เรื่องเล่ามหัศจรรย์ของ แดน อิโตะ...นักฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก!

นี่ คือ นักเตะหมายเลข 1 ของโลกชาวญี่ปุ่น รุ่นเดียวกับ ฮิเดโตชิ นากาตะ และ โนโบยูกิ ไซเซน ผู้ที่ผจญภัยค้าแข้งอาชีพไป 18 ประเทศทั่วเอเชียจนเป็นสถิติโลกของกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด (อย่างไม่เป็นทางการขณะนี้) 1 ในประเทศที่เขามาค้าแข้ง คือ ไทยกับทีมโอสถสภา ยุคเดียวกับ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล โดยมี ชัชชัย พหลแพทย์ เป็นกุนซือ เมื่อปี 2004

ชีวิตของเขากำลังเป็นที่โด่งดังสุดๆในญี่ปุ่น แถมยังออกรายการโทรทัศน์มากมาย...วันนี้ FFT TH โชคดีเหลือเกินที่ได้นั่งสนทนากับเขา เพราะอะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ แดน อิโตะ ในวัย 40 ปี ผู้นี้เลือกเส้นทางชีวิตสุดอินดี้ และเรื่องผจญภัยสุดแสนมหัศจรรย์ของเขาตลอดเกือบ 20 ปีบนเวทีลูกหนังทั่วเอเชียเป็นอย่างไร อ่านได้ที่นี่ที่เดียว!

FFT TH : อาริงาโตะ อิโตะซัง

แดน อิโตะ : อ่าาห์ ไม่ใช่ อาริงาโตะ อันนั้นมัน ขอบคุณ (ฮา)

FFT TH : เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เจอสุดยอดตำนานตัวเป็นๆอย่างคุณ

แดน อิโตะ : ครับ ยินดีเช่นกัน

FFT TH : เป็นยังไงบ้างตอนนี้ การทำสถิติโลกของคุณไปถึงไหนแล้ว?

แดน อิโตะ : ตอนนี้ผมอยู่ในช่วงพักร้อน และก็หาทีมไปเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งรีบ เพราะผมต้องการหาทีมจากประเทศที่ผมไม่เคยไป จนตอนนี้ก็ 18 ประเทศทั่วเอเชีย แต่ก็ยังมีประเทศแถบเอเชียกลาง ที่ผมยังไม่มีโอกาสไปค้าแข้ง…

FFT TH : บอกตรงๆชีวิตคุณน่าสนใจเหลือเกิน...ช่วยเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของคุณให้ฟังหน่อยได้ไหม?

แดน อิโตะ : ผมเป็นลูกคนเดียวของที่บ้าน ผมเกิดที่ซัปโปโร, ฮ็อกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ความจริงแล้วสมัยเด็กผมเล่นกีฬาหลายอย่าง ทั้งเบสบอล, ฟุตบอล และเป็นนักกีฬาฮ็อกกี้น้ำแข็งด้วย ซึ่งผมเล่นฮ็อกกี้น้ำแข็งได้เก่งมาก คุณก็น่าจะรู้ว่าฮ็อกไกโดขึ้นชื่อเรื่องกีฬาฤดูหนาวอยู่แล้ว ซึ่งเราเคยจัดโอลิมปิก ฤดูหนาว ปี 1972 หรือ 3 ปีก่อนผมเกิด ผมพาทีมโรงเรียนของผมชนะเลิศมากมายจนติดทีมชาติ และมีชื่อเสียงโด่งดังพอตัวในวัย 15 ปี

FFT TH : นั่นทำให้ผมยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงมาเตะฟุตบอล...

แดน อิโตะ : คือ ผมรู้สึกว่าผมหมดความท้าทายในกีฬาฮ็อกกี้น้ำแข็งไปแล้ว เพราะผมชนะมาหมดทุกอย่าง และติดทีมชาติไปแล้ว ผมมีชื่อเสียงพอตัว ความจริงมีทีมโรงเรียนระดับมัธยมปลายที่เก่งๆฮ็อกกี้น้ำแข็งชั้นนำของญี่ปุ่นโทรมาหาผมมากมาย แต่เพราะผมดังกับกีฬาฮ็อกกี้น้ำแข็งแล้ว แต่ยังไม่ดังกับฟุตบอล นั่น คือ สาเหตุที่ผมเลือกเบนเป้าชีวิตมาเอาดีด้านฟุตบอลแทน มันเป็นกีฬาที่เล่นกันทั่วโลก

อิโตะซัง กับช่วงเวลาที่เคยเป็นนักฮ็อกกี้ชั้นนำของญี่ปุ่นในวัยเด็ก

FFT TH : แล้วตอนเข้ามัธยมคุณก็จริงจังกับฟุตบอลทันที?

