Analysis

เรื่องเบื้องหลัง : 25 หนทางสู่แชมป์ยุโรปจากปากตำนานที่บางข้อคุณต้องอึ้ง

We are part of The Trust Project What is it?

10. หัดร้องเพลงของ คริส รีอา

มาร์ค ลอวเรนสัน, ลิเวอร์พูล 1984

“เราเดินทางไปถึงสนามประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก่อนแข่งนัดชิงชนะเลิศปี 1984 มีทีมงานเดินมา บอกเราว่าให้เตรียมพร้อมและออกไปดูสนามได้ ซึ่งด้วยความที่เรามีนักเตะจากมิดเดิลสโบรห์หลายๆ คนไม่ว่าจะเป็น แกรม ซูเนสส์, เคร็ก จอห์นสโตน, เดวี ฮอดจ์สัน โดยในรายหลังสุดนี้เป็นเพื่อนสนิทของ คริส รีอา นักร้องจากแถบตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เจ้าตัวเริ่มร้องเพลง I Don’t Know What It Is But I Love It ออกมาดื้อๆ ซึ่งหลังจากนั้นพวกเราทุกคนก็เริ่มร้องด้วยกัน

“ที่สนาม สตาดิโอ โอลิมปิโก ห้องแต่งตัวนั้นจะต้องขึ้นบันไดที่ค่อนข้างแคบไป แถมยังต้องเดินผ่านห้องแต่งตัวของโรม่าที่เสียค่อนข้างดังด้วย อย่างไรก็ตามในงานแถลงข่าวหลังการแข่งขัน นีลส์ ลี้ดโฮล์ม กุนซือของโรม่าในตอนนั้นก็ให้สัมภาษณ์ว่า ‘ผมรู้ว่าลูกทีมของผมจะเป็นฝ่ายแพ้ เพราะในขณะที่ผมกำลังบอกลูกทีมถึงจุดอ่อนของลิเวอร์พูล รวมถึงวิธีการที่จะเอาชนะ ผมได้ยินเสียงคนร้องเพลง มันเหมือนกับมีคนเปิดวิทยุที่เสียงเอาแต่ดังขึ้นและดังขึ้น  กระทั่งผมรู้ว่ามันเป็นเสียงของนักเตะหงส์แดงที่กำลังร้องเพลงกันอยู่ พวกลูกทีมของผมก็ได้ยินกันหมด และมันถึงกับทำให้นักเตะของผมซีดกันไปเลย’ กุนซือรายนี้ไม่เชื่อว่าเราจะผ่อนคลายกันขนาดนี้”

9. มีตัวปาฏิหารย์

จอห์น แม็คโกเวิร์น, น้อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1979, 1980

“มันอาจจะฟังดูแปลกๆ หน่อย แต่สำหรับรายการฟุตบอลถ้วย หรือฟุตบอลยุโรปนั้น คุณจำเป็นต้องมีนักเตะคนหนึ่งพิเศษคนหนึ่งที่สามารถสร้างปาฏิหารย์ให้กับทีมได้ เพราะในตอนนั้น ถ้าคุณแพ้ คุณก็จบทันที คุณต้องการใครสักคนที่ยืนหยัดและพาทีมไปข้างหน้า”

“สำหรับเรา คนๆ นั้นก็คือ จอห์น โรเบิร์ตสัน เพราะเขาเป็นนักเตะที่มีเท้า 2 ข้างที่น่าเหลือเชื่อ เขาสามารถสร้างโอกาสให้กับทีมได้เสมอในยามที่ทีมต้องการ นัดชิงชนะเลิศปี 1979 คือตัวอย่างที่ดี เขาเป็นคนเปิดบอลให้ เทรเวอร์ ฟราซิส ได้อย่างเหมาะเหม๋ง ขณะที่ปี 1980 เขาก็เป็นคนเลี้ยงตัดเข้าใน หลบคู่แข่ง 2 คน ทำชิ่งกับเพื่อน และยิงเข้าไปดื้อๆ จนทีมคว้าแชมป์ไปครอง”

