เรื่องไม่เคยรู้ "เดอะ ซีรี่ย์": ติมอร์ เลสเต้ 'เอกราช, คอร์รัปชั่น และแข้งโอนสัญชาติ'

นี่ คือ ที่หมายสุดท้ายในการเดินทางของเราเพื่อเสาะแสวงหาเรื่องราวที่คุณไม่เคยได้ยินมาก่อนของสโมสรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราปิดท้ายซีรี่ย์นี้กันด้วยคาร์เซย แอฟีเซ ของติมอร์ เลสเต้...

วันที่ 12 พฤศจิกายน 1991 สำหรับประชากรกว่าล้านคนของติมอร์ เลสเต้แล้ว มันไม่ใช่แค่วันธรรมดาวันหนึ่ง หากแต่เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงประเทศของพวกเขาไปตลอดกาล ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตที่สูญเสียไป

ช่วงบ่ายวันนั้นผู้คนหลายพันคนได้มารวมตัวกันที่โบสถ์ ณ เมืองหลวงดิลีเพื่อรำลึกถึง เซบาสติเอา โกเมส ผู้สนับสนุนให้มีการแยกตัวเป็นเอกราชที่ถูกทหารอินโดนีเซียยิงตายในช่วงหนึ่งสัปดาห์ครึ่งก่อนหน้านั้น และนั่นทำให้ความตึงเครียดเกิดขึ้นไปทั่วทั้งประเทศ

หลังจากที่แห่ศพจากโบสถ์โมตาเอลอันเป็นที่ๆโกเมสถูกฆาตกรรมไปยังบริเวณใกล้กับสุสานซานตา ครูซ ฝูงชนก็ค่อยๆเพิ่มขึ้น ทั้งที่ถูกห้ามไม่ให้มีการประท้วงมานานกว่าทศวรรษ

ซึ่งก็ได้มีการต่อสู้กันอุตลุดระหว่างชาวอินโดและกลุ่มหลายครั้ง ซึ่งหลายคนได้โบกธงติมอร์และชูป้ายผ้าที่เขียนขึ้นมาอย่างลวกๆบนผ้าปูที่นอนสนับสนุนให้มีเอกราช ก่อนที่จะเผชิญหน้ากับกำลังทหารราว 200 นายที่อยุ่ภายในสุสาน

และในช่วงบ่ายวันนั้นเอง พวกเขาก็ได้ถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น ผู้ชาย, ผู้หญิง และเด็กอย่างน้อย 250 คนนอนตายเกลื่อนบริเวณศิลาหน้าหลุมฝังศพและบนทางเดินคอนกรีตตรงบริเวณทำพิธีฝังศพ

โฉมหน้า 11 ตัวจริงของทีมชุดใหญ่

แต่เมื่อมีการเผยแพร่ภาพสังหารหมู่ออกไปทั่วโลก ทำให้หลายชาติตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอินโดนีเซียจนทางรัฐบาลแดนอิเหนายินยอมให้เป็นเอกราชในปี 2002

ซึ่งเหตุการณ์สังหารหมู่วันที่ 12 พฤศจิกายนนี่เองได้ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจต่อทุกชีวิตในติมอร์ตะวันออก เช่นเดียวกับคนในวงการลูกหนัง

โดยหลังจากที่มีการสังหารหมู่ เปโดร คาร์ราสคาเลา ประธานและผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลที่เป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จมากที่สุดของติมอร์อย่าง คาร์เซย แอฟีเซ ก็ได้ตัดสินใจอย่างกะทันหันว่าเขาจะไม่ทำทีมอีกต่อไป

ซึ่งคาร์ราสคาเลากล่าวกับโฟร์โฟร์ทูว่า แม้แต่ชื่อสโมสรยังต้องเปลี่ยนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากกองทัพที่คร่าชีวิตผู้คนไปราว 100,000 คน ตั้งแต่ปี 1975 ถึง 1999

“ตอนแรกผมก่อตั้งสโมสรนี้ขึ้นมาเมื่อปี 1986 ขณะที่ยังเรียนอยู่ไฮก์สคูลในช่วงที่ติมอร์ตะวันออกยังอยู่ภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย” เขาอธิบาย “แต่ผมก็ยุบทีมไปหลังจากที่เกิดเหตุในซานตา ครูซ ซึ่งเราเรียกกันว่าเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่วันที่ 12 พฤศจิกายน”

“โดยเมื่อแรกเริ่มนั้นชื่อของสโมสรถูกตั้งขึ้นตามการแสดงออกทางวัฒนธรรม Kumpulan Anak Remaja Lorosae ซึ่งตามภาษาอินโดแปลว่า ‘เด็กๆที่มาจากแดนพระอาทิตย์รุ่งอรุณ’”

