Stories

เสน่ห์หรือความถูกต้อง : VAR กับอนาคตในวงการฟุตบอล

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ได้มีการนำระบบวีดีโอช่วยตัดสิน (VAR) มาใช้เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการตัดสินของกรรมการ ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันออกไป มาดูกันว่า การใช้ VAR ทำให้เกิดกระแสในด้านได้บ้าง มีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรในอนาคต

We are part of The Trust Project What is it?

ฟุตบอลโลก 2018 รูดม่านปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อย โดยบทสรุปเป็นทีมตราไก่เถลิงบัลลังค์แชมป์โลกครั้งที่สอง โดยเอาชนะโครเอเชียในนัดชิงชนะเลิศไปอย่างสุดมัน 4-2 หากจะให้ย้อนพูดถึงการเดินทางตลอดหนึ่งเดือนของฟุตบอลโลกครั้งนี้ นับว่ามีเรื่องราวให้พูดถึงมากมาย ตั้งแต่การปลดโค้ชเพียง 24 ชั่วโมงก่อนการแข่งขันจะเปิดฉากขึ้นของสเปน การตกรอบแบ่งกลุ่มของแชมป์โลกสี่สมัยและแชมป์เก่าอย่างเยอรมัน ไปจนถึงการที่อังกฤษทะลุไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ และสุดท้ายซึ่งหากไม่กล่าวถึงเห็นทีจะไม่ได้ นั่นคือการเข้ามาของเทคโนโลยีช่วยตัดสินที่เรียกสั้นๆ ว่า VAR (Video Assistant Referee)

เป็นที่ถกเถียงกันมานานถึงข้อดีข้อด้อยในการนำเทคโนโลยีช่วยตัดสินในเกมกีฬาฟุตบอล ทั้งนี้ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ค้านหัวชนฝามาโดยตลอดกับข้อเสนอให้นำเทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วยในการตัดสิน โดยอ้างเหตุผลสำคัญว่าความผิดพลาดนั้นเป็น “เสน่ห์ของฟุตบอล” และพยายามแก้ไขปัญหาโดยการใช้ผู้ตัดสินหลังโกล์ แต่ดูจะไม่เป็นผลนัก จนกระทั่งฟีฟ่ายอมอ่อนข้อให้มีการใช้เทคโนโลยีโกลไลน์ และในที่สุดก็มาถึงคิวของ VAR ที่ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการ ในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพ โดย VAR เข้ามามีส่วนช่วยในการตัดสินในจังหวะชี้เป็นชี้ตายของเกม เช่น จังหวะจุดโทษ ล้ำหน้า หรือ ใบแดง ทำให้การตัดสินดูจะเที่ยงธรรมมากขึ้น แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งได้มา มักมีสิ่งหนึ่งเสียไปเสมอ

ไซมอน มัลล็อค (Simon Mullock) บรรณาธิการ Mirror Sport และเป็นหนึ่งในคนที่ ไม่เห็นด้วยกับการใช้ VAR กล่าวว่า “ฟุตบอลไม่ควรจะสมบูรณ์แบบ ผมตกหลุมรักกีฬาชนิด นี้เพราะมันคือกีฬาที่แสดงว่ามนุษย์มักมีความผิดพลาดเสมอๆ แต่ตอนนี้พวกเขากำลัง ทำให้มัน กลายเป็นเหมือนเกมเพลสเตชั่น”

หากจะกล่าวว่าหนึ่งในเสน่ห์หลักของฟุตบอลคือ “ความผิดพลาด” ก็คงไม่ผิดนัก

ฟุตบอลเป็นหนึ่งในสิ่งที่จำลองความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด การต่อสู้ในสนามเปรียบเหมือนสงคราม ฉ้อฉลกลโกงต่างๆ ที่นักเตะนำมาใช้เพื่อตบตาผู้ตัดสินทำให้ฝ่ายตนได้ผลประโยชน์มากที่สุดคล้ายคลึงกับการแก่งแย่งผลประโยชน์ในทุกๆสังคม และความผิดพลาดของผู้ตัดสินนั้นก็คงหนีไม่พ้นการแสดงให้ เห็นถึงมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งเหล่านี้หล่อรวมเกิดเป็นเกมกีฬาอันน่าตื่นเต้น แม้เกมจะจบไปแล้ว แต่ข้อถกเถียงถึงประเด็นต่างๆ ระหว่างเกม ความผิดพลาดของผู้ตัดสินในเกม มักถูกยกมาถกพูดคุย โต้เถียงกันถึงพริกถึงขิงอย่างไม่จบสิ้น เห็นได้ชัดในกรณีหัตถ์พระเจ้าของ ดิโอโก้ มาราโดน่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ สิ่งที่ดูจะเงียบเหงา ไปกว่าทุกทีคือบรรยากาศ การโต้เถียง ของบรรดาแฟนบอลและนักเคราะห์วิจารณ์จากทั่วทุกมุมโลก ถึงคำตัดสินที่ค้านสายตาของกรรมการ เพราะการเข้ามาของ VAR  บรรยากาศเกมที่ดำเนินไปอย่างไหลลื่นและน่าตื่นเต้น มักถูกเบรกเพื่อรอผลตัดสินของคณะกรรมการ VAR เมื่อนักเตะส่งบอลเข้าไปกองก้นตาข่าย แทนที่แฟนบอลจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ อารมณ์เหล่านี้กลับต้องมาชะงัก เมื่อผู้ตัดสินต้องตรวจสอบความถูกต้องจากการดูวิดีโอย้อนหลัง เช่น จังหวะที่คิม ยอง-กวอน ยิงจ่อๆ ในเกมที่เกาหลีชนะเยอรมัน 2-0 พูดอย่างง่ายๆ คือ จะเฮก็เฮได้ไม่สุดเสียงทั้งนักบอลและแฟนบอล

ไม่เพียงเท่านั้น ฟุตบอลเป็นที่นิยมเพราะเป็นหนึ่งในกีฬาที่เล่นง่ายที่สุด เพียงแค่มีลูกฟุตบอล และสนามหญ้า ผู้ตัดสินหนึ่งคน และผู้ช่วยอีกสองคน ก็เพียงพอ ซึ่งทำให้การแข่งขันฟุตบอลสามารถถูกจัดขึ้นได้ในสถานที่ต่างๆโดยไม่ต้องใช้งบประมาณมากนัก แต่การเข้ามาของ VAR จะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำของกีฬาชนิดนี้ในสถานที่ต่างๆ ในโลก ในแง่ของโครงสร้างหลักของตัวกีฬา ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้ในทุกๆ เกมการแข่งขัน โดยเฉพาะเกมลีกในระดับล่าง ที่งบสนับสนุนทั้งของฟีฟ่าและสมาคมฟุตบอลประเทศนั้นๆ ไปไม่ถึง

VAR ลดข้อครหาในคำตัดสินอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ดั่งที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อได้คำตัดสินที่เที่ยงธรรมมากขึ้น ก็ต้องเสียเสน่ห์อย่างหนึ่งของกีฬาชนิดนี้ไป ราคาที่จ่ายจะคุ้มหรือไม่ ก้าวต่อไปของการตัดสินฟุตบอลจะเป็นอย่างไร เราแฟนๆ คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด