เวทีแจ้งเกิด : 10 ยอดแข้ง(และตำนาน)ผู้สร้างชื่อจาก ‘ยูโรรุ่นเล็ก’

ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี คือ เวทีของเหล่าดาวรุ่งที่พร้อมจะเป็นซูเปอร์สตาร์ในอนาคต และนี่คือ 10 แข้งแห่งที่สุดตลอดกาล...

รูดี้ โฟลเลอร์ (1982)

โฟลเลอร์ ช่วยให้ เยอรมัน ที่เข้าชิงฯรายการนี้เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ แม้สุดท้ายพวกเขาอาจแพ้ อังกฤษ ไปก็ตาม ทว่าชื่อของ “เจ้าเป็ดน้อย” จรัสแสงมากกว่านักเตะผู้ดีทุกคน โดยในทัวร์นาเมนต์นั้น โฟลเลอร์ ยิงไปคนเดียว 6 ประตูและเล่นได้เด่นทุกเกม

หลังจากนั้น อดีตตำนานเลือดอยช์ ติดทีมชาติทั้งหมด 90 เกม พร้อมทำไป 47 ประตู และช่วย "อินทรีเหล็ก" เข้าชิงฯ ฟุตบอลโลก 1986 กับ 1990 ได้(ได้ 1 แชมป์)  พร้อมกับยังเคยเป็นผู้จัดการทีมชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 อีกด้วย

เรียกว่า เป็นวีรบุรุษอีกคนของวงการลูกหนังเมืองเบียร์ไปตลอดกาลเลย

มาร์ค เฮทลี่ย์ (1984)

เป็นเวลาเกินกว่า 30 ปีที่ อังกฤษ ไม่เคยได้สัมผัสกับถ้วยแชมป์ฟุตบอลยุโรปรุ่นเล็ก ซึ่งปีสุดท้ายที่พวกเขาทำได้ก็เกิดจากทีมชุดที่มี เฮทลี่ย์ เป็นหัวใจสำคัญ

จุดเด่นของ อดีตดาวเตะพอร์ทสมัธ ก็คือ เท้าซ้าย, ลูกกลางอากาศ, ความเร็ว, การครองบอล และพร้อมเล่นได้ทุกตำแหน่งในเกมรุก โดยครั้งหนึ่ง เฮทลี่ย์ เคยมีโอกาสข้ามน้ำข้ามทะเลไปค้าแข้งกับยักษ์ใหญ่อย่าง เอซี มิลาน อีกด้วย

อย่างไรก็ตามในเวทีระดับชาตินั้น อดีตเด็กฝึกโคเวนทรี กลับไม่เปี้ยงปร้างเหมือนตอนเล่นเยาวชน โดย เฮทลี่ย์ ติดทีมชาติไป 32 เกม และ ซัดได้แค่ 9 ประตูเท่านั้น

โลร็องต์ บล็องก์ (1988)

ในปีดังกล่าว บล็องก์ ช่วยให้ ฝรั่งเศสรุ่นจิ๋ว คว้าแชมป์ยุโรปได้เป็นครั้งแรก โดยน่าเหลือเชื่อที่ก่อนหน้านั้น เขาเล่นเป็นกองกลางตัวรุกมาตลอด

ทว่า หลังจากลงเล่นในทัวร์นาเมนต์นั้น อดีตดาวเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ก็แสดงให้โลกเห็นว่า เขาเก่งกาจมากเพียงใด โดย บล็องก์ คว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน อีกด้วย

หลังจากนั้นอีกสิบปี อดีตกองหลังอินเตอร์ มิลาน ก็พาทีมคว้าแชมป์โลก และแชมป์ยุโรปในเวลาต่อมา พร้อมกับจารึกชื่อตัวเองเป็น ตำนาน “ตราไก่” ตลอดกาล และยังเคยก้าวขึ้นมาคุมทีมชาติชุดใหญ่ในปี 2010-2012 อีกด้วย

ดาวอร์ ซูเคอร์ (1990)

ซูเคอร์ ถูกจดจำในฐานะ ดาวซัลโวฟุตบอลโลก 1998 ทว่าจุดกำเนิดของเขาก็มาจากศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีเช่นกัน

โดยตอนนั้น อดีตตำนานโครแอต พา ยูโกสลาเวีย ได้แค่รองแชมป์ เพราะไปแพ้ สหภาพโซเวียต ในรอบชิงฯ แต่ด้วยผลงานตลอดทัวร์นาเมนต์ทำให้ ซูเคอร์ กวาดทั้งตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมกับดาวซัลโว

จากนั้น เขามีโอกาสย้ายไป เซบีญ่า, เรอัล มาดริด และ อาร์เซนอล ก่อนช่วยให้ โครเอเชีย คว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลก และซิวรองเท้าทองคำดังที่บอกไปในประโยคแรก

หลุยส์ ฟิโก้ (1994)

อดีตดาวเตะบัลลังดอร์ ติดทีมชาติชุดใหญ่ตั้งแต่ปี 1991แต่ทัวร์นาเมนต์สร้างชื่อของเขาจริงๆคือ ฟุตบอลยูโร ยู 21 ในปี 1994 โดยแม้ตัว ฟิโก้ จะไม่ได้ยิงสักประตู เช่นเดียวกับ โปรตุเกส ที่ได้เพียงรองแชมป์ ทว่า เขากลับถูกโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน

จากนั้น ก็อย่างที่เรารู้กัน ฟิโก้ ประสบความสำเร็จมากมายในระดับสโมสร ส่วนกับทีมชาตินั้น ฟิโก้ ครองสถิติติดทีมชาติ 127 นัด และเป็นกัปตันทีมชุดรองแชมป์ ยูโร 2004 อีกด้วย

ฟาบิโอ คันนาวาโร่ (1996)

หัวใจสำคัญที่ทำให้ อิตาลี คว้าแชมป์ด้วยการชนะเจ้าภาพอย่าง สเปน ในรอบชิงฯปีดังกล่าว โดยแม้ คันนาวาโร่ จะมีความสูงเพียง 5 ฟุต 9 นิ้ว ทว่าเขากลับได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในปราการหลังที่เก่งที่สุดตลอดกาลและยังเคยได้รางวัลบัลลังดอร์อีกด้วย

ซึ่งตลอดชีวิตค้าแข้งของ คันนาวาโร่  นั้น เคยได้เล่นให้กับทีมดังหลายทีม ทั้ง ปาร์ม่า, อินเตอร์ฯ, ยูเวนตุส และ เรอัล มาดริด ส่วนในนามทีมชาตินั้น เขาเป็นกัปตันทีมชุดแชมป์โลกเมื่อปี 2006 พร้อมกับทำสถิติทีมชาติถึง 136 นัด มากสุดเป็นอันดับ 2 ตลอดกาล

อันเดรีย ปีร์โล่ (2000)

ตอนนั้น เขาคือดาวรุ่งซึ่งแจ้งเกิดกับ อินเตอร์ มิลาน ไม่สำเร็จ แต่ต่อมาไปเป็น กองกลางคนสำคัญของ เอซี มิลาน และ ยูเวนตุส และคว้าแชมป์โลกร่วมกับ อิตาลี ในปี 2006

โดยในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว ปีร์โล่ เล่นในตำแหน่ง จอมทัพของทีม ก่อนจะก้าวไกลไปจนถึงตำแหน่งดาวซัลโวและนักเตะยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน

และยังคงได้รับการยอมรับจากแฟนลูกหนังทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

ปีเตอร์ เช็ก (2002)

คีย์แมนที่ช่วยให้ประเทศบ้านเกิดคว้าแชมป์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในนัดชิงชนะเลิศที่ เช็ก เซฟจุดโทษได้ถึง 2 หนได้สำเร็จ

หลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่เรารู้กัน เมื่อ นายด่านร่างโย่ง ย้ายมาอยู่กับ เชลซี ก่อนสร้างตำนานที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ และเพิ่งย้ายมาอยู่กับ อาร์เซนอล เมื่อปีที่แล้ว

เมซุต โอซิล (2009)

ดาวเตะจากอาร์เซนอล โชว์ฟอร์มโดดเด่นจนช่วยให้ “อินทรีเหล็ก” พิชิต อังกฤษ 4-0 ในรอบชิงชนะเลิศที่ สวีเดน เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว

โดยหลังจากนั้น โอซิล มีโอกาสย้ายไปอยู่กับทีมดังอย่าง เรอัล มาดริด ก่อนอพยพมาอยู่กับ “ปืนใหญ่” ในตอนนี้ 

อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในขุนพลชุดแชมป์โลกครั้งล่าสุด เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทีมชุดแชมป์ยุโรปรุ่นจิ๋ว ไม่ว่าจะเป็น มานูเอล นอยเออร์, มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ , เบเนดิคท์ โฮเวเดส, เยโรม บัวเต็ง และ ซามี่ เคดิร่า

ขณะเดียวกัน กลับกัน “สิงโตคำราม” แทบไม่หลงเหลือผู้เล่นจากชุดดังกล่าวในทีมชุดใหญ่แม้แต่คนเดียว

ฆวน มาต้า (2011)

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ สเปน กำลังครองโลกในทีมทุกชุด โดย ชุดยู 19 นั้น เป็นแชมป์ยุโรปปี 2011 และ 2012 ส่วนชุดยู 21 นั้น ก็ครองแชมป์สองสมัยติดต่อกันในปี 2011 และ 2013

ขณะที่ทีมชุดใหญ่ยุโรป ก็เป็น แชมป์ยุโรปและแชมป์โลก ระหว่างปี 2008 ถึง 2012 ซึ่ง มาต้า มีส่วนร่วมทั้งหมด 3 ชุดนั่นคือ แชมป์โลก 2010, แชมป์ยุโรปรุ่นจิ๋ว 2011 และ แชมป์ยูโร 2012

ปัจจุบัน จอมทัพหน้าหล่อ ยังคงติดทีมชาติสเปนและมีความสุขดีกับชีวิตใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อยู่ทุกวัน…

Follow the U21 Euros with FourFourTwo