เรื่องเล่าคนเก๋ายุค ‘90 : สุธี สุขสมกิจ...ซ้ายพรสวรรค์ที่ฟุตบอลโลก

“แมตช์แรกในบอลโลก ผมได้แมน ออฟ เดอะ แมตช์ แม้จะแพ้เจ้าภาพ 2-3 .. วันนั้นผมยิงได้ ผมแตะบอลอ้อมเลี้ยงหลบกองหลัง แล้วซัดไกลเข้าเสาสอง มันสวยมาก ภาพยังอยู่ในหัวอยู่เลย จบเกม โจอัว ฮาเวลานจ์ อดีตประธานฟีฟ่า เดินมาเซ็นชื่อบนใบประกาศนียบัตรให้ ผมยังเก็บไว้อยู่เลย”

นี่คือเรื่องราวของ สุธี สุขสมกิจ โคตรอีซ้ายระดับตำนานทีมชาติไทย เขาคือสุดยอดแข้งพรสวรรค์ผู้ฝากความฝันไว้กับผืนหญ้า และเสกทุกอย่างให้เกิดขึ้นจริงด้วยเท้าซ้ายของเขา

“ซูเปอร์เบิร์ท” คือแข้งหนึ่งเดียวของทีมชาติไทย ที่ทำประตูได้ 2 ลูกในศึกฟุตบอลโลก แม้มันจะเป็นเพียง เวิลด์คัพ ฉบับเยาวชน ยู-17 ปี แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เขา ถูกยกย่องว่าคือ ตำนาน

"ครั้งแรกที่ผมเลี้ยงบอลเข้าไปยิงประตูได้นะ เห็นเพื่อนๆ และครูดีใจกัน ผมก็คิด จุดประกายในหัวว่า มันมีแค่นี้เองเหรอวะ ไม่ได้ยากนี่หว่า ไอ้ฟุตบอลเนี่ย”

ตัดภาพไปที่จังหวัดตราด บ้านเกิดของสุธี สุขสมกิจ เมื่อ 38 ปีที่แล้ว

“ตอนเด็กๆ พี่ก็ไม่ได้เล่นฟุตบอลหรอก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร จนมีกีฬาสีในโรงเรียนประถมที่ตราด เพื่อนมันก็ชวนไปเล่น บอกว่ามึงมาเล่นสิ เล่นแล้วจะสนุกนะเว้ย...ครั้งแรกที่ผมเลี้ยงบอลเข้าไปยิงประตูได้นะ เห็นเพื่อนๆ และครูดีใจกัน ผมก็คิด จุดประกายในหัวว่า มันมีแค่นี้เองเหรอวะ ไม่ได้ยากนี่หว่า ไอ้ฟุตบอลเนี่ย”

จากนั้น ด้วยความที่ทั้งโรงเรียนมีคนถนัดซ้ายเพียงไม่กี่คน หนุ่มน้อยสิงห์อีซ้ายพรสวรรค์สูง ก็เลยได้รับโอกาสจากอาจารย์ในโรงเรียนที่หยิบยื่นเข้ามาให้เป็นกองหน้า และปีกซ้ายประจำโรงเรียน ในช่วงวัยประมาณ 10-11 ปี

“ตอนนั้นผมไม่ชอบเลย เพราะอาจารย์ซ้อมหนักมาก ผมยังเด็ก ขี้เกียจตื่นมาซ้อม ขี้เกียจตื่นตีห้ามาวิ่ง แล้วผมเป็นเด็กตัวเล็ก ป่วยบ่อย แต่ก็ไม่ได้หยุดเล่นนะ เพราะมันสนุก สุดท้ายฟุตบอลมันก็ติดตัวเราไป ...พอขึ้น ม.1 ผมก็เริ่มเอาจริงเอาจังกับฟุตบอล เลยย้ายไปเรียนที่โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ในอำเภอบ่อไร่ ซึ่งเขาสนับสนุนเรื่องของกีฬา แล้วผมก็กลายเป็นเด็กหอ เดินทางสายฟุตบอลจริงจัง”