“นอกจากนั้นผมคิดว่าเราค่อนข้างโชคดีด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วการแข่งขันแบบแพ้คัดออกนี้ คุณจำเป็นต้องมีโชคบ้างถึงจะผ่านเข้ารอบ แต่สำหรับฟุตบอลลีกคุณไม่สามารถโชคดีแล้วจะคว้าแชมป์ได้ พวกเราเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี เราปฏิเสธโอกาสของคู่แข่งได้ แต่ถ้าหากไม่มีจอห์น เราก็คงไม่ชนะ ทุกๆ ทีมจะต้องมีทีเด็ด 1 คนในทีม เหมือนกับที่บาร์เซโลนามีเมสซี่ที่ยามที่อะไรๆ ก็ยากไปหมดและไม่เป็นไปดั่งใจคิด คนเหล่านี้เองที่จะเป็นคนเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กับทีม”

8. ดันผู้รักษาประตูขึ้นมา

ปีเตอร์ ชไมเคิล, แมนฯ ยู 1999

“มันเป็นสิ่งที่ผมทำบ่อยๆ เวลาที่เราตามหลังอยู่ 1 ประตู เพราะผมคิดว่าการแพ้ 1-0 หรือ 2-0 ก็ไม่ต่างกัน ผมคิดว่าคนที่รูปร่างแบบผมอยู่ในกรอบเขตโทษ มันคงกดดันกองหลังคู่แข่งได้ไม่น้อยเลย มันทำให้พวกเขางงว่าใครควรจะประกบใครกันแน่ นี่คือสาเหตุที่ผมวิ่งขึ้นไปเล่นลูกเตะมุมในเกมที่พบกับบาเยิร์น ผมหวังว่ามันจะทำให้ทีมของเรามีโอกาส”

7. เชื่อในแนวทาง

โจน ลาปอร์ตา, ประธานสโมสรบาร์เซโลนา 2009

“เราตัดสินใจตั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอลาเป็นกุนซือ ซึ่งแน่นอนเราเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่เราไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรจากการเชื่อในผลผลิตของทีมโดยเฉพาะผู้เล่นจำนวนมากที่จากทีมเยาวชน และความสำเร็จต่างๆ ที่ตามมาก็คือรางวัลสำหรับที่เราพยายามกันมาโดยตลอด”

ก่อนหน้านั้นผมเพิ่งยิงพลาดมาในเกมกับอิตาลี(ฟุตบอลโลก 1998) ตอนนั้นผมคิดว่าผมจะไม่ยิงจุดโทษอีกแล้วด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นตอนซ้อม ผมก็ไม่ยิง แต่ไม่รู้ว่าทำไม อยู่ดีๆ ผมก็อยากยิงในนัดชิงแชมป์เปี้ยนส์ลีก

- บิเซนเต้ ลิซาราซู

6. คิดว่าต้องชนะ

โยฮัน ครัฟฟ์, อาหยักซ์ 1971

“เราไม่รู้ว่าเราอยู่ในช่วงกลางของ 5 ปีที่สโมสรจากฮอลแลนด์สามารถเข้าชิงแชมป์ฟุตบอลยุโรปได้ ซึ่งต่อมาก็เป็นอาหยักซ์นี่เองที่ได้แชมป์ 3 สมัยรวด ในตอนนั้นเราแค่รู้สึกว่าเราไม่มีทางแพ้ (เช่นในนัดชิงปี 1969 ที่พบกับมิลาน) ผมไม่ได้บอกว่าเรามีแต่นักเตะชั้นยอดในทีม เรามีแค่ฟูลแบ็คที่ชอบเล่นเกมรุก หลังจากที่สโมสรจาก สเปน, อิตาลี และ อังกฤษครองความยิ่งใหญ่อยู่หลายปี เราก็ต้องการจะแสดงให้เห็นบ้างว่าเราสามารถทำได้ ฟุตบอลที่สวยงามสามารถมาพร้อมกับความสำเร็จได้”