เรื่องเล่าสายสัมพันธ์ลูกหนังพ่อ-ลูก แข้ง "ช้างศึก"

สืบเนื่องในโอกาสพิเศษจากวันพ่อแห่งชาติ... FourFourTwo Thailand ขอนำเรื่องราวสายสัมพันธ์อันสุดซึ้งและแสนมหัศจรรย์ของเหล่า “คุณพ่อ” กับแข้งทีมชาติไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน...

20 ข้อแห่งความฝันของ ประสิทธิ์ แดงดา

ธีรศิลป์ แดงดา เด็กน้อยขี้ก้าง หูกางตัวดำในวัยเยาว์...เขามักตามแม่ไปที่โรงงานอะไหล่คอมพิวเตอร์กับคุณแม่ เขามักเอานิ้วไปแหย่เล่นตามสายพานที่วางชิ้นอะไหล่ จนตอนหลังคุณพ่อบังเกิดเกล้า พันจ่าอากาศเอก ประสิทธิ์ แดงดา จึงได้นำตัวเขาไปนั่งเฝ้าตัวเองลงซ้อมบอลกับเพื่อนๆ เพื่อเตรียมลงแข่งขันฟุตบอล ถ้วย ค … “เจ้ามุ้ย” นั่งหลับบ้าง เดาะบอลเล่นอยู่คนเดียวที่ข้างๆ สนามบ้าง ก่อนที่ต่อมา “จ่าหมึก” จะตัดสินใจลงมือสอนฟุตบอลเจ้ามุ้ยตอนอายุได้ 7 ขวบ

ปรัชญาในการสอนลูกให้เล่นฟุตบอล ตั้งอยู่บนพื้นฐานคำว่า “ทีมเวิร์ค”... “จ่าหมึก” เกณฑ์เด็กในละแวกบ้านดอนเมืองมาสอนฟุตบอลแบบไม่คิดสตางค์ เพราะคำว่า “ฟุตบอล” นอกเหนือจากความสามารถของตัวเองแล้ว สิ่งสำคัญ คือ ต้องรู้จักจิตใจของผู้อื่น ตลอดจนการเล่นเป็นทีมกับเพื่อนๆ เขาทุ่มเทเต็มที่กับการสอนฟุตบอลให้กับ “มุ้ย”... บางครั้งต้องลงโทษ ยามที่ลูกชายคนโต หนีซ้อมไปเล่นเกมวินนิ่ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะความหวังดี…

พันจ่าอากาศเอก ประสิทธิ์ แดงดา เคยเขียนความฝันของตัวเองไว้ 20 ข้อ สมัยที่ยังรับข้าราชการทหารอากาศไว้ในกระดาษใบเล็กๆในหนึ่ง… หนึ่งในความฝันสำคัญสำหรับเขา คือ การทำให้ลูกของตัวเองติดทีมชาติไทย และได้ไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่ต่างประเทศ…

ทุกวันนี้ “จ่าหมึก” บรรลุความฝันของตัวเองครบทุกข้อ รวมถึงความฝันที่จะปั้นให้ลูกชายของตัวเองติดทีมชาติไทย และไปค้าแข้งต่างประเทศ… นับเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ ธีรศิลป์ แดงดา บุตรชายที่เกิดในปีมังกรคนนี้ ถูกยกย่องว่าเป็นกองหน้าอันดับ 1 ของประเทศ และเป็นนักเตะไทยประวัติศาสตร์ที่ได้ลงเล่นให้กับอัลเมเรีย ทีมในศึกลาลีก้า สเปน ลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกมาแล้ว

บุญเรือง ทศไกร...พ่อคือคนที่ดีใจที่สุดตอนผมติดทีมชาติ

“แม่จะตัดขาดจากลูกหากยังเล่นฟุตบอลต่อไป...” นี่ คือ คำพูดของยุติศิลป์ ทศไกร แม่บังเกิดเกล้าของ มงคล ทศไกร อดีตหนุ่มโรงงานผู้เคยได้เงินแค่วันละ 205 บาท...แต่คุณพ่อของเขาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

นายบุญเรือง ทศไกร ชาวนาผู้เป็นพ่อของ มงคล ทศไกร ปีกขวาทีมชาติไทย และอาร์มี่ ยูไนเต็ด มักจะมายืนเต้นหมอลําซิ่งข้างสนามเสมอสมัยที่ “เด็กชายมงคล” เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา

“พ่อของผมเป็นคนนิสัยน่ารัก แกก็เหมือนกับคนอีสานทั่วไปนั่นแหละคือเป็นคนเฮฮาและดื่มหนัก แต่เดี๋ยวนี้เลิกไปล่ะ” มงคลเล่าให้ FFT TH ฟังด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “เขาไม่เคยตั้งความหวังว่าผมจะต้องเป็นนักเตะทีมชาติไทย เขาแค่ทำหน้าที่พ่อที่ดีอย่างเต็มที่ และนั่นก็คือการสนับสนุนความฝันของเด็กชายคนหนึ่ง...”