“ผมโดนเพื่อนถามประจำ มึงเล่นบอลไปทำไม ผมโดนคุณครูด่าประจำ เล่นบอลไปทำไม ทำไมไม่เรียนหนังสือ … ก็ไม่รู้ว่ะ ผมคิดในใจนะ ก็มันชอบ เตะบอลแล้วมีความสุข”

อันที่จริง หากเป็นเด็กทั่วไป หัวใจก็คงมีอาการสั่นคลอน และไขว้เขวอยู่บ้างจากคำพูดของเพื่อน และครู แต่กับเด็กชายสุธี ประโยคเหล่านี้ไม่สามารถบั่นทอนกำลังใจที่อยากก้าวไปถึงฝั่งฝันได้ เพราะยังมีอีกคำพูดที่เขาไม่เคยลืมจากอาจารย์คนหนึ่ง มันดังก้องในสมองของเขา คอยกลบคำถาม และเสียงก่นด่าได้เป็นอย่างดี

“ผมจำได้ดีเลย มีอยู่วันหนึ่ง ฝนตกหนักมากช่วงฝึกซ้อม อาจารย์สุรพงษ์ กุลนรา โค้ชของโรงเรียนตอนนั้น (อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอน ตราด เอฟซี) แกโยนลูกบอลให้ผมซ้อมยิงประตู แล้วแกก็บอกว่า จำเอาไว้นะ ทุกลูกที่เอ็งยิงประตู มันคือเป้าหมายในชีวิตทั้งนั้น แม้จะเป็นแค่การซ้อม .. แกจะคอยโยนบอลแล้วบอกทุกลูกที่โยนว่า มันมีความหมายทุกลูกนะ ลูกนี้คือรถ ลูกนี้คือบ้าน ลูกนี้คือเงิน ลูกนี้คือครอบครัวสุขสบาย…”

“จากนั้น ทุกครั้งที่ผมได้ง้างยิงประตู ผมจะนึกถึงเสมอ ว่าต้องยิงเข้า ถ้าเข้า มันคือบ้าน มันคือรถ มันคือความสำเร็จ”

จากเด็กชายที่ไม่รู้จักว่าฟุตบอลคืออะไร เขากลายเป็นหนุ่มน้อยที่มีเป้าหมายในชีวิตยิ่งใหญ่ พอเข้าสู่วัยมัธยมศึกษาตอนปลาย สุธีหอบความฝันจากชายฝั่งทะเลตะวันออก มาแกะกล่องเปิดออกที่สนามคัดตัวนักฟุตบอลทีมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน แถวคลองเตย ใจกลางเมืองหลวง ท่ามกลางแข้งเยาวชนผู้ตามล่าความฝันหลักพันคน

เสื้อทีมชาติไทยในตอนนั้น มีธงชาติปักอยู่ที่กลางหน้าอก ผมรู้สึกโคตรเท่ โคตรภูมิใจเลย เหมือนจะบินได้ ฟิลลิ่งตอนนั้น เหมือนทหารรับใช้ชาติ ผมนี่วิ่งใจขาดเลย”

“ผมคัดอยู่แค่วันเดียว ผมก็ติดทีมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน หลังจากนั้น เล่นที่คริสเตียนสักพัก อาจารย์ก็ส่งผมก็ไปคัดตัวทีมชาติไทย ยู-16 .. ผมจำได้เลยว่า พอเขาประกาศรายชื่อรอบสุดท้ายเสร็จ ก็มีเสื้อทีมชาติวางอยู่ให้นักบอลที่ติดทีมได้ใส่ เพื่อลงอุ่นเครื่องกับศรีลังกาหรือสิงคโปร์อะไรสักอย่าง เสื้อทีมชาติไทยในตอนนั้น มีธงชาติปักอยู่ที่กลางหน้าอก ผมรู้สึกโคตรเท่ โคตรภูมิใจเลย เหมือนจะบินได้ ฟิลลิ่งตอนนั้น เหมือนทหารรับใช้ชาติ ผมนี่วิ่งใจขาดเลย”

