Analysis

เส้นทางคนจริง : ทุกช่วงชีวิตของ อูไน เอเมรี่ ...คนบ้าฟุตบอลที่คุณจะต้องยอมคารวะ

Unai Emery Arsenal

‘Wenger Out’ อาจจะเป็นสิ่งที่แฟนอาร์เซนอลร่ำร้องมาตลอด จนมันเกิดขึ้นจริงในที่สุด แต่การมาแทนที่ของขงเบ้งเลือดน้ำหอมก็ไม่ใช่งานง่ายเลย ซึ่งบุรุษที่มาแทนที่เวนเกอร์ก็เป็นคนที่ลุ่มหลงในฟุตบอลมากๆ และไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตัวเองและทีมของเขา และกุนซือคนที่เรากล่าวถึงก็คืออูไน เอเมรี่

We are part of The Trust Project What is it?

โจเซฟ ปูโฌล นักแสดงตลกเชื้อสายฝรั่งเศส-คาตาลัน นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก จากการทำโชว์ที่ชื่อว่า Le Pétomane (เลอ เปโตมาน) เขาสร้างชื่อไปทั่วฝรั่งเศสตลอดช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จากการผายลม หรือเสียงแปลกอื่นๆ พร้อมกับเล่นมุกตลกเพื่อเรียงเสียงฮาจากผู้ชม

ปูโฌลไม่ได้มีชื่อเสียงแค่เพียงในฝรั่งเศสเท่านั้น เขาได้ออกไปแสดงเกือบทั่วยุโรป เขาสามารถทำเสียงได้ตั้งแต่เสียงร้องที่ต่ำที่สุดของช้าง ไปจนถึงการเปล่งเสียงที่เกรียวกราดออกมาของประธานาธิบดีฝรั่งเศส และปูโฌลก็ไม่เคยนั่งเฉยๆ แบบครูสอนโยคะในโชว์ของตัวเอง เขาจะจัดการดูดน้ำจากถ้วย ก่อนจะพ่นออกไปให้ได้ระยะประมาณ 5 หลาบนเวที เพื่อเป็นการสร้างความบันเทิงให้คนดูตลอดเวลา

หลายๆ คน อาจจะเชื่อว่า โชว์เลอ เปโตมาน เป็นพรสวรรค์ที่มหัศจรรย์ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางร่างกาย แต่ถึงอย่างนั้น การที่โชว์ออกมาดีได้ก็เพราะเกิดจากการฝึกซ้อมที่พิถีพิถัน และเข้มงวด ปูโฌลต้องใช้เวลาอย่างน้อยวันละชั่วโมงในทุกๆ วัน เพื่อพัฒนาการแสดงของตัวเองให้ดีขึ้น แบบที่ทำให้คนดูทั้งโรงละครมูแลง รูจ ที่มีทั้งกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 ของอังกฤษ และผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอีกมากมายทั่วยุโรป ติดใจการแสดงของตัวเองมาแล้ว

ซึ่งอูไน เอเมรี่ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับปูโฌลเลย เอเมรี่เป็นคนที่คลั่งไคล้ฟุตบอลอย่างมาก และเขาก็ประสบความสำเร็จในการเป็นกุนซือ เพราะกุนซือรายนี้ทำงานอย่างหนัก และเรียกร้องการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด  โดยเฉพาะในเรื่องแผนการเล่น ถึงขนาดที่ทีมงานโค้ชของเซบีญ่ากล่าวติดตลกว่า เอเมรี่ใช้เวลาทั้งวันอยู่ในสนามซ้อม แม้กระทั่งการรับประทานอาหารทั้งสามมื้อก็ทำอยู่ที่นั่น

คติพจน์ของเอเมรี่นั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย และมันจะซึมซับเข้าไปในลูกทีมของเขา และคอยกระตุ้นตัวเองอยู่ตลอด โดยคติพจน์ดังกล่าวก็คือ ‘Con talento y sin talante no llegamos, pero con talante y sin talento tampoco.’ ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า ‘หากคุณมีพรสวรรค์แต่ไร้ความตั้งใจ คุณก็จะไม่สามารถก้าวหน้าไปไหนได้ และถ้าคุณไม่มีความตั้งใจ คุณก็ไม่มีพรสวรรค์ด้วยเช่นกัน’

