Exclusive เดเล อัลลี : “ผมอยากได้ถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก”

เจ้าของรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอรายนี้ไม่ได้เพียงแต่ทำผลงานได้ตามเป้า แต่เขาทำได้เกินความคาดหมายด้วยซ้ำไป ในระยะเวลาไม่ถึง 12 เดือน เจ้าหนูรายนี้พัฒนาตัวเองจากที่ค้าแข้งอยู่ในลีก วัน ขึ้นมาอยู่ในทีมชุดลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และยูโร 2016 แต่ทว่าเขากลับบอกกับ เจมส์ มอว์ คอลัมนิสต์ของโฟร์โฟร์ทูว่าเขาจะไม่หยุดเพียงแค่นั้น…

“ตอนแรกผมเองก็ไม่รู้ว่ามันยอดเยี่ยมขนาดไหน จนกระทั่งเพื่อนร่วมทีมของผมต่างพูดถึงมันตอนเราอยู่ในห้องแต่งตัว ผมจึงรู้ว่ามันยอดมากๆ “ เดเล อัลลี ที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวหรูกล่าวกับโฟร์โฟร์ทู โดยความตื่นเต้นในระหว่างที่ถามไม่ได้มาจากตอนใหม่ของซีรี่ย์ชุด True Crime บน NetFlix แต่อย่างใด แต่เขากำลังตื่นเต้นกับประตูที่เขาทำได้ โดยเฉพาะประตูที่เขายิงใส่คริสตัล พาเลซ

“แน่นอนว่ามันเป็นประตูที่ยอดเยี่ยม ผมภูมิใจมากๆ ที่ผมยิงได้ แต่ผมประหลาดใจกับกระแสตอบรับนะ” อัลลีกล่าวพร้อมกับยักไหล่

ด้วยการที่สเปอร์สกำลังเสมออยู่ 1-1 ในตอนนั้น คริสเตียน อีริคเซน กองกลางของสเปอร์สโหม่งชงมาให้อัลลี แล้วเจ้าหนูรายนี้ก็ใช้ความสามารถเฉพาะตัวแต่งบอลจังหวะหนึ่งก่อนจะกระดกบอลข้ามหัว ไมล์ เยดินัค ผู้เล่นคริสตัล พาเลซ และจัดการวอลเลย์ด้วยขวาส่งบอลเสียบโคนเสาเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

“ในตอนซ้อม ผมกับเพื่อนเคยพยายามใช้หัวเข่ากระดกบอลข้ามหัวแล้ววอลเลย์ให้เข้าประตูไป” ดาวรุ่งชาวอังกฤษกล่าว

“คุณอาจจะมีวิธีการจบสกอร์แบบใดก็ได้ แต่เมื่อคุณอยู่ในสนามจริงๆ คุณจะทำมันออกมาเองโดยธรรมชาติ”

แฟนบอลบางคนถึงขั้นยกให้ประตูนี้เป็นประตูที่สวยที่เกิดขึ้นในสนามเซลเฮิร์สต์ ปาร์คนับตั้งแต่ที่มีดาวรุ่งมหัศจรรย์อีกรายหนึ่งทำประตูในสนามแห่งนั้นเลยทีเดียว โดยในเดือนสิงหาคม 1996 ก่อนหน้าที่ เดเล อัลลี จะเกิด 4 เดือน เดวิด เบ็คแฮม ทำประตูมหัศจรรย์ด้วยการยิงไกลครึ่งสนามใส่วิมเบิลดัน จนทำให้ดาวรุ่งวัย 21 ปีจากย่านเลย์ตันสโตนในตอนนั้นกลายมาเป็นที่รู้จักของคนในชาติทันที เช่นเดียวกับ ประตูของอัลลีถูกเผยแพร่และส่งต่อกันมากมายในโซเชี่ยล เน็ตเวิร์คจนทำให้เขาเป็นที่โด่งดังในโลกอินเตอร์เน็ตเพียงชั่วข้ามคืน

เมื่อถามอัลลีว่าเขาคิดว่าประตูที่ยอดเยี่ยมของเขานั้นดีกว่าลูกยิงของเบ็คแฮมหรือไม่ ดาวรุ่งจากสเปอร์สตอบทันทีว่า “ไม่” พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ

และเพื่อเป็นการย้ำเตือนแฟนบอลรุ่นใหญ่ ในตอนนี้สตาร์หน้าหล่ออย่าง เดวิด แบ็คแฮม ไม่ได้เป็นไอดอลของแข้งรุ่นใหม่ในอังกฤษแล้ว เพราะตอนที่แบ็คแฮมย้ายไปสเปน อัลลีเพิ่งจะอายุได้ 7 ขวบเท่านั้น และตอนย้ายไปอเมริกาเขาก็เพิ่งอายุ 11 ปีเอง