ปี 1996 ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี รอบสุดท้าย จัดขึ้นที่เชียงใหม่ โดย สุธี ติดทีมเยาวชนไทยชุดนั้นด้วย และเขากับเพื่อนๆ ก็สร้างปรากฏการณ์สุดยอด เก็บได้ 10 แต้มจาก 4 เกมแรก เริ่มจากดาหน้าไล่ถล่มอินเดีย 7-0 ต่อด้วยการถล่มอิหร่าน 3-0 อัดบาห์เรน 4-2 และปิดท้ายด้วยการเสมอกับ จีน 1-1 ทำให้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

ฟุตบอลโลก ยู-17 รอบสุดท้าย ปี 1997 มีโควตาให้เอเชียทั้งหมด 3 ทีม ฉะนั้นนักเตะไทยรู้ดีว่า ต่อให้สร้างผลงานรอบแรกดีแค่ไหน ก็จะไม่มีความหมายใดๆ หากพ่ายแพ้ในรอบตัดเชือก และคู่ต่อกรในรอบรองชนะเลิศก็คือ ทีมชาติญี่ปุ่น มหาอำนาจเอเชียจากดินแดนอาทิตย์อุทัย

“บรรยากาศวันนั้นมันยิ่งใหญ่มากสำหรับเด็กอายุ 16 ปี ผมเพิ่งเคยได้เห็นบรรยากาศแบบสนามแตกครั้งแรกในชีวิต (สนามสมโภช 700 ปี) แล้วพอแข่งเสร็จที่เราชนะญี่ปุ่น นักฟุตบอล โค้ช ทีมงาน ก็นัดกันวิ่งแก้บนกลับมาที่ครูบาศรีวิชัย มันก็มีแฟนบอลร่วมวิ่งกับเราเป็นร้อยเป็นพันคน วิ่งตามหลังพวกเราจากสนามออกมา มีทั้งรถ ทั้งมอเตอร์ไซค์ โบกธง บีบแตร ร้องรำทำเพลงอย่างเมามันส์ เหมือนกับปิดเมืองฉลองได้เอกราชยังไงยังงั้นเลย”

แม้ทีมชาติไทย จะไปไม่ถึงแชมป์ เนื่องจากพ่าย โอมาน 0-1 ในรอบชิงชนะเลิศ แต่นั่นก็เพียงพอ ให้ได้เขียนหน้าประวัติศาสตร์ของทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่เกิดขึ้นที่ประเทศอียิปต์ ในปีต่อมา

กันยายน 1997 ขุนพลนักเตะไทย ชุดอายุไม่เกิน 17 ปี นำโดย สุธี สุขสมกิจ และผองเพื่อน อาทิ บำรุง บุญพรหม, ทะนงศักดิ์ ประจักกะตา, ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น, เคย์ ลังกาวงศ์, อภิเชษฐ์ พุฒตาล, คเณ จันทร์อิ่ม, อิสระ ศรีทะโร และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ ก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ใช้เวลาร่วมวันเต็มๆ ไปสู่ประเทศอียิปต์ ดินแดนแห่งความลี้ลับ อีกมุมหนึ่งของโลก

“ก่อนเล่นแมตช์แรก กับเจ้าภาพ เอาแค่เดินเข้าไปในสนาม บรรยากาศมันก็โคตรสุดยอดแล้ว ตื่นเต้นมาก คนดูเป็นแสน สนามเป็นกลมๆ ลึกลงไป มองคนดูสุดลูกหูลูกตา สนามใหญ่ที่สุดที่เด็กอายุเท่านี้จะเคยได้เล่น มันพูดไม่ถูกเลย”