นักเตะของอาร์เซนอลต่างก็หวังว่า พวกเขาจะเจอกับช่วงเวลาที่ง่ายขึ้น หลังจากหมดยุคของอาร์เซน เวนเกอร์ และหวังว่าพวกเขาเองจะเจอะกับการปกครองที่ไม่เข้มงวดหนัก ซึ่งมันอาจจะช่วยให้พวกเขาทำผลงานได้ดีขึ้น แต่แทนที่จะเป็นแบบนั้น  พวกเขากับต้องพบกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองเกิดข้อสงสัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อมที่เข้มข้นราวกับลงแข่งดาร์บี้แมทช์แห่งลอนดอนเหนือกับสเปอร์ส หรือจะเป็นการรับชมวีดีโอ ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน

 

อยู่ในสายเลือด

จริงๆ แล้ว อูไน เอเมรี่ เอทเชโกเอนเกลียดการเล่นฟุตบอล เอเมรี่เกิดที่เมืองฮอนดาร์ริเบีย ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สวยงาม อยู่ในแคว้นบาสก์ ทางตอนเหนือของสเปน และมีอาณาเขตติดกับฝรั่งเศส ซึ่งเอเมรี่ก็ตระหนักได้ว่า หน้าที่ที่คนในครอบครัวของตัวเองทำ ไม่เหมาะสำหรับเขาเลย

คุณพ่อและคุณปู่ของเอเมรี่ต่างเคยเล่นเป็นผู้รักษาประตูมาก่อน โดยที่อันโตนิโอ คุณปู่ของเขา เป็นผู้รักษาประตูคนแรกที่โดนยิงในประวัติศาสตร์ของลา ลีก้า จากการลงเล่นให้กับทีมเรอัล ยูเนี่ยน ในเกมที่แพ้ต่อเอสปันญ่อล 2-3 ขณะที่ตัวเอเมรี่เองเริ่มโดนความวิตกกังวลเข้าครอบงำจากการที่ไม่ได้โอกาสลงสนาม จนทำให้เขาไปให้ความสนใจกับการ์ตูนเรื่อง El Jabato (การ์ตูนแนวผจญภัยของสเปน) และ Mort & Phil แทน

“ผมรู้สึกว่าบางทีตัวเองก็งี่เง่านะ” เอเมรี่ออกมายอมรับภายหลัง “เวลาผมไม่ได้รับเลือกให้ลงสนาม ผมจะถอนหายใจออกมาเพื่อให้ตัวเองผ่อนคลาย เพราะผมรู้สึกกดดันน่ะ”

เอเมรี่ซึ่งเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย ได้ลงสนามให้กับเรอัล โซเซียดัด ไปทั้งสิ้น 5 เกม และทำประตูได้ในเกมที่ถล่มอัลบาเซเต้ 8-1 อย่างไรก็ตาม กราฟชีวิตนักฟุตบอลของเขามีแต่ตกลง เหมือนกับหนูแฮมสเตอร์ที่วิ่งอยู่ในกงล้อของตัวเอง ในช่วงอายุ 30 ต้นๆ เขาได้ลงเล่นให้กับราซิ่ง เฟอร์รัล, เลกาเนส และลอร์ก้า เดปอร์ติบ้า เป็นช่วงเวลาสั้นๆ

Unai Emery Toledo

และจากการบาดเจ็บเข่าเรื้อรังตอนที่เล่นให้กับลอร์ก้า ทำให้เอเมรี่เริ่มเรียนรู้งานโค้ช และเจ้าตัวก็ได้ใบอนุญาตการทำงานเป็นโค้ช ครั้งหนึ่งกุนซือเชื้อสายบาสก์รายนี้ ได้บอกกับจอห์น โตแช็ค กุนซือของเรอัล โซเซียดัด ว่า “โค้ชที่ดี คือคนที่เป็นทุกอย่างที่ตรงข้ามกับตัวเองในสมัยเป็นนักเตะ” เอเมรี่ตระหนักดีว่าตนเองมีความสามารถในการพานักเตะไปประสบความสำเร็จ และมีความเข้าใจในความเป็นนักฟุตบอล “ไม่เคยมีผู้จัดการทีมคนไหนที่ช่วยให้ผมเอาชนะข้อบกพร่องของตัวเองตอนเป็นนักเตะได้เลย” ใช่เลย เขาอาจมีพรสวรรค์ และอ่านเกมได้ดี แต่ก็ไม่มีโค้ชคนไหนที่จุดประกายความหวัง และดึงความสามารถที่ดีที่สุดออกมาจากตัวเอเมรี่ในฐานะนักเตะได้เลย

