เรื่องเล่าคนเก๋ายุค ‘90 : ชีวิตศิลปินลูกหนังของ...อัลเฟร็ด

“ตอนนั้นเลยรู้สึกเบื่อเลย เพราะผิดหวังที่ไม่ได้ทดสอบฝีเท้าจริงๆ เลยตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลตอนกลับมาจากมิดเดิลสโบรห์ คือผิดหวังจนไม่มีไฟที่อยากจะเล่น ผมเป็นคนตัดสินใจเร็วมาก เหมือนกับการทำประตู”

...นี่ คือ คำพูดของ เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ อดีตกองหน้าตำนานทีมชาติไทย ณ วินาทีที่ตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลตั้งแต่ก่อนวัยเบญจเพส...

ย้อนไปยุคปี ‘90 นักฟุตบอลลูกครึ่งนับเป็นของแปลกใหม่ในวงการลูกหนังไทย… และการปรากฏตัวขึ้นของ “อัลเฟร็ด” เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ เด็กหนุ่มจากประเทศฝรั่งเศสวัย 21 ปี ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย ก็กลายเป็นปฐมบทแห่งตำนาน…

“ผมเกิดที่เมืองไทย ที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน” เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ เริ่มท้าวความไปไกล

“แต่พออายุได้แค่ขวบเดียว ก็ย้ายไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ผมไม่รู้หรอกว่าพ่อกับแม่ย้ายไปทำไมและก็ไม่เคยถาม...ก็คงแค่อยากไปอยู่ที่นั่น เขาเป็นทนายจบจาก ม.ธรรมศาสตร์ เป็นด็อกเตอร์ด้านกฏหมาย แต่พอไปอยู่โน่นก็เปิดบริษัททำธุรกิจส่วนตัว...พ่อผมเป็นคนเก่ง แต่เข้มงวดและเจ้าระเบียบ”

วิลล์ไปนต์ เทศบาลตำบลเยื้องไปทางตอนเหนือของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประมาณ 18 กิโลเมตร คือ ดินแดนที่ “อัลเฟร็ด” อยู่อาศัยและเติบโตขึ้น...ที่นั่น คือ จุดเริ่มต้นทางลูกหนังของเขา

“สมัยนั้นผมจำได้ว่ามันเป็นช่วงเวลาชีวิตที่สนุกและราบรื่น เรียนโรงเรียนก็แถวๆบ้านเป็นโรงเรียนรัฐบาล ทั้งวิลล์ไปนต์มีอยู่แค่ 2 โรงเรียนเท่านั้น”

“คุณพ่อของผม...เขาชอบฟุตบอล เขาก็จับเราเล่นตั้งแต่เด็ก เลยเริ่มมีความสุขกับมันตั้งแต่ช่วงที่จำความไม่ค่อยได้ เขากึ่งบังคับให้เราเล่นล่ะ ไม่ได้ถามความสมัครใจอะไร แต่ใช้วิธีพาเล่น พาไปซ้อม พาไปสมัครกับทีมแถวบ้านเลย ผมเริ่มกับทีมวิลล์ไปตน์นั่นแหละเมื่อตอนอายุ 7 ขวบ สโมสรฟุตบอลท้องถิ่นที่นั่นมีโครงสร้างที่ดีมาก มีสนามซ้อมเป็นของตัวเอง 2 สนาม เราซ้อมกัน 3 - 4 ครั้งต่อสัปดาห์ และวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมีจัดลีกแข่งขัน เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กเรารู้สึกว่าการซ้อมสนุก เล่นไปได้เรื่อยตามจินตนาการของเรา”

“สมัยก่อนที่ประเทศฝรั่งเศส มีชาวต่างชาติน้อย ผมกับพี่ชายค่อนข้างที่จะโดดเด่น เพราะเป็นเอเชียที่เก่ง เวลานั้นทักษะเราเหนือกว่ารุ่นเดียวกันเยอะมาก...คุณพ่อเขาเพื่อนสนิทกับเพ็ญพักตร์ (วงษ์สวรรค์) อดีตนักเตะเขมร (กัมพูชา) ที่ดังมากกับราชประชาฯในยุคก่อน คนเขาเรียกกันว่า “งูเก็งกอง” คือเป็นนักเตะสไตล์ที่สเต็ปเท้าดีมาก ตอนเด็กผมได้ไปซ้อมกับเขาบ่อย ทำให้เราค่อนข้างมีทักษะเหนือกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ตอนนั้นผมสามารถเลี้ยงหลบทั้งทีมเข้าไปยิงประตู...จำได้ว่ามีเกมหนึ่งที่ทีมผมชนะสามสิบกว่าศูนย์ และผมยิงไปคนเดียว 18-19 ประตู”

“ตั้งแต่เด็กผมไม่มีไอดอลอะไรเหมือนกับคนอื่นเขาหรอก...ผมชอบอะไรที่เป็นแอคชั่นจากตัวคนมากกว่า อย่างจังหวะการทำประตูหรืออะไรที่สุดยอดของใครบางคน ผมก็จะชื่นชมตรงนั้นเป็นคนๆไป...ด้วยความรู้สึกว่าเราไม่รู้จักเขา เราไม่รู้จักบุคลิกส่วนตัว ฉะนั้นถ้าใครที่ผมจะยกให้ไอดอลจริงๆ ผมต้องสัมผัสกับเขาก่อน...คนชอบถามผมว่า ทีมโปรดของผม คือ ทีมอะไร ผมบอกเลยว่าไม่มี ไม่ว่าจะเป็นปารีส แซงต์ แชร์กแมง หรือมาร์กเซย และผมก็ไม่เคยไปถ่ายรูปกับนักฟุตบอลดังๆ หรือไม่ว่าใครก็ตาม...เราเป็นคนแบบนี้”

อัลเฟร็ด... เด็กน้อยหน้าเอเชียในดินแดนน้ำหอม กลายเป็นเด็กเนื้อหอม...ความสามารถที่เกินเด็กในรุ่นเดียวกัน นั่นทำให้ สต๊าด ฟรองเซ (Stade Francais) ดึงตัวไป ก่อนถูก ราซิง คลับ เดอ ฟรองซ์ (Racing Club de France) สโมสรยักษ์ใหญ่ในระดับเยาวชนของฝรั่งเศสคู่ปรับร่วมเมืองของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในยุคก่อนคว้าตัวไปอีกตั้งแต่อายุได้ 10 ปี ทว่าอารมณ์ศิลปินทำให้เขาหยุดเล่นฟุตบอล...

“แต่พอเริ่มโตขึ้นมาหน่อย เราเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง เราไม่อยากเล่นฟุตบอล...ผมหันไปเล่นเทนนิสแทนตอนอายุ 12 ปี” อัลเฟร็ด พูดถึงการหยุดเล่นฟุตบอลครั้งแรกของชีวิต

“ตอนนั้นเราแค่รู้สึกว่ามันเป็นกีฬาที่เราไม่ได้บังคับให้เล่น... แต่พ่อก็พยายามโน้มน้าวให้เรากลับมา กระทั่งหันไปเล่นเทนนิสได้อยู่สักปีนึง เราก็ยอมกลับมาเล่นฟุตบอล”

“ผมกลับมาอยู่กับวิลล์ไปตน์ ทีมที่บ้านเกิดอีกครั้ง เราก็ยังทำได้ดี และเด่นเหมือนเดิม 2 ปีที่หยุดเล่นไปไม่มีผล กระทั่งอายุ 17 - 18 ปี ผมได้เข้าไปเล่นทีมกึ่งอาชีพกับนอยซี (Olympique Noisy-le-Sec) ในระดับดิวิชั่น 4 เลื่อนชั่นขึ้นสู่ดิวิชั่น 3 และดิวิชั่น 2 (หรือลีกเดอซ์ ฝรั่งเศส) ซึ่งเป็นลีกอาชีพเต็มตัว”

ชื่อของอัลเฟร็ด-เนติพงษ์ หนุ่มลูกครึ่งเชื้อสายไทย-ฝรั่งเศส กำลังจะได้ก้าวขึ้นสู่เวทีระดับอาชีพของจริงในโลกลูกหนังบนผืนแผ่นดินไวน์รสเลิศ แต่การตัดสินใจครั้งใหญ่ของครอบครัวศรีทองอินทร์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง 

“พ่อ-แม่ผมเขาอยากย้ายกลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทย” อัลเฟร็ด เริ่มกล่าวถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต

“ผมเองก็อยากกลับ... จริงๆผมเป็นคนไม่ชอบฝรั่งเศส ไม่มีความรู้สึกอยากจบชีวิตที่ประเทศนั้น ทุกครั้งที่ปิดเทอมชอบบินกลับมาเมืองไทย รู้จักเมืองไทยพอสมควร คุณพ่อผมสอนความเป็นไทยให้กับผมตั้งแต่เด็ก แม้ว่าอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส แต่เขาพูดภาษาไทยกับผม เขาพาผมสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน จนผมติดมาถึงทุกวันนี้ ต้องสวดมนต์ก่อนเข้านอนทุกวัน...ที่บ้านเราจะมีหิ้งพระ และตรงหิ้งพระนั้นมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 พ่อผมปลูกฝังให้รักในหลวง ถ้าเห็นรูปต้องไหว้ เขาบอกเราว่านี่คือ “คิง” อาจเป็นเพราะที่ฝรั่งเศสไม่มีพระมหากษัตริย์แบบพระองค์ท่าน”

“สมัยนั้นคนไทยน่ารัก เจอก็ยกมือไหว้เป็นวัฒนธรรมที่มีกาลเทศะไม่เหมือนที่ฝรั่งเศสที่ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่เขาคุยเหมือนกันหมด ไม่มีพี่น้อง คุยกูมึงกับคนอายุมากกว่าได้สบายๆ ซึ่งเมืองไทยไม่ใช่ที่มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง ผมเป็นคนอะไรที่เป็นระเบียบ มีกาลเทศะกับคนอายุมากกว่า ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนไทย ผมจึงตัดสินใจกลับมา...”

ณ สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย อัลเฟร็ด เด็กหนุ่มวัย 21 ปีจากดินแดนตะวันตก พูดไทยได้ไม่มากนัก พร้อมกับคุณพ่อบังเกิดเกล้าปรากฏกายขึ้น และเอ่ยปากขอทดสอบฝีเท้ากับทีมชาติไทย...ทวงท่าและการยิงประตูที่เฉียบขาดในแบบฉบับกองหน้าตัวเป้าจากยุโรป ทำให้เขาใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ก็ติดเข้ามาอยู่ในทีมชาติไทย

“พ่อของผมอยากให้ผมติดทีมชาติ และการจะติดทีมชาติฝรั่งเศสก็คงเป็นเรื่องยากเกินไป ซึ่งผมก็เห็นด้วย” อัลเฟร็ด เริ่มอธิบายถึงสาเหตุที่กลับเมืองไทย  

“ความจริงก่อนหน้านั้นพี่ชายของผมที่เล่นฟุตบอลด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ย้ายมาเล่นที่เมืองไทยก่อนผมประมาณ 4 - 5 เดือนกับราชประชาฯ เพราะ เพ็ญพักตร์ แนะนำไป มันก็ยิ่งดึงดูดให้เราอยากกลับมาที่ไทย…”

“ผมจำได้ว่าผมเข้าไปกับคุณพ่อที่สนามศุภฯ ติดต่อหาเจ้าหน้าที่สมาคมฯ เพื่อจะทดสอบฝีเท้า และแค่ 2-3 สัปดาห์ ทางเขาก็ตอบตกลง...แต่ตอนนั้นไม่มีทัวร์นาเม้นต์ระดับชาติ คุณสุบิน สินไชย (ประธานสโมสรธนาคารกรุงเทพ) รู้จักและสนิทสนมกับคุณพ่อ ผมก็เลยได้ไปอยู่ที่นั่น แต่อยู่ได้แค่ 3-4 เดือน ผมเริ่มคิดว่ามันไม่ใช่”