“แล้วก็เป็นความภูมิใจของชีวิตเลย แมตช์แรกในบอลโลก ผมได้แมน ออฟ เดอะ แมตช์ แม้จะแพ้ 2-3 .. วันนั้นผมยิงได้ ผมแตะบอลอ้อมตัวเลี้ยงหลบกองหลัง แล้วซัดไกลเข้าเสาสอง มันสวยมาก ภาพยังอยู่ในหัวอยู่เลย จบเกม โจอัว ฮาเวลานจ์ อดีตประธานฟีฟ่า (สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ) เดินมาเซ็นชื่อลงบนใบประกาศนียบัตรให้ ผมยังเก็บไว้จนถึงตอนนี้อยู่เลย”

แมตช์แรกจบลงด้วยความพ่ายแพ้หวุดหวิด พอถึงแมตช์สอง ไอ้หนูทีมชาติไทย ต้องพบกับ ทีมชาติเยอรมัน ที่นำมาโดย เซบาสเตียน ไดส์เลอร์, เซบาสเตียน เคห์ล และ โรมัน ไวเดนเฟลเลอร์ สามสตาร์ที่เติบโตเป็นนักเตะท็อปคลาสของโลกในเวลาต่อมา ซึ่งผลปรากฏว่า ทีมชาติไทย แพ้ 0-3 และทั้งไดส์เลอร์ กับ เคห์ล ก็ทำประตูได้ด้วย

“สู้ไม่ได้เลย ยอมรับเลยว่าเรากับเยอรมันอยู่คนละชั้น พวกเขาเหนือกว่าเยอะ ระดับเด็กฝึกหัดสโมสรในบุนเดสลีกา ทั้งเบสิค เทคนิค สภาพร่างกาย ไม่มีอะไรที่เราสู้ได้เลย ที่เห็นว่าเราเป็นเด็กเหนือๆ มาจากในประเทศ ในเอเชีย พอไปเจอระดับนั้น โห เก่งจนสู้อะไรไม่ได้เลย”

การแพ้สองเกมติด ทำให้ทีมชาติไทยตกรอบแน่นอนแล้วในเวทีฟุตบอลโลก ยู-17 เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในเกมสุดท้ายกับ ทีมชาติชิลี “โค้ชหรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน ก็ตัดสินใจปล่อยให้เด็กๆ ตัวสำรอง ได้ลงสัมผัสสนามในเกมระดับโลกบ้าง ซึ่งผลการแข่งขันก็เป็นไปตามคาด ชิลี ไล่ถล่มไทย 6-2

แต่หนึ่งประตูในช่วงท้ายเกมของสุธี สุขสมกิจ ก็ทำให้เขากลายเป็นนักเตะไทยเพียงคนเดียวที่สามารถยิงได้มากกว่า 1 ลูกในศึกฟุตบอลโลก รุ่นจูเนียร์ ของทีมชาติไทย

“วันนั้น เจอชิลี ก็สู้ไม่ได้อีกแหละ เค้าเหนือกว่าเยอะ บอลอเมริกาใต้ ทั้งหนักหน่วง และสวยงาม แต่ยังดีที่ผมลงไปยิงได้ลูกนึง บอกเลยว่า มาระดับโลกแบบนี้ ไม่มีคำว่าฟลุ๊คนะ แต่ละทีมเก่งๆ ทั้งนั้น อย่างทีมชาติบราซิลที่ได้แชมป์ นี่ก็นำมาโดย โรนัลดินโญ่ คิดดูว่าแต่ละทีมมันเก่งแค่ไหน”

เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากแดนไกล กลับสู่บ้านเกิด เมื่อปี 1997  “สุธี สุขสมกิจ” ก็ไม่ใช่นักเตะโนเนมอีกต่อไป แฟนบอลทั้งประเทศรู้จักเขา จากนั้น เขาก็เริ่มได้โอกาสลงเล่นชุดใหญ่ให้กับ ธนาคารกสิกรไทย ในศึกไทยพรีเมียร์ลีก และพาอีซ้ายข้างถนัดสร้างผลงานได้สุดบรรเจิดต่อเนื่องในระดับสโมสร โดยคว้าดาวซัลโว ลีกสูงสุดของไทย สองสมัยติดต่อกัน ในปี 2542 และ 2543