แดน อิโตะ : ใช่ ผมได้มีโอกาสเข้าไปอยู่กับทีมโรงเรียนโนโบริเบตซึ โอตานิ ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงด้านฟุตบอลในฮ็อกไกโด มันอยู่จากบ้านผมที่ซัปโปโร ประมาณ 90 นาที (หากเดินทางโดยรถบัส) ผมต้องไปอยู่ที่หอพักเลย กิน-นอน ที่นั่น ซึ่งผมว่ามันก็ดีนะ เพราะถ้าอยู่ในเมืองเดี๋ยวก็คงจะออกมาเดินเล่นเที่ยวเตร่ (ฮา) มันก็ทำให้ผมมีสมาธิดี… ความจริงโรงเรียนนี้ไม่ได้เก่งเป็นเบอร์ 1 ของฮ็อกไกโด พวกเขาเป็นอันดับ 2 แต่ผมเลือกที่นี่ เพราะไม่งั้นมันไม่ท้าทาย แคแรกเตอร์ของผมเป็นแบบนี้แหละ….  

FFT TH : สมัยเตะบอลนักเรียน...ดวลกับแข้งดังของญี่ปุ่นบ้างไหม?

แดน อิโตะ : อืมมม…. ไม่แน่ใจนะ  ผมรู้แต่ว่า...สมัยนั้นผมจำได้ว่าซ้อมสุดยอดหนักเลย วันหนึ่งซ้อมเช้า-เย็นทุกวัน ครั้งละ 2 ชั่วโมง แล้วคุณคิดดูซิ! การฝึกแบบสมัยก่อนโค้ชก็สั่งๆให้วิ่ง วิ่ง วิ่ง แบบห้ามกินน้ำ อย่างกับทหารแน่ะ คือ มันยังไม่มีเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาในระดับทีมโรงเรียนเมื่อ 20 กว่าปีก่อน อย่างไรก็ตามทีมของเราก็ค่อนข้างแข็งแกร่ง เราประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ในภาคเหนือ ซึ่งมีโรงเรียนกว่า 500 แห่ง มันก็ถือว่าใช้ได้เหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ได้เก่งเป็นแชมป์ระดับประเทศ ยังไม่ดังที่โอกินาว่า, โตเกียว, หรือ โอซาก้า

ชีวิตลูกหนังสมัยยังเป็นนักเรียนของ แดน อิโตะ

FFT TH : ใครเป็นไอดอลของคุณที่อยากทำให้คุณเป็นนักฟุตบอลกันแน่?

แดน อิโตะ : (หัวเราะ) สมัยก่อนตอนที่ผมเป็นเด็ก… ที่ญี่ปุ่นยังไม่มีลีกฟุตบอลอาชีพ ยังเป็นแค่กึ่งอาชีพกึ่งสมัครเล่น มันไม่ได้มีสื่อประโคมข่าวมากมายให้ติดตามเหมือนทุกวันนี้ ผมมีแค่ “กัปตันซึบาสะ” เท่านั้น ที่ทำให้ผมชื่นชอบฟุตบอล ผมเปิดการ์ตูนอ่าน แล้วก็อยากจะยิงท่าเดียวกับกัปตันซึบาสะ เพราะฉะนั้นผมพูดได้เต็มปากเลยว่า ไอดอลของผม คือ “ซึบาสะ โอโซระ”

FFT TH : แล้วคุณมาจริงจัง และคิดมั่นใจว่าอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพเมื่อไหร่กัน?

