เอื้อประโยชน์เกินไปหรือเปล่า? : วัตถุประสงค์ที่เปลี่ยนไปของกฎ “อเวย์โกล”

สำหรับกฎการยิงประตูทีมเยือน หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ อเวย์โกลนั้น ถูกนำมาใช้มากกว่า 50 ปีมาแล้ว เพื่อที่จะกระตุ้นให้ทีมเยือนเปิดเกมรุกใส่เจ้าบ้านมากขึ้น ทว่าอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า มันได้กลายเป็นกฎที่ทำให้เจ้าบ้านเน้นเกมรับมากขึ้นแทนเสียอย่างนั้น ดังเช่นในเกมระหว่างแมนฯ ซิตี้ และ โมนาโก ที่ผ่านมา… ติดตามบทวิเคราะห์ของเราได้ที่ีนี่ 

โฆอัน มาเรีย โปอู นักพากย์ของสถานีวิทยุ RAC1 ในสเปนคงจะบรรยายความรู้สึกของตัวเองไม่ถูกในจังหวะที่ อันเดรียส อิเนียสต้า กองกลางตัวเทพของบาร์เซโลนาส่งบอลผ่านเส้นประตูเข้าไปซุกอยู่ก้นตาข่ายของเชลซีในเกมรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2009 นัดที่สอง ซึ่งปีนั้นคือปีที่ทัพอาซูลกราน่าสามารถครองความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในเวลาต่อมา

หลังจากที่เกมจบลงด้วยผลเสมอในนัดแรกที่คัมนู เกมนัดที่สอง ลูกทีมของกุส ฮิดดิ้งก์ ก็เป็นฝ่ายออกนำไปก่อนจากประตูของ มิคาเอล เอสเซียง ทว่าในนาทีสุดท้ายของเกม ช่วงที่ทัพสิงห์บลูดูจะเป็นผู้ชนะ อิเนียสต้า ก็มาทำประตูตีเสมอให้กับทีม ซึ่งนอกจากจะเซฟไม่ให้ทีมต้องเจอกับความพ่ายแพ้แล้ว มันยังเป็นประตูที่ส่งเชลซีตกรอบฟุตบอลยุโรปทันทีด้วยกฎ “อเวย์โกล”

ประตูดังกล่าวของบาร์เซโลนาทำให้นักพากย์รายนี้ทำได้เพียงตะโกนดังลั่นออกมาว่า “ไกเซอร์สเลาเทิร์น” ซ้ำๆ ซึ่งเจ้าตัวคงจะหมายถึงศึกชิงแชมป์ยุโรปปี 1992 ที่บาร์เซโลนาสามารถยิงประตูตีไข่แตกในนาทีสุดท้ายที่พบกับทีมจากเยอรมนีรายนี้ และแน่นอนว่าประตูนั้นส่งพวกเขาผ่านเข้ารอบด้วยกฎอเวย์โกลล์ และคว้าแชมป์ในปีนั้นได้สำเร็จ เรียกได้ว่า ประตูของอิเนียสต้าคงทำให้เขานึกถึงเกมกับทีมดังเมืองเบียร์ทันที

แน่นอนว่าทัพสิงห์บลูไม่พอใจกับเกมการแข่งขันนัดดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขามีจังหวะที่ควรได้จุดโทษถึง 4 ครั้ง ทว่าก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด และยังต้องมาแพ้ด้วยกฎอเวย์ โกล มันทำให้นักเตะของทีมผู้ดีแห่งนี้หัวเสียเป็นอย่างมากจน มิเชล บัลลัค กองกลางชาวเยอรมันของทีมถึงกับไปตบะแตกตะคอกใส่หน้าของกรรมการในวันนั้น ขณะที่ ดิดิเยร์ ดร้อกบา เองก็ ไปพ่นคำหยาบต่อหน้ากล้อง “อัปยศชิบ***”

ประตูของอิเนียสต้าส่งเชลซีตกรอบ

ความจริงแล้วทีมที่มีผลได้ผลเสียจากกฎข้อนี้ไมได้มีแค่พวกเขาเท่านั้น แต่ในปีต่อมา บาเยิร์น มิวนิคของหลุยส์ ฟาน กัล เองก็ได้กฎข้อนี้ช่วยไว้เช่นกัน โดยในรอบ 16 ทืีมสุดท้าย และรอบก่อนรองชนะเลิศ พวกเขาก็ผ่านคู่แข่งมาได้ด้วยกฎนี้ทั้งนั้น “มันยากที่จะยอมรับเรื่องแบบนี้” เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือชาวสก็อตต์ของแมนฯ ยูให้สัมภาษณ์หลังเกมที่ลูกทีมของเขาต้องตกรอบเพราะกฎการยิงประตูทีมเยือน ขณะที่ในปี 2013 ที่ทัพเสือใต้คว้าแชมปยุโรป พวกเขาก็ผ่านอาร์เซนอลมาได้ด้วยกฎนี้ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ทำให้กฎอเวย์โกลเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น ว่าจริงๆ แล้วมันช่วยทีมเยือนมากเกินไปหรือไม่ จนทำให้นำไปสู่การหารือเรื่องถอดกฎข้อนี้ออกในการประชุมของยูฟ่าเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

