เสือตัวใหม่? เมื่อการไปฟุตบอลโลกของเวียดนามไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

คนภายนอกอาจจะมองว่าการคว้าแชมป์อาเซียนของเวียดนามเมื่อปี 2008 คือจุดสูงสุดของพวกเขา แต่จริงๆแล้ว นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น...

รากฐานจากเยาวชน

เพราะหากใครยังจำกันได้ ก่อนหน้านั้น 1 ปี เวียดนามก็ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียน คัพ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อันเป็นผลพวงจากการที่วี-ลีกบูมสุดๆตอนช่วงเปลี่ยนผ่านสหัสวรรษ เมื่อสโมสรฮว่างอันซาลายสร้างความฮือฮา ด้วยการคว้าตัวสตาร์ดังทีมชาติไทยอย่าง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ตะวัน (ธชตวัน ศรีปาน) และ ดุสิต เฉลิมแสน ไปเล่นให้

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นทีมตั้งตั้งตัวตีในการทุ่มซื้อนักเตะระดับหัวแถวของภูมิภาค แต่ท่านประธาน ดหว่าน เหงวียน ดึ๊ก ก็มองการณ์ไกล และวางตำแหน่งสโมสรตัวเองใหม่จากทีมซื้อมาเป็นทีมสร้าง เมื่อจับมือกับอาร์เซนอล มหาอำนาจฟุตบอลเมืองผู้ดี และเจเอ็มจี อะคาเดมี่ สถานฝึกสอนเยาวชนระดับโลก สร้างอะคาเดมี่ของตัวเองขึ้นมาในชื่อ Hoang Anh Gia Lai – Arsenal JMG Academy อันเป็นโรงปั้นที่สร้างขึ้นจากสโมสรเองที่แรกในเวียดนาม

และมันก็ค่อยๆผลิดอกออกผลทีละน้อย เมื่อบรรดาเด็กปั้นอย่าง เลือง ซวน ตรวง, เหงวียน ตวน อาญ และ เหงวียน กง เฟิง ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักและเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติ แม้ในทีมชุดชิงแชมป์เอเชียหนนี้ จะมีแข้งในสังกัดฮว่างอันซาลายเพียง 3 รายก็ตาม นั่นก็คือ ฟาน ธัญ เห่า 1 ใน 40 แข้งวอนเดอร์คิดที่น่าจับตามองของโลกจาก The Guardian เมื่อปี 2014, เลือง ห่วง นัม และ จิ่ว เวียด ฮึง 

แต่ในวงกว้างก็ยอมรับว่าบรรดาสโมสรร่วมลีกอย่าง เวียดเทล, พีวีเอฟ, บิ่ญ เซือง และฮานอย ที แอนด์ ที ก็เดินตามโมเดลนี้เช่นกัน จะเห็นได้ว่าทีมชุดยู-19 ชุดนี้มาจาก 5 สโมสรดังกล่าวถึง 16 จาก 23 คนเลยทีเดียว

ซึ่งทางเลขานุการทั่วไปของสมาคมฟุตบอลเวียดนาม (วีเอฟเอฟ) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้กับทาง The Thao & Van Hoa หนังสือพิมพ์บ้านเกิดว่า "ในช่วงหลังระบบเยาวชนของสโมสรได้พัฒนาและบูมมาก ในลีกเยาวชนไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสองสโมสรที่ส่งแข่งเหมือนเมื่อก่อน เพราะตอนนี้ได้มีหลายสโมสรที่ส่งทีมแข่งโดยตรงไม่ว่าจะเป็นวีพีเอฟ, เวียดเทล, ฮานอย ทีแอนด์ ที ทำให้มีตัวเลือกมาขึ้นในชุดยู-16 และยู-19"

"พวกเขาได้รับการฝึกสอนด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่, มีผู้เชี่ยวชาญในระดับสูงคอยช่วยเหลือให้พวกเขาได้ความรู้และทักษะที่ไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่นในโลก"

และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้ทางวีเอฟเอฟได้เลือกโค้ชมืออาชีพที่สามารถดูแลเด็กได้ในระยะยาวอย่าง ฮอง อัญ ตวน โค้ชคนแรกของเวียดนามที่ได้โปรไลเซนส์เข้ามากุมบังเหียนในปี 2015 อีกทั้งยังตั้ง ฮันส์-เยอร์เก้น เกเดอร์ เข้ามาเป็นผู้อำนวยการเทคนิคเมื่อเดือนมิถุนายน 2016 เช่นเดียวกับ มาร์ติน ฟอร์เคิ่ล โค้ชฟิตเนสที่เป็นชาวเยอรมันทั้งคู่เข้ามาดูแลทีมชาติทุกชุด ตามโครงการความร่วมมือระหว่างวีเอฟเอฟกับสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน (เดเอฟเบ)