ด้วยความที่ต้องการเห็นลูกมีความสุข คุณพ่อบุญเรืองจึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้เด็กชายมงคลได้เข้าเรียนที่โรงเรียนกีฬาเพื่อสานต่อความฝันในการเป็นนักฟุตบอลอย่างเต็มที่ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการย้ายถิ่นฐานจากขอนแก่นมาอยู่ที่อ่างทอง จนกระทั่งตัวเขาได้รับเข้าเรียนในโรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทองสมใจ

“หากว่าพ่อไม่ตัดสินใจย้ายมาอยู่อ่างทอง ทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าจะยังได้เล่นฟุตบอลไหม หรือไปทำงานเป็นคนสวน เป็นชาวนาไปแล้ว ตรงนั้นมันอาจเป็นแค่เรื่องราวเล็กๆ ในอดีตแต่มันก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับผม และผมจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้ของพ่อแน่นอน”

ในทุกความยากลำบากที่เขาพบเจอ ตั้งแต่ตอนที่เลิกเล่นฟุตบอลไปเป็นพนักงานโรงงาน จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงชีวิตการทหารเกณฑ์และได้รับการตอบรับได้ให้เป็นหนึ่งในแข้งสโมสรทหารบก และตอนนี้ที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยแบบเต็มตัว - พ่อ - คือคนที่คอยเป็นกำลังใจและเชื่อมั่นในตัวมงคลเสมอ

“แม่ผมแกก็อยากให้เรามีชีวิตที่มั่นคงซึ่งตอนนั้นฟุตบอลจะให้ได้รึเปล่าก็ไม่รู้ เราก็ไม่อยากไปกล่าวโทษเขาตรงนั้น เพราะมันคือหน้าที่คนเป็นแม่ที่ต้องห่วงลูก แต่พ่อผมเป็นคนละแบบ เขาไม่ค่อยคิดว่าผมจะมีการมีงานไหม เขาแค่อยากเห็นเรามีความสุขกับสิ่งที่เรารักไปเรื่อยๆ”

"สองคนนี้ต่างกันแต่เขารักผมและผมรักเขาทั้งคู่ ตอนติดนายสิบครั้งแรก แม่ผมเป็นคนที่ดีใจที่สุด แต่ตอนติดทีมชาติไทยครั้งแรก พ่อผมเป็นคนที่ดีใจที่สุด ทุกวันนี้เวลากลับบ้านแกจะพาเราไปเดินอวดคนในหมู่บ้านตลอดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเพราะแกภูมิใจในตัวผมมากๆ”

“แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยกล้าบอกเพราะปากหนักคือผมเองก็ภูมิใจในตัวพ่อมากๆ เหมือนกัน…”

“ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ผมจะมีพ่อยืนเคียงข้าง”

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 “เจ้านิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กองกลางฟอร์มแรง “ช้างศึก” มีชื่อติดธงไปลุย ซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่ประเทศเมียนมาร์ และเจ้าตัวก็โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นจนผงาดคว้าแชมป์ตามรอยผู้เป็นบิดา อย่าง "พ่อเด๋อ" ไพโรจน์ พ่วงจันทร์ อดีตกองหลังระดับตำนานของทีมชาติไทยที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ในรายการนี้ด้วยการคว้าแชมป์การแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่ประเทศสิงคโปร์ ในปี 1993 ...ทำให้ตระกูลพ่วงจันทร์กลายเป็นครอบครัวแรกที่สร้างประวัติศาสตร์ครองจ้าวอาเซียนได้ทั้งพ่อทั้งลูก

“พ่อเป็นเหมือนโค้ชคนแรกของผม ตอนเด็กๆ ผมมักจะไปวิ่งเล่นอยู่สนามฟุตบอลเป็นประจำเวลาพ่อผมซ้อม เรียกว่าผมคลุกคลีอยู่กับฟุตบอลมาตั้งแต่เล็กๆ ก็ว่าได้” เจ้านิวให้สัมภาษณ์กับ FFT TH ถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวลูกหนัง “ทุกวันนี้ท่านก็ยังคงช่วยเหลือให้ผมเป็นนักเตะที่ดีขึ้นตลอด เวลาทำผิดพลาดตรงไหน พ่อจะไม่เคยว่า แต่จะนำประสบการณ์มาคอยสอนให้เราปรับปรุงแก้ไข”

...และนอกจากหน้าที่โค้ชส่วนตัวที่คอยอบรม “เจ้านิว” จนได้ดิบได้ดีอย่างทุกวันนี้ อีกหนึ่งหน้าที่ที่ “พ่อเด๋อ” ทำมาโดยตลอดอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่องก็คือการดูแลลูกชายหัวแก้วหัวหวานแบบทุ่มเทให้หมดทั้งหัวใจ “ผมประทับใจมากตอนที่พ่อของผมตัดสินใจลาออกจากการเป็นโค้ชให้ ซีคเคอร์ เอฟซี เอฟซี ทีมในศึกดิวิชั่น 2 เพื่อมาดูแลผมโดยเฉพาะ”

“ตอนนั้นผมได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าจนต้องพักยาวกว่าครึ่งปีซึ่งถือว่าเป็นการบาดเจ็บที่หนักที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ ระหว่างที่ผมเจ็บ พ่อจะอยู่ข้างกายผมตลอด คอยให้กำลังใจและพยายามช่วยผมทุกอย่างทั้งก ารเทรนด์ เอาลูกบอลมาให้แป เพื่อให้ผมหายกลับมา ถ้าไม่มีกำลังใจจากพ่อในวันนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะเรียกความมั่นใจกลับมาและเป็นนักเตะอย่างที่เป็นในทุกวันนี้ได้รึเปล่า”

“และผมก็รู้สึกมีความสุขมากที่มีพ่ออยู๋ใกล้ๆ เวลาผมจะไปแข่งบอลที่ไหน ไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ ท่านก็จะเดินทางไปให้กำลังใจตลอด และไม่ว่าผมจะสุขหรือทุกข์ก็จะมีพ่อที่อยู่เคียงข้างเสมอ”

เหตุเกิด ณ ตอนบวชเรียน

หลายๆคนคงจะรู้กันดีอยู่แล้ว่า...อดีตพ่อค้าขายขนมหวาน นาย ก้องภพ สรงกระสินธ์ พ่อบังเกิดเกล้าของ “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ คือผู้ที่ผลักดันให้ลูกชายก้าวมาถึงจุดนี้… ตั้งแต่การปั้นกระดาษให้ลูกชายเตะตั้งแต่อายุได้แค่ 1 ขวบเศษๆ, การเคี่ยวเข็ญอย่างหนักให้ฝึกซ้อมทุกวัน ตบหนักเหมือนซีรี่ส์เกาหลีหากไม่ตั้งใจฝึกซ้อม… แต่เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่วัด…

ย้อนไปเมื่อ 28 ปีก่อนสมัยที่ นายก้องภพ อุปสมบท มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโก เขาใช้เวลาว่างจากการศึกษาและปฏิบัติธรรม มาศึกศึกฟุตบอลแบบจริงจัง ในยุคนั้นมีนักเตะนักเตะชั้นยอดมากมาย แต่ที่มากที่สุด คือ ดีเอโก้ มาราโดน่า…

ช่วงเวลาที่อุปสมบท เขามักจดวิธีการเล่น การเลี้ยวบอล การเคลื่อนที่ของ “เสือเตี้ย” ตำนาน “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนติน่า

“ช่วงที่พ่อบวช...พ่อบวชตอนอายุ 25 ปี เบญจเพสพอดี”

“พอผมกลับมากุฏิก็จะมานั่งจดวิธีการเล่นของมาราโดน่า และตอนช่วงที่ภรรยาผมใกล้คลอด ผมก็ไปบนบานศาลกล่าววัดไร่ขิง ขอให้ลูกชายเก่งเหมือนมาราโดน่า ให้พาทีมชาติไทยไปฟุตบอลโลก เหมือนมาราโดน่า”

ทุกวันนี้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในเอเชีย… แต่ความหวังและความฝันที่เขามีร่วมกันกับคุณพ่อยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาต้องการไป “ฟุตบอลโลก”