“น้ำหนักของประตูทีมเยือนมันมากเกินไป” อาร์แซน เวนเกอร์ กล่าวเอาไว้ ขณะที่ เฟอร์กูสัน ซึ่งเป็นประธานการประชุม ในฐานะทูตของคณะหัวหน้าผู้ฝึกสอนของยูฟ่า บอกว่า มีบางคนที่ คิดว่า “มันไม่ได้สำคัญเท่าเมื่อก่อนอีกแล้ว ความสำคัญของเกมรุกทุกวันนี้ มันแปลว่า ทีมเยือนมักจะชนะมากกว่า”

นับตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มีเกมศึกชิงแชมป์จ้าวยุโรปทั้งหมด 26 นัดที่มีการแพ้ชนะกันด้วยกฎข้อนี้ แถมเท่าที่ผ่านมา สติถิบ่งบอกว่า ทีมๆ หนึ่งสามารถเอาชนะคู่แข่งด้วยกฎอเวย์โกลในเลกที่ 2 มีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงก่อนที่จะมีกฎดังกล่าวนี้ สถิติการทำประตูนั้นพอๆ กันในเกมนัดแรกและนัดที่สอง ทว่าหลังจากที่กฎอเวย์โกลถูกนำมาใช้ จำนวนประตูที่ยิงได้ในเลกที่ 2 ก็สูงขึ้นทันที

ผู้ชนะจากกฎอเวยืโกล

  • พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น, 1987/88 - เอาชนะ บอร์กโดซ์ และเรอัล มาดริดได้ในรอบก่อนรองและรองชนะเลิศ
  • เอซี มิลาน, 1989/90 - สเตฟาโน่ บอร์โกโนโว่ ยิงประตูตีไข่แตกให้ทัพปีศาจแดงดำเอาชนะบาเยิร์น มิวนิคด้วยกฎอเวย์โกลในรอบรองชนะเลิศปีนั้น
  • บาร์เซโลนา, 1991/92 - โฆเซ่ มารี บาเกร่ ยิงประตูดับฝันไกเซอร์สเลาเทิร์นในนาทีสุดท้าย ส่งตัวเองเข้ารอบก่อนไปคว้าแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรก

นอกจากนั้น จำนวนทีมที่สามารถเอาชนะได้ในการไปเยือนนั้นยังสูงขึ้นมากกว่าหนึ่งเท่าจากยุค 60 “ไม่แน่ว่ากองหลังอาจจะได้ค่าเหนื่อยน้อยลง” ราฟาเอล เบนิเตซ กล่าว “ผลงานการเป็นทีมเยือนของแต่ละทีมไม่ได้ย่ำแย่เหมือนแต่ก่อนแล้ว”

ดังนั้นคำถามคือ มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ควรยกเลิกกฎข้อนี้ได้แล้ว?

ช่วยทีมเยือน

ในยุคที่ฟุตบอลกำลังมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดนี้ มันค่อนข้างแปลกที่เราต่างยังยึดติดอยู่กับกฎที่ถูกตั้งขึ้นมาเมื่อนานมากๆ แล้ว โดยก่อนปี 1965 ทุกๆ ครั้งที่ผลจบลงด้วยการเสมอกัน สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินผู้ผ่านเข้ารอบก็คือ การเตะเพลย์ออฟที่สนามกลาง ซึ่งถ้าหากยังเสมออีก ก็จะมีการต่อเวลาพิเศษ และโยนเหรียญหาผู้ชนะ (แน่นอนว่าการโยนเหรียญเป็นวิธีที่โหดร้ายมากๆ หลังจากฟาดฟันกันมาอย่างหนังหน่วงถึง 300 นาที)

อย่างไรก็ดี สุดท้าย ความเปลี่ยนแปลงก็มาเยือน เมื่อ ฤดูกาล 1964/65 ลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศด้วยการเอาชนะ เอฟซี โคโลญจน์ด้วยการโยนเหรียญ “กรรมการโยนเหรียญที่ด้านหนึ่งเป็นสีแดง และอีกด้านเป็นสีขาวเพื่อตัดสินหาผู้ชนะ” ประโยคหนึ่งจาก หนังสือ “ลิเวอร์พูล เอคโค่” ในตอนนั้น รอน ยีทส์ กัปตันทีมลิเวอร์พูลดวงดีทายหน้าเหรียญถูก ทำให้ทัพหงส์แดงเป็นฝ่ายผ่านเข้ารอบทันที ทว่าตัวยีทส์เองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการนัก “สิ่งที่ไม่ค่อยน่าพอใจคือ วิธีที่เรานำมาใช้ตัดสินผู้ชนะระหว่าง 2 ทีมชั้นยอดที่เล่นได้สูสีกันมากๆ”

หลังจากนั้น กฎอเวย์โกลก็ถูกนำมาใช้ โดยสโมสรฮอนเว็ดคือทีมแรกที่ผ่านเข้ารอบด้วยกฎนี้ โดยพวกเขาเสมอกับทีมจากเช็กด้วยสกอร์รวม 4-4 ทว่ายิงในเกมที่ไปเยือนได้มากกว่า ทำให้ผ่านเข้ารอบไป

เบนฟิก้า เป็นฝ่ายไปเยือนในเกมนัดชิงปี 1968

การเป็นทีมเยือนในเวทียุโรปนั้นหมายถึงเงินจำนวนมหาศาลสำหรับการเดินทางที่ค่อนข้างไกล ซึ่งนอกจากนั้น มันยังทำให้ทีมเยือนเป็นฝ่ายเสียเปรียบเป็นอย่างมาก แมนฯ ยู ทีมสัญชาติอังกฤษทีมแรกที่ได้แชมป์ยุโรปนั้น แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในฤดูกาล 1967/68 แต่ความจริงแล้ว พวกเขาไม่สามารถเอาชนะเกมที่เล่นเป็นทีมเยือนได้เลย ขณะที่ฤดูกาล 1970/71 เอฟเวอร์ตันได้กลายเป็นทีมแรกจากแดนผู้ดีที่ตกรอบด้วยกฎอเวย์โกลนี้ โดยตอนนั้น พวกเขาเปิดบ้านเสมอกับ พานาธิไนกอส จากกรีซไป 1-1 ในนัดแรกของรอบก่อนรองชนะเลิศ

หลังจากที่เสมอกันไปในถิ่นกูดิสัน พาร์ค ทำให้ในนัดที่ 2 พวกเขาต้องเปิดหน้าแลกเพื่อที่จะผ่านเข้ารอบให้ได้ ซึ่งต้องบอกเลยว่า สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ที่แดนเทพนิยายนั้น ไม่มีนักเตะคนไหนในทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงินที่เคยเจอมาก่อนเลย “มันเป็นฝันร้ายที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรป” ไมเคิล คาร์เตอร์ นักข่าวของลิเวอร์พูล เอคโค่ รายงาน

“ในช่วงท้ายเกมที่กูดิสัน พาร์ค นักเตะผู้มาเยือนเอาแต่เล่นนอกเกมแล้วบอกว่า ‘เตรียมตัวเจอกันที่เอเธ่นส์ได้เลย” โจ รอยล์ กล่าว “ตอนที่เราไปถึงที่นั่น พวกแฟนบอลมารอหน้าโรงแรม พวกเขาขับมอเตอร์ไซค์วนไปมาเพื่อไม่ให้เรานอนหลับได้”

เอฟเวอร์ตันคือทีมแรกที่เจอก่อกวนแบบนี้

“พวกเขาเอาแต่ถุยน้ำลายใส่เรา” โรเจอร์ เคนย่อน กล่าว “เท่าที่ผมรู้ แฟนบอลพานาธิไนกอสนั้นเป็นพวกสูบบุหรี่จัดมากจนทำให้เขามีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจและมันทำให้หายไม่สะดวก” ขณะที่ เดวิด เอ็กซัลล์ กุนซือของทีมในเวลานั้น ก็เผยว่า “เอเธนส์เป็นเหมือนฝันร้ายของเรา”

สนามแย่, แฟนบอลเจ้าบ้าน, การเดินทางอันแสนยาวไกล สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การเป็นทีมเยือนนั้นเป็นงานยากสำหรับสโมสรต่างๆ

“มีก้อนอิฐปาทะลุกระจกด้านหน้าเข้ามา ด้านข้างก็มีอีกก้อนด้วย” เมาริซ มัลปาส กล่าวเอาไว้เมื่อตอนที่ ดันดี ยูไนเต็ด บุกไปแพ้โรมาถึงถิ่น 0-3 ในศึกฟุตบอลยุโรป รอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 “มันเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรง แต่ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตำรวจไปไหนหมด”