เธอเปลี่ยนไป : 10 แข้งพรีเมียร์ลีกที่เล่นดีขึ้นผิดหูผิดตาในปี 2015/16

มีทั้งชาวอาร์เจนไตน์จากท็อตแน่ม (ไม่ใช่ปอเช็ตติโน่), ผู้เล่นหมายเลข 1 ของสโต๊ค และสี่แข้งแห่งรังจิ้งจอก (พวกเขาได้แชมป์นะ จำได้มั้ย?) อบินาฟ คินี่ จะพาคุณไปดูเหล่านักเตะที่พลิกฟอร์มตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ

1. เดยัน ลอฟเรน (ลิเวอร์พูล)

ลอฟเรนเปลี่ยนจากกองหลังจอมแกร่งของเซาแธมป์ตัน ไปเป็นตัวตลกของลิเวอร์พูลในปี 2014/15 ขาดทั้งความมั่นใจและความนิ่ง
 
อย่างไรก็ตาม ซีซั่นนี้แข้งชาวโครแอตเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองและดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง พัฒนาตัวเองอย่างมากภายใต้คุยคของเจอร์เกน คล็อปป์ ลอฟเรนยิ่งน่าเกรงขามขึ้นไปอีกเมื่อกับคู่กับมามาดู ซาโก้ ในแผงหลังของยอดทีมแห่งเมอร์ซีย์ไซด์

Jurgen Klopp celebrates with Dejan Lovren

การมาขอคล็อปป์ทำให้เกมการเล่นของลอฟเรนพัฒนาขึ้นกว่าเดิม

แต่ก็ยังไม่ดีพี่ที่จะทำให้เขาคิดทีมชาติโครเอเชียไปลุยศึกยูโร 2016 เหตุผลหลักก็เพราะมีปัญหากับโค้ชอย่างอันเต้ ชาชิช แต่อย่างน้อยซีซั่นนี้ก็ทำให้เขากลับไปเป็นคนเก่งคนเดิมได้อีกครั้ง

2. แจ็ค บัตแลนด์

บัตแลนด์ก็พัฒนาขึ้นมากจนมีสิทธิ์ปาดหน้าโจ ฮาร์ท คว้าตำแหน่งมือหนึ่งทีมชาติอังกฤษ

การเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปของอัสเมียร์ เบโกวิช นั้นเป็นงานยากเสมอ และแม้จะเริ่มต้นได้อย่างยากลำบาก แต่บัตแลนด์ก็โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมจริงๆในซีซั่นนี้
 
ด้วยสถิติคลีนชีท 10 ครั้ง จาก 24 นัด นับตั้งแต่ออกสตาร์ทตัวจริงเมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งรวมถึงเกมกับเวสต์ แฮมและนิวคาสเซิล ที่เขาได้รับตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ น่าประหลาดใจไม่น้อยที่สุดท้ายสโต๊กก็ตัดสินในบอกตำแหน่งเสื้อหมายเลข 1 ให้กับเขา หลังกลับช่วงเวลายืมตัวในแชมเปี้ยนชิพเมื่อซีซั่น 2013/14

แต่บัตแลนด์ก็พัฒนาขึ้นมากจนมีสิทธิ์ปาดหน้าโจ ฮาร์ท คว้าตำแหน่งมือหนึ่งทีมชาติอังกฤษ แต่จากอาการกระดูกข้อเท้าร้าวในเกมอุ่นเครื่องกับเยอรมันเมื่อเดือนมีนาคม ทำให้เขาต้องพักยาวตลอดซีซั่นรวมไปถึงหมดสิทธิ์ลุยเวทียุโรปไปแล้วเช่นกัน แต่ถ้าหากเขายังใจสู้ ตำแหน่งมือหนึ่งในศึกฟุตบอลโลก 2018 ยังไงก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

3. คริส สมอลลิ่ง (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

แข้งทีมชาติอังกฤษรายนี้คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมยูไนเต็ดจึงมีสถิติเกมรับดีที่สุดในลีก

ขณะที่นี่คือซีซั่นอันน่าลืมเลือนของแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผลงานของคริส สมอลลิ่งกลับสวนทางโดยสิ้นเชิง
 
อดีตกองหลังฟูแล่มรายนี้ เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ฟอร์มคงที่จากทีมพิการของหลุยส์ ฟาน กัล ลงสนามไป 33 นัด ทำผลงานคงเส้นคงวาและแข็งแกร่งในแผงหลัง

Chris Smalling races for the ball with Tottenham's Dele Alli

สมอลลิ่งคือแสงสว่างในซีซั่นอันมืดมนของยูไนเต็ด

แข้งทีมชาติอังกฤษรายนี้คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมยูไนเต็ดจึงมีสถิติเกมรับดีที่สุดในลีก และเขาจะต้องแบกความหวังในช่วงซัมเมอร์นี้เพื่อพาทีมชาติอังกฤษเข้ารอบลึกๆในเวทียุโรป

4. ริยาด มาห์เรซ (เลสเตอร์ ซิตี้)

