เรื่องวันวานสู่ความฮึกเหิม : ลิเวอร์พูล เจ้าแห่งลีกคัพ ยุคปี '80

“หงส์แดง” เพิ่งพ่ายต่อ เลสเตอร์ ซิตี้ และตกรอบลีกคัพไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในอดีตพวกเขาเคยยิ่งใหญ่แค่ไหนในรายการนี้ เราขออาสาพาคุณรำลึกความหลังไปด้วยกัน...

ในปี 1984 Trivial Pursuit ถือเป็นเกมกระดานที่ขายดีที่สุดในสหราชอาณาจักร และในปีนั้นเองลิเวอร์พูลก็ครองความยิ่งใหญ่คว้า 3 แชมป์ทั้งดิวิชั่น 1, ยูโรเปี้ยน คัพ และลีก คัพ

โดยเกมต้องยืดเยื้อไปจนถึงนัดรีเพลย์ที่เมนโร้ดจึงจะสามารถเอาชนะเอฟเวอร์ตันคู่ปรับร่วมเมืองไปได้ และหลังจากคว้าแชมป์มิลค์ คัพ เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน (ซึ่งหากนับรวมสมัยที่ยังไม่เปลี่ยนชื่อตามสปอนเซอร์ก็เป็น 4 สมัยรวด) ก็มีการตั้งกฏว่าให้ยกโทรฟี่ดังกล่าวไว้ในแอนฟิลด์เป็นการถาวร

ตอนนั้นลิเวอร์พูลครองความยิ่งใหญ่ในบอลถ้วยที่ฟุตบอลลีกจัดขึ้นและมีสภาอุตสาหกรรมเป็นสปอนเซอร์นี้อย่างไร้คู่ต่อกร โดย “เดอะ เร้ดส์” คว้าเงินรางวัล 64,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯจากการที่มีชัยเหนือเอฟเวอร์ตัน แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือว่าจะมีใครในโลกที่สามารถเป็นแชมป์ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อพวกเขาไม่แพ้ใครเลยในลีก คัพ มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 1980

Paisley lifting the League Cup: a familiar sight

หงส์สยายปีก

ในช่วงขึ้นทศวรรษที่ 1980 พวกเขาแทบจะเหมาถ้วยใบนี้อยู่ฝ่ายเดียว ยกเว้นเพียงแค่ฤดูกาล 1979/80 ที่น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ของ ไบรอัน คลัฟ โค่นลิเวอร์พูลด้วยผลสกอร์รวมไป-กลับ 2-1 ในรอบรองชนะเลิศ

หลังจากนั้นเป็นต้นมา บ็อบ เพสลี่ย์​ ก็ไม่เคยลิ้มรสความปราชัยในถ้วยนี้อีกเลย เมื่อพา “หงส์แดง” ผงาดคว้าแชมป์ในปี 1981, ‘82 และ ‘83 ก่อนจะส่งต่อให้กับ โจ เฟแกน ผู้พาทีมประสบความสำเร็จแบบยิ่งใหญ่กว่าเดิมในปีถัดมา

และมันก็ยังคงเป็นสถิติไร้พ่ายในทัวร์นาเม้นต์เดียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษมาจนถึงทุกวันนี้ และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ 3 จาก 4 ฤดูกาลที่พวกเขาคว้าแชมป์ยังพ่วงโทรฟี่ดิวิชั่น 1 มาครองได้อีกด้วย

ซึ่งก่อนหน้านี้รายการลีก คัพ เปรียบเสมือนสมบัติผลัดกันชมก่อนที่ลิเวอร์พูลจะกลายเป็นเต้ยในถ้วยนี้ เมื่อมีถึง 14 สโมสรที่สลับสับเปลี่ยนขึ้นมาคว้าแชมป์ในช่วง 20 ปีแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งมาเมื่อปี 1960 แม้แต่โรชเดลกับร็อตเธอร์แฮมก็ยังเคยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศมาแล้ว

Rotherham reached the final in 1961, losing narrowly to Aston Villa over two legs

Off the mark

When Alan Kennedy put Liverpool 1-0 up with just two minutes of extra time remaining in that first game, the victory conga in the Liverpool end looked neither ill-judged nor overly presumptuous

สร้างแลนด์มาร์ค

ซึ่งการกรีฑาทัพของ “เครื่องจักรสีแดง” ยุคเพสลี่ย์ได้ปราบพวกปลาซิวปลาสร้อยราบเป็นหน้ากลอง โดยเหยื่อในนัดชิงชนะเลิศรายแรกก็คือเวสต์แฮมที่พ่ายในนัดรีเพลย์ หลังจากเสมอกัน 1-1 ที่เวมบลีย์

ในนัดแรก อลัน เคนเนดี้ ยิงให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 1-0 ในช่วง 2 นาทีสุดท้ายของการต่อเวลาพิเศษ ทำให้อัฒจันทร์ฝั่งสาวก “เดอะ ค็อป” ต่างกระโดดโลดเต้นพากันดีใจยกใหญ่ แต่กลายเป็นว่าเวสต์แฮมได้จุดโทษนาทีสุดท้ายของเกมทำให้เจ๊ากันไปท่ามกลางเกมที่ดุเดือด

ซึ่งในเกมดังกล่าว จอห์น ไลอัลล์ กุนซือเวสต์แฮมที่ว่านิ่งๆ ยังต้องเดือดไปกับการตัดสินของกรรมการ เมื่อเขาถูก ไคลฟ์ โธมัส เชิ้ร์ตดำจดชื่อตอนเป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขัน หลังจากที่ตราหน้าเขาว่าโกง

“เมื่อเกิดอารมณ์หงุดหงิด คุณจะไม่สามารถควบคุมเกมได้เลย” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิดตอนแถลงข่าวหลังจบเกม

โดยในนัดรีเพลย์ที่วิลล่า พาร์ค จบลงด้วยชัยชนะ 2-1 ของลิเวอร์พูลจาก เคนนี่ ดัลกลิช และศูนย์หน้าหนุ่มชาวเวลช์ที่ชื่อ เอียน รัช ที่โชว์ฟอร์มได้ฮือฮามากในเกมนั้น

ถ้วยนี้เอาจริง

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของผลงานอันร้อนแรงจนฉุดไม่อยู่ของลิเวอร์พูลในรายการนี้ โดย เดวิด แฟร์คลัฟ ที่ลงเล่นในรอบรองชนะเลิศนัดแรกกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 1981 ก่อนจะพลาดลงสนามในนัดชิงดำเนื่องจากบาดเจ็บได้บอกกับ FFT ถึงเหตุผลที่สโมสรประสบความสำเร็จกับถ้วยลีก คัพ ว่า

“บางทีการปฏิบัติของลิเวอร์พูลอาจมีความเป็นมืออาชีพมากกว่าทีมอื่น” เขากล่าว “มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ถ้วยนี้ได้รับฉายาว่าเป็น ‘มิคกี้ เม้าส์ คัพ’ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นตัวบ่งบอกความคิดของบางทีมที่มีต่อมัน จริงอยู่ที่เอฟเอ คัพ ถือบอลถ้วยรายการหลักของประเทศ แต่ผมก็คิดว่ามีหลายสโมสรที่ทิ้งโอกาสที่พึงได้ในลีก คัพไป”

ซึ่งก็ถือว่ากุนซือลิเวอร์พูลคนต่อๆมารวมถึง เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้รักษาธรรมเนียมของลิเวอร์พูลเอาไว้อย่างดี และไม่ใช่เพียงแค่ลีก คัพ เท่านั้นแต่ยังรวมถึงเอฟเอ คัพ ด้วยเช่นกัน เมื่อทีมชุดหลังได้ดำเนินรอยตามเพสลี่ย์และเฟแกนในการกระหายถ้วยแชมป์ไม่ว่าจะเป็นรายการไหน

Fairclough (back row, second left) and his team-mates with the 1983 trophy

“จากมุมมองของเราแล้วเราต้องการคว้าทุกถ้วย นั่นคือสิ่งที่ลิเวอร์พูลเป็นในตอนนั้น” แฟร์คลัฟกล่าว “บ็อบ เพสลี่ย์ ไม่เคยพักผู้เล่นตัวหลักในเกมลีกคัพ เพื่อถนอมพวกเขาเอาไว้เล่นในเกมลีกหรือเกมยุโรปเลย”

กวาดแชมป์ต่อเนื่อง

แล้วถ้วยลีกคัพสมัย 2 ก็มาถึงในปีถัดมา และเป็นอีกครั้งที่ลิเวอร์พูลทำตัวเองให้ยาก เมื่อต้องเล่นจนถึงนัดรีเพลย์กว่าจะผ่านบาร์นสลี่ย์ได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งทีมของเพสลี่ย์มีรายชื่อนักเตะเจ็บยาวเป็นหางว่าวขณะที่นัดชิงที่เวมบลีย์ใกล้เข้ามาทุกที

“มันมีปัญหาขึ้นจนถึงขนาดที่ว่าใครก็ตามที่ฟิตก็จะได้ลงสนามเลยล่ะ” แฟร์คลัฟที่เป็น 1 ในบรรดานักเตะที่ต้องพักเนื่องจากเจ็บเข่าขั้นรุนแรงอธิบาย