แต่เมื่อผ่านช่วงคริสต์มาสในปี 2004 ไป เอเมรี่ก็ได้รับโอกาสในการเป็นผู้จัดการทีมครั้งแรก ในการคุมทีมลอร์ก้า ซึ่งเป็นทีมกลางตารางในศึกเซกุนด้า เบ (ลีกระดับ 3 ของประเทศสเปน) เปโดร เรเบร์เต้ ผู้อำนวยการฟุตบอลของลอร์ก้า นำเอเมรี่มาคุมทีมแทนที่ของกีเก้ ยาเก้ เนื่องจากประทับใจในความฉลาดทางแท็คติกของอดีตปีกจอมเจ็บรายนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทำให้ยาเก้รู้สึกว่าเขาถูกเอเมรี่ทรยศ และทั้งสองคนก็ไม่เคยพูดกันอีกเลย

“เรามีวันหยุดในช่วงคริสต์มาส 7 วัน และผมก็บอกลาเพื่อนร่วมทีมเมื่อกับนักเตะทั่วๆ ไป” เอเมรี่กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนั้น “พอผมกลับมา ผมก็พูดว่า ‘สวัสดี ฉันเป็นโค้ชใหม่ของพวกนาย’ มันยากเหมือนกันนะ แต่ผมก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าที่นี้มานานแล้ว จนผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ผมรู้จักนักเตะเป็นอย่างดี และนั่นก็ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น”

 

ทางกลับบ้านที่แสนไกล

ความกระตือรือร้นในการทำงานของเอเมรี่นั้นช่วยให้ลอร์ก้าเกิดใหม่อีกครั้ง เมื่อฆวน คาร์ลอส รามอส ยิงประตูจากครึ่งสนามในช่วงต่อเวลา เป็นประตูชัยให้ทีมของพวกเขาเอาชนะเรอัล ยูเนี่ยน ในเกมเพลย์ออฟเพื่อหาทีมเลื่อนชั้น และกุนซือคนใหม่ของทีมอย่างเอเมรี่ก็วิ่งลงไปฉลองในสนามร่วมกับลูกทีม เรื่องนั้นมันทำให้เขาดีใจมาก จนต้องเดินกลับฮอนดาร์ริเบีย ซึ่งอยู่ห่างจากสนามร่วม 10 ไมล์ เพื่อสงบจิตสงบใจตัวเอง

ในฤดูกาลต่อมา ลอร์ก้าก็เกือบจะได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในศึกลา ลีก้า “เหมือนเราอยู่ในความฝัน” นี่คือสิ่งที่อันโตนิโอ โรเบิลส์ กัปตันทีมลอร์ก้ากล่าวไว้ “เรามีการเตรียมพร้อมก่อนเกมที่ดี และเขา(เอเมรี่) ก็สร้างกำลังใจให้เรา ด้วยการทำให้เราเชื่อว่าเราเป็นทีมที่ดีกว่าคู่แข่ง”

อย่างไรก็ตาม วงจรที่เรียกว่าปลาใหญ่กินปลาเล็กก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่ออัลเมเรีย ซึ่งเป็นสโมสรระดับใหญ่กว่าลอร์ก้า คว้าตัวเอเมรี่ไปเป็นกุนซือของทีมในปี 2006 และเขาก็พาอัลเมเรียเลื่อนชั้นไปเล่นลา ลีกก้า ได้สำเร็จ และนั่นก็แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานในตัวกุนซือรายนี้ได้เป็นอย่างดี

Unai Emery Almeria 3

“เอเมรี่ปรารถนาที่จะพัฒนาการฝึกซ้อมในทุกครั้ง และเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันดี การซ้อมนั้นมีความเข้มข้นในระดับเดียวกับการแข่งขันจริง” มิเกล อังเคล โคโรนา อดีตกองกลางของอัลเมเรียบอกเรื่องนี้กับโฟร์โฟร์ทู “เรารู้ดีว่าเราสามารถแข่งขันกับทีมที่ดีกว่าได้ เราต้องทำให้ดีกว่าเดิมในยามที่ไม่มีบอล และเราต้องเล่นให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ยามที่มีบอล เพราะเรามีโอกาสน้อยกว่า”

“เราใช้เวลาครึ่งสัปดาห์ ในการฝึกซ้อมกับสถานการณ์การณ์เล่นลูกตั้งเตะ หรือลูกจากจังหวะบอลตาย เพราะมันเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการทำประตูของเรา เมื่อบอลอยู่ในกรอบเขตโทษ อูไนคิดและเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้เร็ว เขาจะเปลี่ยนแปลงการซ้อมให้กลมกลืนไปกับการเล่นของเรา นั้นเป็นวิธีที่ฉลาด และอูไนก็เป็นคนที่ฉลาดจริงๆ”

และประตูครึ่งหนึ่งที่อัลเมเรียทำได้ในฤดูกาลดังกล่าว ก็มาจากลูกตั้งเตะนั่นเอง

 

วีดีโอที่ใช้จัดการนักบอลซูเปอร์สตาร์

อัลเมเรียน่าจะเป็นทีมที่ทราบดีว่า เอเมรี่ชื่นชอบการวิเคราะห์ข้อมูลจากวีดีโอขนาดไหน ครั้งหนึ่งเขาเคยทดสอบว่านักเตะได้ดูวีดีโอที่เขาส่งให้หรือเปล่า ด้วยการส่งแฟลชไดร์ฟเปล่าๆ ที่ไม่มีวีดีโอไปให้นักเตะ และไม่กี่วันหลังจากนั้น นักเตะที่ไม่ได้รับชมวีดีโอก็ตอบคำถามของเอเมรี่ว่าได้ดูวีดีโอหรือเปล่าว่า “มันเยี่ยมมากเลยบอส วีดีโอมันดีเหมือนเคยแหละ”

เอเมรี่ใช้เวลากว่า 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อศึกษาวีดีโอ ที่เจ้าตัวกับฮวน คาร์ลอส คาร์เซโด ผู้ช่วยของเขา ซึ่งตามมาทำงานด้วยกันที่อาร์เซนอลในปัจจุบัน เตรียมไว้ ร่วมกับนักเตะภายในทีม

“เขาโคตรน่ารำคาญเลย และนักเตะก็เกลียดเขา” นักเตะผู้ไม่ประสงค์ออกนามได้กล่าวไว้ “การพูดคุยของทีมก็ยาวนานเหลือเกิน มันทำเอานักเตะง่วงกันไปเป็นแถบ การดูวีดีโอก็ยาวนานเหมือนไม่มีวันจบ ส่วนการซ้อมลูกตั้งเตะ คุณต้องดูวีดีโอชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า และคุณก็จะคิดว่ามันไร้สาระมาก แต่มันได้ผลจริงๆ เราทำแบบนี้กันไม่รู้จักจบจักสิ้น ท้ายที่สุดแล้ว นักเตะทุกคนก็เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร”

ช่วงเวลาที่น่าภูมิใจที่สุดในการเป็นเฮดโค้ชเกิดขึ้นในฤดูกาลนั้น หลังจากที่ลูเชียโน่ สปัลเล็ตติ ผู้จัดการทีมเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ออกมายกย่องทีมอัลเมเรียของเขา

Unai Emery Almeria 2

“คุณจะต้องพบเจอกับสิ่งที่คุณกลัวที่สุดในการเป็นนักฟุตบอลบ่อยๆ เพราะสิ่งนั้นคือตัวคุณเอง” โคโรนากล่าวติดตลก “คุณต้องเจอกับข้อผิดพลาดของตัวเอง และมันก็เกิดขึ้นต่อหน้าคุณ อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณต้องการพัฒนาตัวเอง มันก็ไม่มียากอะไรเลย แค่คุณดูวีดีโอการเล่นของตัวเองไง”

“เอเมรี่ไม่เคยหยุด ผมเคยใช้วันหยุดไปกับครอบครัว และพ่อก็เอาหนังสือมาให้อ่าน แต่จริงๆ แล้ว ที่พ่อผมเอาหนังสือให้อ่าน ก็เป็นเพราะเอเมรี่อยากให้ผมอ่าน เขาคงบอกพ่อผมว่า ‘ซื้อหนังสือให้เขา และอ่านให้เขาฟังถ้าคุณต้องการ’”

หน้าต่อไป “ผมเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากเขาในฤดูกาลนั้น โดยเฉพาะการทำอย่างไรให้ตัวเองได้เปรียบเมื่อได้โอกาสในการเล่นเกมรุก”