แดน อิโตะ : หลังจากจบมัธยมปลาย ผมได้ไปเรียบต่อที่มหาวิทยาลัยเซนได… คือ ญี่ปุ่นตอนนั้น พวกนักเตะเยาวชนเก่งๆจากไฮสคูล จะถูกดึงตัวเข้าอะคาเดมี่ของสโมสรกันหมดแล้ว แต่ผมไม่มีทีมไหนมาดึงเข้าไป ผมจึงเข้าไปเล่นฟุตบอลต่อกับทีมมหาวิทยาลัยแทน ซึ่งช่วงเวลานั้น ทีมสโมสรอาชีพ มักจะมาอุ่นเครื่องกับทีมมหาวิทยาลัยของผม ซึ่งหลายๆครั้งที่ผมต้องดวลกับพวกนักเตะดังอย่าง ชินจิ โอโนะ (อดีตกองกลางของเฟเยนูร์ด) ซึ่งนับเป็นนักเตะรุ่นน้องผม, โชชิ โจ (อดีตกองหน้าทีมชาติญี่ปุ่น และ เรอัล บายาโดลิด), หรือกระทั่งผู้รักษาประตูอย่าง คาวากูจิ (โยชิคัตซึ) ก็อยู่ในรุ่นราคราเดียวกับผม บางครั้งพวกเราแพ้ทีมสโมสรอาชีพ ซึ่งก็ไม่แปลก แต่บางครั้งเราก็ชนะพวกเขาได้ และผมก็ยิงได้ด้วย นั่นทำให้ผมมั่นอกมั่นใจว่าผมก็มีฝีเท้าไม่แพ้พวกเขาเหมือนกัน และก็น่าจะเป็นนักเตะอาชีพได้เช่นกัน

FFT TH : แล้วคุณก็ทำได้จริงๆ เพราะได้เซ็นสัญญากับเวกัลตะ เซนได เมื่อปี 1998  

แดน อิโตะ : ครับ.. คือ ผมมีความผูกพันกับเซนไดมากๆ มันเหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 ของผม แต่ยอมรับจริงๆ คือ หลังจากจบมหาวิทยาลัยทีแรก ผมอยากจะเซ็นสัญญากับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ทีมบ้านเกิดผมมากกว่า แต่ตอนนั้นพวกเขามีนโยบายต้องการนักเตะอายุน้อยที่เพิ่งจบไฮสคูล ซึ่งผมตอนนั้นอายุ 22 ปีแล้ว เพราะต้องเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี ส่วนที่เซ็นกับเซนไดได้เพราะว่าตอนเล่นให้ทีมมหาวิทยาลัย เราลงดวลกับ เวกัลตะ เซนได หลายครั้ง แล้วโค้ชสมัยนั้น (ทาเกะคาซึ ซูซูกิ) เขาก็ชื่นชอบเรา จำเราได้ก็เลยได้เซ็นสัญญา

สมัยที่เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับ เวกัลตะ เซนได สโมสรอาชีพแรกของเขา

FFT TH : โนโบยูกิ ไซเซน อดีตนักเตะเมืองทองฯ คือ เพื่อนร่วมทีมของคุณในตอนนั้น?

แดน อิโตะ : ใช่ แต่ว่าผมเข้ามาก่อนเขา 1 ปี… ปีแรกผมได้ลงสม่ำเสมอ แต่ปีที่ 2 เริ่มบาดเจ็บ และ ไซเซน ก็เข้ามาเป็นตัวหลักของทีมแทน ความจริงสมัยก่อน ที่ญี่ปุ่นเขาโด่งดังและมีพรสวรรค์มากกว่า ฮิเดโตชิ นากาตะ ด้วยซ้ำ ตอนที่เขามาร่วมทีมเรานั้นเขาเพิ่งกลับมาจากโครเอเชีย น่าเสียดายที่ในเวลาต่อมา เขามักมีปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังจนกลายเป็นนักเตะทีมชาติญี่ปุ่นชุดใหญ่ไม่ได้

FFT TH : คุณเริ่มบาดเจ็บในปีที่ 2 นั่น คือ สาเหตุที่คุณไม่ได้รับการต่อสัญญารึเปล่า?

แดน อิโตะ : ใช่ และชีวิตผจญภัยของผมก็เริ่มต้นหลังจากนั้น…

FFT TH : ยังไง?