“ผมยกให้ สตีเว่น เจอร์ราร์ด กับ โรนัลดินโญ่ นะ เด็กๆ ในวัยผมหลายๆ คนชอบ โรนัลดินโญ่ มากๆ เนื่องจากพรสวรรค์ของเขา คุณจะเห็นได้ทันทีว่าเขาชอบเตะฟุตบอลขนาดไหน ครั้งหนึ่งผมเห็นเขาทำประตูได้โดยการจักรยานอากาศ หลังจากนั้นผมก็ลองเลียนแบบและทำให้ได้แบบเขามาตลอด แต่ผมก็ไม่ได้เคยทำได้นะ” อัลลีอธิบายถึงไอดอลของเขาในวัยเด็ก

“ผมนับถือเจอร์ราร์ดมากๆ เลยล่ะ ผมมักจะเลียนแบบเขาเสมอนับตั้งแต่รองเท้าที่เขาใส่เลย เขาเป็นคนที่มีทัศนคติในสนามที่โดดเด่นมากๆ มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คุณจะรับรู้ถึงความเกลียดความพ่ายแพ้ของเขา”

“ประตูแรกที่ผมจำได้คือประตูของเขาที่ยิงใส่เวสต์แฮมในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ ปี 2006 มันเป็นการจบสกอร์ที่สวยงามในแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมเลยล่ะ”

“ผมเคยถ่ายรูปร่วมกับเขาในตอนที่ผมยังเป็นเด็ก แต่ผมไม่เคยพูดคุยกับเขานะ ผมว่าเขาเป็นนักฟุตบอลคนเดียวที่ทำให้ผมคลั่งไคล้ได้ขนาดนี้”

น้ำใจนักกีฬาของโรนัลดินโญ่และความขยันซ้อมของเขา เมื่อนำมารวมกับการไม่ยอมแพ้ของเจอร์ราร์ด มันคือคุณสมบัติที่ดีของนักฟุตบอลคนหนึ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นดาวรุ่งที่ร้อนแรงที่สุดในโลกตอนนี้ก็ว่าได้

ผมยังเป็นดาวรุ่ง ผมเลยมักจะถูกรับน้องด้วยการเข้าหนักเสมอ แต่ผมก็ไม่สนใจหรอก”

โฟร์โฟร์ทูมีโอกาสได้พบกับผู้เล่นเบอร์ 20 ของสเปอร์สรายนี้หลังจากเกมที่ชนะนอริช ซิตี้ 3-0 ไม่ถึง 24 ชั่วโมง แม้ว่าเขาจะมีโอกาสได้อยู่ในสนามเพียง 45 นาทีเท่านั้น ทว่าเขาก็เป็นกำลังสำคัญให้กับทีม “ไก่เดือยทอง” ในการคว้าโควต้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า โดยเจ้าตัวเป็นผู้ยิงประตูออกนำตั้งแต่นาทีที่ 2 ให้กับทีมในวันนั้นโดยเป็นการซ้ำลูกยิงของอีริคเซ่นที่ผู้รักษาประตูจองคู่แข่งปัดมาเข้าทาง

ฟอร์มของอัลลีเรียกได้ว่าพัฒนาแบบก้าวกระโดดเพราะเมื่อ 10 เดือนก่อน เจ้าตัวยังลงเล่นให้กับเอ็มเค ดอนส์ที่พบกับพอร์ทเวล, ฟลีทวู๊ด และรอชเดลเพื่อช่วยให้ต้นสังกัดเลื่อนชั่นขึ้นมาจากลีกวัน อยู่เลย (ซึ่งก็ทำสำเร็จ)

จากในตอนแรกที่เขาเป็นแข้งโนเนมคนหนึ่งของย่านมิลตัน คีย์นส์ ในแบร็ดเวล ฟุตบอลก็ได้กลายมาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของอัลลีเลยก็ว่าได้

“ความทรงจำแรกของผมเกี่ยวกับฟุตบอลคือผมเล่นฟุตบอลอยู่กับเพื่อนๆ นอกบ้านของผมที่มิลตัน คีย์นส์ พวกเขามักจะให้ผมเป็นโกล แล้วก็ชอบยิงอัดใส่ผมประจำ เพราะในช่วงแรกๆ นั่น ผมเริ่มจากการเป็นผู้รักษาประตูก่อน แต่เด็กๆ ใครก็อยากเป็นกองหน้าใช่มั้ยล่ะ เพราะงั้นตอนหลังผมก็เลยขึ้นมาเล่นเป็นกองหน้าซะมากกว่า” อัลลีกล่าวด้วยความคิดถึง

“ผมมักจะตื่นแต่เช้าในวันอาทิตย์เพื่อให้ทันดูรายการ “Match of the Day” ส่วนแมตช์สดๆ ที่ได้ไปดูก็คือเกมของวิมเบิลดันกับทีมสำรองของเชลซีที่สนามฮอคกี้ในบ้านเกิดผม แต่ผมจำอะไรไม่ค่อยได้เกี่ยวกับเกมวันนั้น”

อัลลีเข้าร่วมสโมสรเอ็มเค ดอนส์ ตั้งแต่อายุ 11 ปี และหลังจากนั้นอีกเพียง 3 ปี เจ้าตัวก็พัฒนาแบบก้าวกระโดด