Photo : AFC

เยอรมันโมเดล

ซึ่งทาง ฮันส์ เยอร์เก้น เกเดอร์ นั้น ถือว่าไม่ใช่คนอื่นคนไกลของลูกหนังเอเชียแต่อย่างใดเมื่อเคยเป็นประธานเทคนิคและโค้ชทีมเยาวชนของอิหร่าน เช่นเดียวกับคุมทีมในหลายสโมสรตะวันออกกลางรวมถึงมาเลเซีย โดยเจ้าตัวเคยพาทีมชุดยู-23 ของเปอร์เซียไปเล่นโอลิมปิกส์ปี 1996 มาแล้ว 

ขณะเดียวกัน มาร์ติน ฟอร์เคิ่ล เองก็เคยทีมชาติเยอรมันชุดยู-20 ไปเล่นฟุตบอลโลกเยาวชนโลกปี 1999 รุ่นเดียวกับ ติโม ฮิลเดบรันด์ อดีตนายด่านหน้าหล่อของสตุ๊ตการ์ท อีกทั้งยังมีประสบการณ์คุมทีมระดับยู-19 และทีมชุดใหญ่ของซาร์บรุ๊คเค่นมาก่อน

โดย เยอร์เก้น เกเดอร์ นั้นได้ให้การสนับสนุนกุนซือ อัญ ตวน อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการสเก๊าท์คู่แข่ง และแนะนำแทคติกในแต่ละแมตช์ ซึ่ง ดิญ ฮอง วิญ ได้กล่าวถึงผู้อำนวยการเทคนิคกับหนังสือพิมพ์ Nguoi Lao Dong ด้วยความชื่นชมว่า "เกเดอร์ได้สอนเราเรื่องความเป็นมืออาชีพ ทั้งในการจัดการและการดำเนินชีวิตประจำวันของนักเตะ อย่างแรกเลยก็คือว่า มร.เกเดอร์ ได้วางกฏไว้เข้มงวดในการใช้ชีวิตว่าเวลาในควรจะใช้โทรศัพท์ ใครที่ฝ่าฝืน เขาจะบอกกับโค้ช และตัวผู้ช่วยเองก็ต้องติดตามดูนักเตะให้ประพฤติอย่างเหมาะสมด้วย"

หลังจากฝึกซ้อมเสร็จในแต่ละรอบ เกเดอร์และตวนก็จะนั่งคุยกันเพื่อประเมินและให้ความเห็นเกี่ยวกับแทคติกแต่ละอย่าง ขณะที่ฟอร์เคิ่ลก็จะออกแบบโปรแกรมการสร้างความฟิตที่เหมาะสมให้กับนักเตะ นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเวียดนามชุดนี้จึงวิ่งได้ไม่มีหมด

 ขณะเดียวกัน ฮวิญ จิ เธียน ผู้สื่อข่าวเวียดนามประจำประเทศไทยของหนังสือพิมพ์กีฬา SGGP ก็กล่าวเสริมกับ FFT TH ว่า "นอกจากโค้ชชาวเยอรมันจะเข้ามาช่วยเหลือทีมชาติแล้ว ในส่วนของฟุตบอลลีกนั้น ทางด้านตัวแทนของสโมสรในวี-ลีก และดิวิชั่น 1 ก็ได้ไปดูงานที่บุนเดสลีกา รวมถึงลา ลีกา ด้วยเช่นกัน"

โดยฟุตบอลเยอรมันนั้นได้มีการรื้อระบบใหม่หมดตั้งแต่โครงสร้างการพัฒนาโค้ช, นักเตะเยาวชน ไปจนถึงลีกในประเทศหลังจากที่ตกรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลยูโร 2000 เพื่อให้เกื้อหนุนกับทีมชาติมากขึ้น จากนั้นก็มีผลงานที่ดีเรื่อยมาจนกระทั่งก้าวเป็นแชมป์โลก

ซึ่งในเคสนี้ก็คล้ายกับทีมชาติเวียดนามเหมือนกันตอนที่ตกรอบแรกซูซูกิคัพเมื่อปี 2012 กับซีเกมส์ในปีถัดมา แต่เนื่องจากเป็นเพราะว่าระบบเยาวชนยังไม่สามารถป้อนนักเตะขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้ทันการณ์มากกว่าที่ยังไม่ได้ทำการเซ็ตระบบจริงๆจังๆ

แม้เธียนเองจะยอมรับว่า 15% ที่สามารถเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกยู-20 นั้นมาจากโชค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดมาจากพื้นฐานที่สร้างกันมาตั้งแต่ 9 ปีก่อนด้วยเช่นกัน...

Topics