แดน อิโตะ : หลังจากไม่ได้รับการต่อสัญญากับเวกัลตะ เซนได ผมกลับไปอยู่ซัปโปโรบ้านเกิด… ผมเคว้งคว้างหาทีมไม่ได้อยู่ 1 ปี มันทั้งเหงา ทั้งเซ็ง แต่วันหนึ่งมันเหมือนโชคชะตากำหนดให้ชีวิตผมเป็นแบบนี้ ผมไปเห็นใบประกาศใบหนึ่งเขียนว่า ทีมจากสิงคโปร์ ชื่อว่า วู้ดแลนด์ส เวลลิงตัน มาเปิดคัดตัวนักฟุตบอลญี่ปุ่นไปเล่นที่นั่น ผมตัดสินใจลองไปคัดท่ามกลางนักเตะกว่า 300 คน บางคนเป็นนักเตะอาชีพเหมือนผม บางคนก็เป็นนักเตะสมัครเล่น แต่สุดท้ายเขาเลือกผมติด 1 ใน 10 ผู้เล่น ไปซ้อมต่อที่สิงคโปร์ ก่อนที่สุดท้ายจะมีการเซ็นสัญญากัน 4 คน เมื่อปี 2001

FFT TH : การผจญภัยของคุณเริ่มต้นหลังจากนั้น? เพราะอะไรกัน?

แดน อิโตะ : คือ คุณเข้าใจไหมว่า… คนญี่ปุ่นสมัยนั้น เขาไม่รู้จักฟุตบอลที่ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันหรอก พวกเขารู้จักฟุตบอลเกาหลีใต้, จีน และญี่ปุ่น แต่ที่นี่ไม่มีใครรู้อะไรทั้งนั้น… ตอนผมมาอยู่สิงคโปร์ใหม่ๆ มันเหมือนเป็นการเปิดโลกของผม เรามีโค้ชเป็นชาวต่างชาติ ผมได้เจอนักเตะบราซิลเลี่ยน และนักเตะจากยุโรปหลายคน รวมถึงนักเตะจากไทย ยุคนั้นมีนักเตะไทยเก่งๆ ไปเล่นที่สิงคโปร์เยอะมาก ทั้ง ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล, ดุสิต เฉลิมแสน, สุรชัย จิระศิริโชติ รวมถึง ตะวัน (ธชตวัน) ศรีปาน เมื่อเราได้เจอคนจากหลากหลายเชื้อชาติ เราก็แลกเปลี่ยนความคิดกันมากขึ้น และผมก็สนใจฟุตบอลอาเซียนมากๆหลังจากนั้น จนกระทั่งผมประกาศกับสื่อสิงคโปร์ตอนนั้นไว้ว่า ผมจะเดินทางไปเล่นฟุตบอล 10 ประเทศทั่วเอเชีย

FFT TH : โอ้ คือ ตอนแรกตั้งเป้าไว้แค่นั้น? แต่ตอนนี้มันจะ 20 อยู่แล้วนะ...

แดน อิโตะ : (หัวเราะ) เรื่องราวการเดินทางของผมมันมีจุดเริ่มต้นเพราะสิงคโปร์นั่นแหละ

FFT TH : ตอนนั้นคิดอะไรอยู่?

แดน อิโตะ : ผมอยากเดินทางไปค้นหาเรื่องราวของฟุตบอล และเดิมทีที่ผมตั้งเป้าไว้ 10 ประเทศ เพราะผมคิดว่า ฟุตบอลมันเป็นอาชีพไม่ยืนยาว เต็มที่ก็เล่นได้ 10 ปี ตอนนั้นผมยังไม่ได้มีความคิดทำลายสถิติโลกหรืออะไรหรอก ไม่มีอยู่ในหัวเลย และก็ไม่รู้ด้วยว่าใครเป็นเจ้าของสถิติโลก ผมต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้บุกเบิกฟุตบอลเอเชีย

FFT TH : ออสเตรเลีย… คือ จุดหมายปลายทางที่ 3 ในชีวิตต่อจากญี่ปุ่น และสิงคโปร์?   