“ระหว่างนั้นอาจารย์หรั่ง (ชาญวิทย์ ผลชีวิน) เข้ามาคุย ผมสัมผัสแล้วว่าเขาเป็นคนที่มีจิตวิทยาสูง คุยกันแล้วน่าจะเข้ากันได้ เขาบอกถึงวิสัยทัศน์ และเป้าหมายของทีม เขาไปหาพ่อ-แม่ ของผม บอกว่าต้องการให้ผมไปอยู่กสิกรด้วย ผมก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว ณ ตอนนั้นกสิกรไทยก็ถือว่าดังที่สุด มีทั้งสุรชัย (จตุรภัทรพงศ์), พี่โย่ง (วรวุธ ศรีมะฆะ), สัจจา ศิริเขต, พี่อ๋า (ภาณุวัฒน์ ยินผัน) ส่วนพี่ชายของผมก่อนหน้านี้เกือบย้ายมากสิกรไทยเหมือนกัน แต่ราชประชาฯ ไม่ให้ เขาเลยรู้สึกเบื่อๆ และก็เลิกเล่นฟุตบอลไปในปีนั้น”

ความจริงก่อน “อัลเฟร็ด” กลายมาเป็นสมาชิกใหม่ของกสิกรไทย พวกเขาครองความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์เอเชียไปครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2537 และการเข้ามาของกองหน้าลูกครึ่งฝรั่งเศส ก็ทำให้ทีม “แบงค์รวงข้าว” ยิ่งใหญ่กว่าเดิม…

“ธนาคารกสิกรไทยเล่นกับทีมชาติไทยได้สบายๆ และอาจารย์หรั่งเขาก็เป็นโค้ชที่เก่งมาก คือ ไม่ได้ซ้อมแบบเหนื่อยจะไม่ไหว แต่เขามีรูปแบบของเขา”

“ผมได้แชมป์ทุกรายการที่ลงเล่น ตอนนั้นผมมักเล่นได้เข้าขากับ อ๋า (ภาณุวัฒน์ ยินผัน) ผมมักจับคู่กับเขามากกว่ากับพี่โย่ง (วรวุธ ศรีมะฆะ) มีพี่จุ่น (จตุพร ประมลบาน) ที่เล่นกองกลาง และคอยป้อนบอล รวมถึง มนตรี ยิ้มละมัย เรา 3 คนค่อนข้างสนิทสนมกัน เพราะเวลาไปต่างประเทศ มักได้นอนร่วมกันตลอด”

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

“ตอนกสิกรได้แชมป์เอเชียครั้งแรก (ปี 1993/1994) ผมไม่ได้อยู่ แต่ครั้งที่สอง (ปี 1994/1995) ผมคว้าแชมป์กับทีมด้วย…แต่ก่อนหน้านั้นเราคว้าแชมป์ แอโฟร เอเชีย คลับ คัพ (เมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1994) มันเป็นรายการที่ผมประทับใจ เพราะมัน คือ การนำแชมป์จาก 2 ทวีป คือ แอฟริกา กับ เอเชีย มาพบกัน”

ชื่อของ เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ ยังร้อนแรงไปทั่วทวีปเอเชีย เขาพาทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศ เอเชียน คลับ คัพ หรือ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ได้เป็นครั้งที่ 2 ก่อน เป็นผู้ยิงประตูชัยให้กสิกรไทยเฉือนเอาชนะ อัล อราบี จากคูเวต 1 - 0 ในนัดชิงชนะเลิศที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย เมื่อวันที่ 29 มกราคม 1995

“นั่นละคือจุดพีคสุด” เนติพงษ์ กล่าว

-ติดตามจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งสำคัญของอัลเฟร็ดในหน้าถัดไป-