ด้วยความที่ไทยลีกสมัยนั้นยังไม่เติบโตอย่างสุกงอมเช่นปัจจุบัน สุธี จึงตัดสินใจย้ายไปโกยเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ที่เมืองลอดช่องยาวนานเกือบ 10 ปี กับสามสโมสรดังอย่าง ตันจง ปาการ์, โฮม ยูไนเต็ด และ แทมปิเนส โรเวอร์ส ก่อนไปอยู่กับ เมลเบิร์น วิคตอรี่ ในเอลีก ออสเตรเลีย เป็นเวลาสามเดือน 

แล้วก็ได้ฤกษ์ย้ายกลับมาเมืองไทยซบทีม “กระต่ายแก้ว” บางกอกกล๊าส เมื่อปี 2010 จากนั้นในช่วงท้ายของอาชีพการค้าแข้ง ก็ย้ายไปอยู่กับ สุพรรณบุรี เอฟซี, ทีทีเอ็ม เอฟซี และแขวนสตั๊ดกับกระบี่ เอฟซี เมื่อสองปีเศษๆ ที่ผ่านมา

ในส่วนของทีมชาติไทย “สุธี สุขสมกิจ” ไม่เคยมีส่วนร่วมกับชุดซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์ แต่ก็สร้างประวัติศาสตร์ในแมตช์นานาชาติมากมาย โดยเริ่มต้นติดทีมชาติชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 19 ปี และมีส่วนร่วมกับทีมชาติไทย ในศึกเอเชี่ยนคัพ รอบสุดท้ายถึงสามสมัย ในปี 2000 (เลบานอน), ปี 2004 (จีน) และ ปี 2007 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยลูกยิงลากบอลหลอกล่อแนวรับญี่ปุ่น 3-4 คน ก่อนซัดด้วยซ้ายแหวกอากาศให้ทีมชาติไทย ขึ้นนำ ทีมชาติญี่ปุ่น 1-0 ในศึกเอเชียนคัพ 2004 (แพ้ 1-4) นับเป็นลูกยิงที่สวยที่สุดตลอดกาลลูกหนึ่งของทีมชาติไทยเลยทีเดียว

แม้จะต้องถอยลงมาเล่นปีกซ้ายให้ทีมชาติไทย สลับกับตำแหน่งศูนย์หน้าในบางเกม สุธีก็ทำหน้าที่ให้ช้างศึกได้อย่างดีเยี่ยม ไม่แพ้กัน โดยมีส่วนร่วมกับการคว้าแชมป์อาเซียนคัพกับทีมชาติไทยอีก 2 สมัย รวมถึงลงเล่นฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกอีก 3 สมัย (2002, 2006, 2010) อีกด้วย

กาลเวลาทำให้เขาตัดสินใจแขวนสตั๊ดทุกคู่ที่เคยใช้งานมาอย่างเด็ดขาด และเริ่มต้นจับงานฝึกสอนกับ ขอนแก่น ยูไนเต็ด, บางกอก เอฟซี และตำแหน่งผู้ช่วยโค้ช ลำปาง เอฟซี ในปัจจุบัน

รับบทบาทผู้ช่วยกุนซือภายใต้การคุมทัพของแข้งทีมชาติรุ่นพี่ สุรชัย จิระศิริโชติ ที่ลำปาง เอฟซี

ทว่าเรื่องราวในอดีตของเขา ที่ใช้เท้าซ้ายพรสวรรค์พาตัวเองขึ้นสู่ชั้นนักเตะตำนาน ก็ยังเป็นที่น่าจดจำ และน่ากล่าวขานไปตลอดกาล … สุธี สุขสมกิจ