แดน อิโตะ : ผมได้ไปอยู่ออสเตรเลีย เพราะว่า เออร์นี่ ตาปาย อดีตนักเตะทีมชาติออสเตรเลียยุคปี 1990 - 1998 ซึ่งเล่นทีมเดียวกับผมในสิงคโปร์ชักชวนผมไปที่นั่น ผมได้เซ็นสัญญาระยะสั้นๆ กับ เวสต์เกต ทีมลีกล่างในอาร์เดียร์ เมืองเล็กๆที่อยู่ในเมลเบิร์น ซึ่งเขาไปเป็นโค้ช พอดี ตอนนั้นผมบอกเขาว่าผมยังไม่มีทีม เขาก็ชวนผมไปง่ายๆซะอย่างนั้น…  ชีวิตที่ออสเตรเลีย ก็โอเคดีนะ คนเป็นมิตร คนในเมืองเวลาเจอผมก็มักชอบชวนไปกินบาร์บีคิวกัน (ฮา) แต่ถ้าพูดถึงเรื่องฟุตบอลก็แข็งแกร่งมากๆ ผู้เล่นที่นั่น ตัวใหญ่ แต่จริงๆผมชอบฟุตบอลที่สิงคโปร์มากกว่า สมัยนั้นมีนักเตะดังจากไทยมากมายหลายคน รวมถึง อเล็กซานเดอร์ ดูริค อดีตกองหน้าตำนานของสิงคโปร์สมัยนั้นก็ยังเล่นอยู่ แต่ผมอยู่ที่นั่น (ออสเตรเลีย) แค่ระยะสั้นๆ 2-3 เดือน

FFT TH : แล้วหลังจากนั้น?

แดน อิโตะ : ผมก็ไปเวียดนาม เล่นให้ท่าเรือไซง่อน เมื่อปี 2003 แต่ผมเล่าท้าวความให้ฟังก่อนว่า ความจริงผมไปเวียดนามทันทีหลังย้ายออกจากสิงคโปร์ ผมไปโฮจิมินห์และเดินสายเตะฟุตบอลข้างถนน เพราะผมไม่มีเอเย่นต์ และปรากฏว่าก็มีคนมาสนใจฝีเท้าของผม เลยให้ไปพบกับโค้ชของท่าเรือไซง่อน… ผมบอกกับโค้ชว่า ผมขอเถอะ ขอให้ผมได้ลองทดสอบฝีเท้าดูสักครั้ง ผมขอเวลาวันเดียว แล้วถ้าไม่ได้จะกลับญี่ปุ่นทันที ปรากฏว่าหลังซ้อมเสร็จเขาก็อยากจะเซ็นกับผม แต่มันติดปัญหาตรงที่ตอนนั้นตลาดนักเตะยังปิดอยู่ และฤดูกาลก็ใกล้ปิดเต็มที เขาเลยบอกว่าให้ผมกลับไปก่อน แล้วค่อยมาเซ็นใหม่ในฤดูกาลถัดมา ซึ่งในช่วงเวลาที่ว่างอยู่ตอนนั้นผมก็ไปอยู่ออสเตรเลีย ตามคำชักชวนของ เออร์นี่ ตาปาย ก่อนนั่นแหละ

FFT TH : ทำไมคุณถึงเลือกเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางในครั้งนี้?

แดน อิโตะ : คือ… ผมชอบประเทศเวียดนามนะ… ผมรู้สึกว่ามันเป็นประเทศที่สวยงาม และอาหารอร่อย...ถ้าจะให้พูดผมก็เลือกไปเวียดนามเพราะอาหารนั่นแหละ!

FFT TH : ???

แดน อิโตะ : คือ เวลาผมจะเลือกไปประเทศไหน มันตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า "ผมจะไปประเทศที่อยากจะไป ประเทศที่ชอบ" ผมไม่ได้เลือกเพราะว่าฟุตบอลประเทศนี้ดีหรือไม่ดี ไม่ได้ดูที่มาตรฐานตรงนั้นเท่าไหร่ และไม่ได้ไปเพราะเงินเดือน ผมเลือกเพราะว่าผมชอบประเทศนั้นๆ   

FFT TH : ชีวิตในเวียดนามละ?