บอกตามตรงว่าทั้งทีมเลสเตอร์ก็อยู่ในลิสต์นี้ได้ แต่ในกรณีเราขอคัดแบบจัดๆจี๊ดๆมาจะดีกว่า รวมถึงนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักเตะอาชีพอังกฤษอย่างริยาด มาห์เรซ

เอาง่ายๆเลย แข้งชาวแอลจีเรียนได้ก้าวไปอีกขั้นแล้วในซีซั่นนี้ ด้วยการเลี้ยงที่ชวนให้หลงใหล, การทำประตู และการเล่นโดยรวม มีคนพูดถึงมากกว่าผลงานอันโดดเด่นของเอเด็น อาซาร์เมื่อปีที่แล้วเสียอีก ที่ทำได้ 14 ประตู และ 9 แอสซิสต์ ก็ถูกมาห์เรซก้าวข้ามไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ สรุปแล้วนักเตะวัย 25 ปีรายนี้จบซีซั่นด้วยผลงาน 17 ประตู และ 11 แอสซิสต์ จาก 37 นัด เลสเตอร์ต้องเจองานยากเสียแล้วในการรั้งตัวเขาไว้กับทีม

Mahrez celebrates his goal against Sunderland on the opening matchday

มาห์เรซกลายเป็นแข้งชาวแอลจีเรียนคนแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

5. เอริค ไดเออร์ (ท็อตแน่ม)

หากเขาเป็นเพียงแค่นักเตะสารพัดประโยชน์ในซีซั่นแรกของเขากับสเปอร์ส แต่ไดเออร์ก็สถาปนาตัวเองเป็น 11 ตัวจริงได้แล้วในซีซั่นนี้
 
เดิมทีเขาคือแบ็คขวาที่เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ เมาริซิโอ ปอเช็ตติโน่ก็ได้แปลงไดเออร์ไปเป็นมิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอลซึ่งทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ นำมาซึ่งการปกป้องพิเศษที่ซึ่งแผงหลังก็ทำได้อย่างแข็งแกร่งอยู่แล้ว  ไดเออร์ยิ่งเล่นยิ่งดีกับตำแหน่งนี้ โชว์สุดยอดระเบียบวินัยในการยืนตำแหน่ง และกลายเป็นก้อนหินสุดแข็งในแดนกลางของสเปอร์ส

Eric Dier celebrates his goal against Germany

ฟอร์มของไดเออร์ในซีซั่นนี้ ถูกตบรางวัลด้วยการติดทีมชาติอังกฤษหนแรก

แข้งวัย 22 ปีรายนี้, (ใช่ เขาอายุเท่านั้นหล่ะ) สามารถคาดหวังได้เลยว่าจะได้เล่นในบทบาทที่โดดเด่นให้ทีมชาติอังกฤษในศึกยูโร 2016

6.แดนนี่ ดริงก์วอเตอร์ (เลสเตอร์)

ความเด็ดเดี่ยว, การเข้าปะทะ และความสามารถในการผ่านบอลของดริงก์วอเตอร์ ช่วยให้เขาผนึกกำลังกับเอ็นโกโล่ ก็องเต้ สร้างพื้นที่แดนกลางอันแข็งแกร่งขึ้นมาได้

หลังจากต้องดิ้นรนแย่งตำแหน่งในทีมที่กำลังต่อสู้หนีตกชั้นเมื่อซีซันก่อน ดริงก์วอเตอร์ก็กลายเป็นสมาชิกคนสำคัญในทีมของเคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่พาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
 
เด็ดเดี่ยว, การเข้าปะทะ และความสามารถในการผ่านบอลของอดีตเด็กปั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรายนี้ ช่วยให้เขาผนึกกำลังกับเอ็นโกโล่ ก็องเต้ สร้างพื้นที่แดนกลางอันแข็งแกร่งขึ้นมาได้

Ranieri with Danny Drinkwater and N'golo Kante

ดริงก์วอเตอร์เกิดใหม่ในซีซั่นนี้ และผนึกกำลังกับก็องเต้ได้อย่างน่ากลัว

เป็นดั่งพินัยกรรมที่ไม่ใช่แค่ว่าดริงก์วอเตอร์พัฒนาตัวเองขึ้นมากเท่านั้น แต่เป็นการทดแทนตำแหน่งของเอสเตบัน กัมบิอัสโซได้แบบไร้รอยต่อ โกคาน อินแลร์ แทบไม่ได้ลงสนามให้กับทีมจิ้งจอกเลย และแน่นอนว่าด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม ทำให้เขาได้รับการตบรางวัลด้วยตำแหน่งในรายชื่อเบื้องต้น 26 คน ของทีมชาติอังกฤษยุครอย ฮอดจ์สัน ที่จะไปลุยศึกยูโร 2016
 

สถิติของลาเมล่าซีซั่นนี้

  • 2013/14 - 1 ประตู, 0 แอสซิสต์
  • 2014/15 - 2 ประตู, 7 แอสซิสต์
  • 2015/16 - 5 ประตู, 9 แอสซิสต์

7. เอริค ลาเมล่า

แข้งชาวอาร์เจนไตน์ไม่มีช่วงเวลาที่ดีเลยกับสเปอร์สในช่วงสองปีแรก นับตั้งแต่เซ็นสัญญาเมื่อปี 2013 ที่ถูกคาดหวังว่าจะมาทดแทนการขายหายไปของแกเร็ธ เบล
 
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การคุมทีมของเมาริซิโอ ปอเช็ตติโน่ ก็ค้นหาฟอร์มเก่งสมัยเตะตาหลายทีมในยุโรปจนเจอ แสดงให้เห็นพรสวรรค์แบบเต็มสูบ จนกลายเป็นคนที่สเปอร์สจะดร็อปไว้ข้างสนามไม่ได้
 
แม้ซีซั่นของพวกเขาจะจบลงอย่างน่าผิดหวัง แต่อนาคตยังคงสดใส โดยเฉพาะสำหรับแข้งโรม่ารายนี้ ด้วย 5 ประตู และ 9 แอสซิสต์ในปีนี้ เขามีแต่จะพัฒนายิ่งขึ้นไปอีกในซีซั่นหน้า

8. เจมี่ วาร์ดี้ (เลสเตอร์)

วาร์ดี้นั้นกะปรี้กะเปร่าและเต็มไปด้วยความเร็วเสมอ แต่ในซีซั่นนี้เขาพาตัวเองก้าวไปอีกระดับหนึ่งในด้านการทำประตู
 
แข้งวัย 29 ปี เป็นกำลังสำคัญของเลสเตอร์ตลอดทั้งซีซั่นที่คว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ทำลายสถิติของรุด ฟาน นิสเตลรอย โดยการยิงต่อเนื่อง 11 นัดติดต่อกันในลีก สิริรวมแล้วซัดไปกว่า 24 ประตูจาก 35 นัดที่ลงสนาม มากกว่าปีก่อนถึง 19 ลูกเลยทีเดียว

นักเตะเก่งตอนแก่ตัวจริงอย่างวาร์ดี้ อาจหวังว่าผลงานอันสุดยอดของสโมสรของเขาจะระบือไกลไปทั่วโลก

9. นาโช่ มอนเรอัล (อาร์เซนอล)

ครั้งหนึ่งแบ็คซ้ายสำรองอดทนของอาร์เซนอลรายนี้เคยตกเป็นข่าวจะย้ายกลับสเปน ทว่าปีนี้มอนเรอัลกลับกลายเป็นหัวใจสำคัญในทีมของอาร์เซน เวนเกอร์

Monreal dribbles with the ball

มอนเรอัล กลายเป็นตัวจริงขาประจำของอาร์เซนอลในซีซั่นนี้

อดีตแข้งมาลาก้าเริ่มต้นชีวิตในแถบลอนดอนเหนือได้อย่างสั่นคลอน แต่ก็ค่อยกลายเป็นนักเตะที่คงเส้นคงวาที่สุดในพรีเมียร์ลีกอย่างช้าๆ ฟอร์มของเราทำให้คีแรน กิ๊บบ์ส ต้องนั่งจับเจ่าที่ซุ้มผู้เล่นสำรอง โดยเพื่อนร่วมทีมชาวสเปนของเขาออกสตาร์ทตัวจริงกว่า 36 จาก 38 นัดในลีกซีซั่นนี้ให้กับปืนใหญ่

10. เวส มอร์แกน (เลสเตอร์)

มอร์แกนเคยเป็นส่วนหนึ่งของทีมเลสเตอร์ที่เสียถึง 55 ประตู เมื่อซีซั่นก่อน ดั้งนั้นสำหรับจากกองหลังคนหนึ่งสู่กัปตันที่เกือบพาทีมตกชั้นไปยังแชมป์พรีเมียร์ลีกในซีซั่นต่อมาคือการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด
 
 
เลสเตอร์เสียประตูแค่ 36 ครั้งในซีซั่นนี้ และจอมสู้ฟัดอย่างมอร์แกนคือส่วนสำคัญอย่างยิ่งในความสำเร็จของทีมจิ้งจอก เขาลงเล่นทุกนาทีในลีกปีนี้ เป็นเพียงนักเตะที่คว้าแชมป์รายที่ 3 เท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้ และแสดงออกให้เห็นมากกว่าสภาพร่างกายอันแข็งแกร่ง ด้วยความฉลาดในการอ่านเกมเคียงข้างกับโรเบิร์ต ฮูธ นอกจากนี้เขายังบล็อคลูกยิงไปกว่า 41 ครั้ง มีเพียงสองคนเท่านั้นในพรีเมียร์ลีกที่ทำได้มากกว่าเขา
 
แข้งวัย 32 ปีรายนี้ โชว์ฟอร์มตอกหน้าพวกขี้สงสัยเสียหงายเงิบ ซึ่งมีไม่น้อยเลยหลังจากที่เลสเตอร์แพ้ให้อาร์เซนอล 2-1 ในช่วงท้ายเกม เมื่อพวกเขาเก็บคลีนชีทได้ 7 ครั้ง จาก 9 นัดถัดมา กรุยทางสู่ถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดของแดนผู้ดี