่มีอะไรหนักหนา มันก็เหมือนกับฟุตบอลนั่นแหละที่บางครั้งต้องเจอกับอาการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ บ้าง  แต่มันก็ไม่มากจนถึงขนาดที่ผมจะต้องเข้าโรงพยาบาลแล้วทิ้งสโมสรไปเลยหรอก”

และการทิ้งสโมสรคือสิ่งที่เขาทำแทบจะนับครั้งได้ นับตั้งแต่นำสโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาสู่บุรีรัมย์บ้านเกิด ซึ่งการย้ายดังกล่าวทำให้สโมสรต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกซ้อมของทีมท้องถิ่น ขณะที่กลุ่มผู้บริหารอยู่ในช่วงสร้างทีมใหม่ขึ้นมาจากศูนย์

เนวินกับมอเตอร์ไซค์คันดังกล่าว

ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก, ไม่มีสต๊าฟฟ์, ไม่มีนักเตะ และอย่างที่เนวินได้กล่าวเอาไว้… มันไม่มีแม้กระทั่งวัฒนธรรมลูกหนัง ซึ่งทั้งหมดนี้เขายังจำได้ดีเพราะมันเพิ่งผ่านไปแค่ 6 ปีเท่านั้นเอง

“ผมอยากเป็นเจ้าของสโมสรมานานหลายปีแล้ว และหลังจากที่ล้มเหลวกับความพยายามหลายครั้งก่อนหน้านั้น ผมก็รู้สึกตื่นเต้นที่ในที่สุดก็ซื้อทีมได้เสียที และผมคิดว่าน่าจะย้ายสโมสรมาอยู่บุรีรัมย์ซึ่งเป็นจังหวัดที่ผมเกิดและคิดว่าจะอยู่จนกระทั่งสิ้นลมหายใจ”

“แน่นอนว่ามันเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ แต่ผมไม่ชอบทำอะไรเล็กๆ อยู่แล้ว ผมจะไม่ซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรอก เพราะพวกเขามีแฟนบอลและทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว ผมต้องการจะสร้างขึ้นมาจากศูนย์ และถึงแม้ผมจะรู้ว่ามันยากในปีแรก แต่มันก็เป็นโอกาสที่จะหล่อหลอมทุกอย่างเข้าด้วยกัน”

“ในตอนแรกเราไม่มีอะไรเลย, ไม่มีอะไรเลยจริงๆ” เจ้าของสโมสรวัย 57 ปีรำลึกความหลัง

“ไม่มีสนาม, ไม่มีโค้ช, ไม่มีแม้แต่การให้ความรู้แก่คนว่าจะต้องดูฟุตบอลอย่างไร”

“พวกเขาเคยชินกับการดูเด็กๆ ลงเล่นในลีกภูมิภาค และในปีแรกที่เราลงเล่นพวกเขายังเข้ามาชมเกมโดยที่ตรงดิ่งมาจากท้องนาพร้อมกับชุดเกษตรกรเต็มยศอยู่เลย”

แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ตอนนั้น จนมาถึงฤดูกาล 2011 เรียกได้ว่าเป็นไปอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว