EXCLUSIVE อดีตผอ.เทคนิคอินโดฯ: 'ถ้าไม่พัฒนาบอลเยาวชน ก็จะตามหลังไทยอยู่อย่างนี้'

“ถ้าอินโดนีเซียไม่จัดตั้งลีกเยาวชน มันก็ไม่มีวันพัฒนา และจะเป็นอยู่อย่างนี้”

 นี่คือคำขาดของ ปีเตอร์ เฮาสตรา อดีตผู้อำนวยการเทคนิคของอินโดนีเซีย ที่ขอร้องให้สมาคมฟุตบอลอินโดนีเซีย (พีเอสเอสไอ) สานต่อโครงการที่เจ้าตัวได้วางรากฐานไว้ ก่อนที่ลูกหนังแดนอิเหนาจะถูกฟีฟ่าแบนไปเกือบ 12 เดือน

หลังจากโดนฟีฟ่าแบนโครงการทั้งหมดที่เราเริ่มทำก็หยุดชะงัก ถือเป็นการก้าวถอยหลังครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้

โดยเฮาสตราที่เคยเล่นให้กับเอฟเซ ทเวนเต้,​ เรนเจอร์ส และซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า ในการค้าแข้ง 17 ปีของเขา ได้รับการแต่งตั้งจากพีเอสเอสไอให้เป็นผู้อำนวยการเทคนิคเมื่อเดือนธันวาคม 2014 และได้ทำการก่อตั้งโครงการสำคัญๆเพื่อมุ่งหวังที่จะพัฒนาเยาวชนในประเทศ

"พูดตามตรงนะตอนที่ผมเริ่มมันค่อนข้างดูดีเลยทีเดียว มันดูเหมือนว่าพวกเขาได้เริ่มต้นใหม่" อดีตผู้บริหารวัย 49 ปีที่ตอนนี้เป็นโค้ชให้กับอิวากิ เอฟซี ทีมที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ในลีกท้องถิ่นของจังหวัดฟุกุชิมะได้บอกกับโฟร์โฟร์ทู

"พวกเขาค่อนข้างมีแผนการณ์ที่ทะเยอทะยานตลอด 4 หรือ 5 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังดึงคนต่างชาติเข้ามาวางโครงการสร้างในการพัฒนาฟุตบอลด้วย"

"เรามีความคิดที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรและจะพัฒนาอะไร แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในเดือนเมษายน (2015) จากการเลือกตั้งประธานสมาคมฯคนใหม่"

และจากการเลือกครั้งนั้นเองที่ทำให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง จนเป็นเหตุให้ฟีฟ่าต้องแบนพีเอสเอสไอ

เฮาสตราเป็นห่วงฟุตบอลอินโดนีเซียอย่างมาก

ซึ่งการแบนดังกล่าวกินระยะเวลาเกือบ 12 เดือน และทำให้โครงการหลายอย่างที่เฮาสตราและทีมงานของเขาได้เริ่มทำต้องยุติลงไป เช่นเดียวกับเวลาของเฮาสตรากับพีเอสเอสไอด้วย

พวกเขาต้องการคนลูกหนังที่เข้ามาบริหารและวางโครงการเพื่อให้ดำเนินตาม

- Robbie Gaspar

"หลังจากนั้นโครงการทั้งหมดที่เราเริ่มทำก็หยุดชะงัก" เขาอธิบาย

"นั่นถือเป็นการก้าวถอยหลังครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะเราได้มีโครงการสำหรับทีมชาติอินโดนีเซียชุดยู-16 และยู-19 ที่ได้เริ่มไปแล้ว 9 เดือนโดยทำงานร่วมกันที่ศูนย์ฝึกเยาวชน"

"มันเป็นโครงการที่ดีมาก พวกเขาเล่นกันได้ดี โดยทีมชุดยู-16 เอาชนะญี่ปุ่นได้ด้วยดังนั้นมันจึงดูมีอนาคต แต่เพราะโทษแบนทำให้พวกเขาไม่ได้ลงเล่นในเกมระดับชาติอีกเลย"

"ทุกอย่างหยุดชะงักและไม่มีรายได้เข้ามา มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะหาเงินมาจ่ายทุกคน ทำให้พวกเขาได้ถอนตัวอย่างรวดเร็ว"

ในประเทศที่บ้าฟุตบอลเข้าเส้น ทำให้อุปสรรคใหญ่ของเฮาสตราคือการโน้มน้าวให้คนมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาเยาวชน โดยกล่าวว่าพวกเขาสนใจแต่ทีมชุดใหญ่เท่านั้น

"มันเป็นเรื่องยากที่จะชักชวนให้คนคิดได้ว่าการจะสร้างบ้านได้นั้น คุณต้องเริ่มจากรากฐานก่อน" เขากล่าว "เพราะถ้าคุณเริ่มจากหลังคา เวลาฝนตกมันก็ยังเปียกอยู่ดี"

"คุณจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้และในอินโดนีเซียพวกเขามักจะคิดถึงทีมชุดใหญ่ พูดถึงลีกอาชีพ, พูดถึงทีมชาติก่อนเสมอ ซึ่งในระยะยาวแล้วไม่ใช่เรื่องดีเลย"

กาสปาร์ค้าแข้งในลีกอิเหนาอยู่ 7 ปี

และความเห็นดังกล่าวก็ได้เห็นพ้องกับความคิดของ ร็อบบี้ กาสปาร์ อดีตนักเตะชาวออสเตรเลียนที่ค้าแข้งในแดนอิเหนามา 7 ปี และยังมีคอนเนคชั่นที่แข็งแกร่งนับตั้งแต่แขวนสตั๊ดเมื่อ 3 ปีก่อน

"มันต้องยกเครื่องใหม่หมด" เขาพูดถึงระบบฟุตบอลในประเทศนี้ "พวกเขาต้องการคนลูกหนังที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาทำหน้าที่และวางระบบให้ดำเนินตาม"

"ตอนที่ผมเล่นที่นั่น พวกเขาได้วางโครงการทุกอย่างไว้แล้ว แต่พอมันยังไม่เห็นผลสัก 6 เดือนพวกเขาก็ล้มเลิก บางอย่างต้องใช้เวลา มันไม่ได้เกิดขึ้นได้แค่ข้ามคืน"

ซึ่งกาสปาร์กล่าวว่าฟุตบอลในอินโดนีเซียต้องการอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาบริหาร

"พวกเขาต้องการคนที่มีความคลั่งไคล้เกมลูกหนังเข้ามาแล้วบอกว่า 'โอเค เราจะทำอย่างนี้ๆๆ' แล้วทุกคนก็ทำไปร่วมกัน" อดีตกองกลางของเปอร์ซิบ บันดุงกล่าวกับโฟร์โฟร์ทู

"ผมหวังว่า เอริค โธฮีร์ จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วยนะ"

อย่างไรก็ตามกาสปาร์ก็ยังมองว่าเปอร์ซิบ บันดุง ทีมเก่าของเขา น่าจะเป็นความหวังให้กับวงการฟุตบอลแดนอิเหนาได้