เมื่อสเปอร์สขึ้นนำจาก สตีฟ อาร์ชิบัลด์ ก็ดูเหมือนว่าโชคของลิเวอร์พูลในลีกคัพจะหมดลงไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกทีมของ คีธ เบอร์กินชอว์ ยังไม่เสียประตูเลยในรายการนี้

แต่สถิติดังกล่าวก็ถูกทำลายลงด้วยประตูตีเสมอของ รอนนี่ วีแลน ขณะที่เกมดำเนินไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ กองกลางชาวไอริชก็มายิงได้อีกลูกบวกกับประตูจากรัชก็ทำให้เพสลี่ย์คว้าแชมป์รายการที่ 16 จาก 8 ปีที่กุมบังเหียน

“ท้ายที่สุดแล้วมหาอำนาจลูกหนังก็ดับฝันม้ามืดลง” สจ๊วร์ต โจนส์ ได้เขียนลงใน The Times “ลิเวอร์พูล ยักษ์ใหญ่สีแดงที่ครองความเป็นใหญ่ในประเทศกว่าทศวรรษสามารถคว้าแชมป์ได้อีกรายการในวันเสาร์ เมื่อปราบท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่มีความสดและเปี่ยมไปด้วยนักเตะระดับพรสวรรค์ป้องกันแชมป์ลีกคัพที่สนับสนุนโดยสภาอุตสาหกรรมนมแห่งชาติได้สำเร็จที่เวมบลีย์”

จ้าวแห่งมิลค์ คัพ

ซึ่งการเซ็นสัญญาที่ทำไว้กับสภาอุตสาหกรรมนมแห่งชาติถือว่าเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในแวดวงกีฬาของสหราชอาณาจักรตอนนั้น โดยได้มีการบรรลุข้อตกลงก่อนที่นัดชิงชนะเลิศจะเริ่มขึ้น 12 วัน ท่ามกลางกระแสของผู้ไม่เห็นด้วยที่เชื่อว่าเกมฟุตบอลไม่เหมาะกับการมีสปอนเซอร์ อย่างไรก็ตาม เกรแฮม เคลลี่ เลขานุการของฟุตบอลลีกโต้แย้งว่าการทำสัญญาดังกล่าวถือเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของวงการฟุตบอลเลยทีเดียว เขาเผยว่า “การที่ลีก คัพ มีสปอนเซอร์ แสดงให้เห็นว่าบอลถ้วยของเราสามารถดึงดูดความสนใจจากอุตสาหกรรมต่างๆได้”

และไม่น่าแปลกใจที่ลิเวอร์พูลสามารถเถลิงบัลลังก์แชมป์ได้อีกครั้งในเดือนมีนาคมปีถัดมา ซึ่งคราวนี้เป็นการเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเป็นอีกครั้งเช่นกันที่ต้องยืดเยื้อจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษเพื่อคว้าแชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน

“ผมคิดว่าตัวเองวอร์มตลอดทั้งครึ่งหลังเลยนะ” แฟร์คลัฟผู้ได้ลงสนามไปรับเหรียญในช่วง 7 นาทีสุดท้ายของเวลาปกติกล่าว “ผมน่าจะยิงได้สัก 2 ลูกด้วยเช่นกัน ซึ่งมีอยู่จังหวะหนึ่งที่ยังหลอนผมมาจนถึงทุกวันนี้”

แต่สุดท้ายมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เมื่อ อลัน เคนเนดี้ มาทำประตูตีเสมอลูกยิงของ นอร์แมน ไวท์ไซด์ ก่อนที่กองหน้าอย่างแฟร์คลัฟจะถูกส่งลงมาเพื่อหวังบดคู่ปรับตลอดกาลให้ตายคามือ อย่างไรก็ตามเป็นวีแลนอีกครั้งที่ยิงประตูสำคัญในนาทีที่ 98 ให้ทีมคว้าชัยได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตามการซิวถ้วยเหนือเอฟเวอร์ตันในอีก 12 เดือนให้หลังต่างหากที่ถูกจารึกบนหน้าประวัติศาสตร์ แต่พวกนักเตะก็มีเวลาปาร์ตี้เพียงน้อยนิดเท่านั้น “ในทีมลิเวอร์พูลชุดนั้นเราโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเสมอ” แฟร์คลัฟกล่าว “เรามักจะเป่าปากแล้วพูดว่า ‘เอาล่ะ ถึงเวลาเกมถัดไปแล้ว’”

ถ้าลิเวอร์พูลมีชัยที่เวมบลีย์ในวันอาทิตย์ คล็อปป์และลูกทีมของเขาอาจจะได้มุมมองที่แตกต่างจากเดิมมากๆก็เป็นได้

FC Liverpool  0 - 1(1-1) FC Stoke [Penalties 6-5] 26/1/2016