แดน อิโตะ : ผมอยู่ที่นั่น 7 เดือน ผมมีความสุขนะ แต่ตอนอยู่ที่นั่นผมเคยเกือบเอาชีวิตไม่รอด วันหนึ่งขณะที่ผมนั่งรถมอเตอร์ไซค์กลับจากการฝึกซ้อม ก็มีผู้ชายขี่รถขนาบข้างมาแล้วผมหยุดรถ และเขาก็ชักปืนขึ้นมาจ่อผม บอกให้ผมเอาเงินมาให้หมด ทางตรงนั้นมันเปลี่ยวๆ ผมไม่มีโอกาสได้ทำอะไรเลย สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ ยอมควักเงินให้แต่โดยดี… แต่โชคดีเหลือเกินที่ตอนผมกำลังหาเงินให้พวกเขา มันมีรถคันหนึ่งวิ่งสวนมาพอดี ทำให้พวกเขารีบขึ้นมอเตอร์ไซค์หนีไป

FFT TH : โอ้โห… นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คุณรีบย้ายออกจากเวียดนาม?

แดน อิโตะ : ไม่ใช่หรอก คือ มันเป็นความต้องการของผมอยู่แล้วที่จะค้าแข้งปีละ 1 ประเทศ และเป้าหมายต่อไปของผม คือ ฮ่องกง ในปี 2004  

FFT TH : ครั้งนี้มีอะไรอีกล่ะถึงเลือกไปฮ่องกง?

แดน อิโตะ : คือ ทุกๆตรุษจีน สหพันธ์ฟุตบอลฮ่องกง มักจัดทัวร์นาเม้นต์ 4 เส้า เชิญทีมชาติดังๆมาแข่งขัน เพื่อเป็นรายการเฉลิมฉลอง และผมก็เช็คข่าวทราบมาว่าพวกเขาเตรียมเชิญทีมชาติญี่ปุ่นมาร่วมแข่งขัน โดยทีมฮ่องกงเองจะใช้ทีมออลสตาร์นักเตะในลีก และผมก็คิดว่าถ้าได้เล่นลีกฮ่องกงผมก็มีสิทธิ์ได้รับเลือกเข้าทีมเหมือนกัน… ตอนนั้นผมเคยคิดว่าถึงผมจะก้าวไปเป็นนักฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ถ้าได้เป็นชาวญี่ปุ่นที่ได้ลงเล่นรายการนี้ ก็คงทำให้ผมเป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นขึ้นมา ผมจึงทำการเสิร์ชหาทีมในอินเตอร์เน็ต และก็ได้เบอร์โทรศัพท์ผู้จัดการทีมของทีมระดับกลางตารางค่อนไปทางล่างๆ หน่อยๆ ทีมหนึ่ง ผมติดต่อไปหาเขา และก็ให้ผมไปทดสอบฝีเท้า…ผมไม่อยากไปอยู่ทีมชั้นนำ เพราะเชื่อว่าพวกเขาคงมีทีมที่ลงตัวอยู่แล้ว และไม่อยากเปลี่ยนแปลงผู้เล่นต่างชาติ อีกอย่างไปอยู่ทีมเก่งมันไม่ท้าทาย คุณก็รู้ใช่ไหมล่ะ? ว่าแคแรกเตอร์ของผมเป็นยังไง...แต่ชีวิตผมก็เจอเรื่องที่ไม่คาดฝันอีก เพราะพอไปถึงสนามตามที่นัดหมาย ผมพยายามพูดชื่อทีมที่ผมติดต่อมาตั้งแต่ทีแรก แต่สต๊าฟฟ์ และเจ้าหน้าที่ บอกว่า "ที่นี่มันสนามซ้อมของคิตฉี" (สโมสรยักษ์ใหญ่ระดับชั้นนำของฮ่องกง) และสุดท้ายผมก็เจอผู้จัดการทีมที่ผมติดต่อไป ปรากฏว่าความจริง เขาเพิ่งย้ายมาเป็นผู้จัดการทีมคิตฉีคนใหม่ เขาเลยให้ผมมาทดสอบฝีเท้าที่นี่แทน และสุดท้ายเราก็ได้เซ็นสัญญากัน แถมโชคดียิ่งกว่านั้นทางคิตฉี ได้เชิญเอซี มิลาน มาเล่่นเกมกระชับมิตรด้วยพวกเขามี เปาโล มัลดินี่ และ อังเดร เชฟเชนโก้ นำทีม แต่เราชนะไปได้ 3-2 นักเตะมิลานหัวเสียกันสุดๆ และผมไม่กล้าเข้าไปแลกเสื้อกับพวกเขาเลย

-------ติดตามการย้ายมาเล่นที่เมืองไทยของ แดน อิโตะ ในหน้าถัดไป-------------

Topics