สนามฟุตบอลอันเป็นเอกลักษณ์ที่ติมอร์ เลสเต้

“แต่ผมก็มีปัญหาในการใช้ชื่อนั้นเพราะนักเตะของผมบางคนทำการเคลื่อนไหวเพื่อกอบกู้เอกราชอย่างลับๆ และถูกตามล่าตัวจากกองทัพอินโดนีเซีย ดังนั้นผมจึงตัดสินใจใช้ชื่อง่ายๆโดยใช้ชื่อย่อนามสกุลตัวเองแทน”

“พ่อของผมทำงานให้กับรัฐบาลอยู่ในตอนนั้น และมันก็เป็นวิธีเดียวที่จะปกป้องเพื่อนๆของผม และกันพวกทหารอินโดนีเซียไม่ให้เข้ามายุ่ง”

มันเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษครึ่งกว่าคาร์ราสคาเลาจะมีโอกาสรื้อฟื้นสโมสรขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะมีข้อสงสัยว่าเกมลูกหนังในประเทศจะดำเนินต่อไปอย่างไร เขาก็ยังตัดสินใจว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่จะพยายามให้นักฟุตบอลหนุ่มๆชาวติมอร์ได้แสดงออกถึงพรสวรรค์ตัวเอง

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 4 เดือนที่สโมสรได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่ ก็ได้มีการจ้างสต๊าฟฟ์และนักเตะเพื่อเข้าร่วมลีกสูงสุดของประเทศที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาอย่างลีกา ฟุตบอล อมาดอร่า หรือแอลีแอฟีอา ซึ่งเป็นลีกอย่างเป็นทางการลีกแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ

ซึ่งฤดูกาลเปิดตัวได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมี 8 ทีมลงเตะในรูปแบบเหย้า-เยือน โดยทุกแมตช์เตะขึ้นที่สนามกลางดิลี มูนิซิปาล สเตเดี้ยม และคาร์เซยก็เริ่มต้นด้วยชัยชนะหลังจากเฉือนเดอีเต 1-0

นอกเหนือจากดิวิชั่นที่อยู่ต่ำจากดิวิชั่นสูงสุดลงมาอีกดิวิชั่นหนึ่งก็ยังมีบอลถ้วยที่มีชื่อว่าถ้วย 12 พฤศจิกายน และจากนั้นก็เป็นซูแปร์ตาซ่า ที่เป็นการเจอกันระหว่างแชมป์ลีกกับบอลถ้วยอีก

และสิ่งนี้ก็เปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งวันใหม่ของกีฬาที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศ

ฉลองประตู!

แม้จบการแข่งขันเลกแรก คาร์เซย แอฟีเซ จะอยู่กลางตาราง ทว่าสโมสรก็ไม่ได้ซีเรียสกับปัจจุบันและมองไกลไปกว่านั้น

“ผมตัดสินใจที่จะเปิดสโมสรอีกครั้งในปี 2015 ตอนที่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะมีการก่อตั้งลีกของชาติขึ้นเป็นครั้งแรก” คาร์ราสคาเลากล่าว “และเราก็มีเป้าหมายที่ใหญ่มากสำหรับสโมสร”

“เป้าหมายของเราในอีก 3 ปีข้างหน้าคือจะต้องเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในติมอร์ตะวันออกเหมือนอย่างที่เราเคยเป็นตอนก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี 1986 ถึง 1991 ตอนนั้นเราเริ่มต้นด้วยฟุตบอล, จากนั้นก็เป็นวอลเล่ย์บอล, แล้วก็เป็นบาสเก็ตบอลทั้งชายและหญิง ซึ่งเราแทบจะเป็นแชมป์เกือบทุกปี”

“และนั่นก็กลายเป็นเป้าหมายของเราอีกครั้ง และเราก็ต้องการที่จะเลี้ยงดูและฝึกซ้อมนักกีฬาที่สามารถแข่งขันในต่างประเทศได้ด้วย ซึ่งตอนนี้เราก็มีดาวรุ่งอยู่แล้วคนหนึ่งนั่นก็คือ นาตาเนียล เด เชซุส ไรส์ ที่ติดทีมชาติไปแล้ว และนั่นคือส่วนหนึ่งของเป้าหมายของเราในทศวรรษหน้าเพื่อช่วยให้ติมอร์ตะวันออกผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก”

ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวได้ทำให้เกิดจุดสนใจอันไม่พึงประสงค์จากทั่วโลกขึ้น เพราะเมื่อเร็วๆนี้ได้มีข่าวว่าติมอร์ เลสเต้ มีนักเตะที่โอนสัญชาติแบบผิดกฏอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบราซิล และได้ลงเตะในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก

Topics