 
Alli making his MK Dons debut in an FA Cup tie at Cambridge City
อัลลีประเดิมสนามให้กับเอ็มเค ดอนส์ในเกมเอฟเอ คัพ กับเคมบริดจ์ ซิตี้

“ครั้งแรกที่ผมจำเขาได้คือในเกมที่เราไปเยือนนอริช ซิตี้ ในฤดูกาลแรกที่เขาอยู่กับเราแบบเต็มๆ ในตอนนี้เรามีผู้เล่นดาวรุ่งที่ฝีเท้าดีและน่าตื่นเต้น แต่สิ่งที่ทำให้เราจดจำอัลลีได้คือยามที่เขาได้บอล เขามักจะพยายามทำอะไรใหม่ๆ เขามักจะลองเดาะบอลหรือลองเล่นท่าใหม่ๆ อยู่เสมอ สำหรับผมนั่นไม่ใช่การโชว์ออฟแต่มันคือการแสดงออกถึงตัวตนของเขา” ไมค์ โดฟ ผู้อำนวยการทีมเยาวชนของเอ็มเค ดอนส์ กล่าวกับโฟร์โฟร์ทู

ซึ่งการแสดงออกอย่างเสรีนั่นให้ประโยชน์กับอัลลีอย่างมาก เพราะมันทำให้เขามีสไตล์การเล่นที่เหมือนนักบอลที่เล่นสตรีทฟุตบอล และมักจะอยู่กับเพื่อนๆ นักเตะอเมริกาใต้ มากกว่าเก็บตัวเงียบๆ อยู่ในละแวกบ้านในเมืองมิลตัน คีย์นส์ แข้งรายนี้มีความกล้าหาญ ดุดันและชอบผจญภัย ซึ่งนั่นทำให้เขามักจะยอมเสี่ยงยามเล่นฟุตบอล และทำให้แฟนๆ ต้องลุ้นไปด้วยเสมอ

“เดเล อัลลี เริ่มซ้อมกับทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 15 เขามีความสามารถที่ส่งผลต่อเกมเสมอ ในทุกๆ ระดับที่เขาลงเล่น เขาจะเล่นแบบเดิมเสมอและสามารถสร้างผลกระทบได้เสมอเช่นกันนอกจากจะคาดเดายากแล้วในยามที่เขาเล่นกับบอล เขายังมีความพิเศษมากๆ เขามีความสามารถที่น่าทึ่งในการเคลื่อนที่ในสนาม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ค่อยพูดถึงเลย เขามีพลังมหาศาลเลยล่ะ” คาร์ล โรบินสัน ผู้จัดการทีมเอ็มเค ดอนส์ เปิดเผยกับโฟร์โฟร์ทู

แม้ว่าหุ่นนักกีฬาของอัลลีมีส่วนช่วยในการเล่นของเขา แต่ต้องยอมรับว่าพลังงานอันเหลือล้นของเขาช่วยให้เขาเล่นได้อย่างกระตือรือร้นในแต่ละเกม

“ผมพยายามจะสนุกกับทุกๆ ครั้งที่ผมลงเล่น การเติบโตขึ้นท่ามกลางการเล่นฟุตบอลบนถนนหรือสนาม การแตะบอลลอดขาคือสิ่งที่เด็กผู้ชายทุกคนพยายามจะทำ ซึ่งผมเองก็ชอบและไม่อยากจะเลิกทำสิ่งนั้นในการแข่งจริงๆ ผมอยากจะสนุกสนานกับวิธีการเล่นของผม ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่” เจ้าของรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีรายล่าสุดกล่าว

การแตะบอลลอดขากลายมาเป็น 1 ใน เครื่องหมายการค้าของอัลลี เพราะมีแอคเคาน์ในทวิตเตอร์รายหนึ่งที่นับจำนวนครั้งที่เขาแตะลอดขามาแล้ว ซึ่งปรากฎว่าภายใต้สีเสื้อของสเปอร์ส เจ้าตัวแตะลอดขาไปแล้วถึง 30 ครั้ง ซึ่งในบรรดาเหยื่อทั้งหมดแล้ว ซึ่งใครคือคนที่อัลลีชื่นชอบที่สุด?

“แน่นอน ต้องเป็นลูก้า โมดริช” เขายิ้มพร้อมกับพูดถึงตอนที่เขาแกล้งกองกลางของเรอัล มาดริดรายนี้ในเกมกระชับมิตรก่อนเปิดฤดูกาล “เมื่อเห็นใครที่มีความสามารถเฉพาะตัวดีๆหน่อย ผมก็อยากเอาชนะพวกเขา” 

การแตะลอดขาเพลย์เมคเกอร์ตัวเก่งหรือปีกตัวจี๊ดก็คือเรื่องหนึ่ง แต่คุณคิดว่าอัลลีเคยหลอกบรรดากองหลังพันธุ์ดุในอังกฤษหรือกองกลางจอมตัดเกมหรือไม่? แน่นอนว่ายังมีนักเตะบางคนที่ถ้าหากอัลลีไปเล่นด้วยแล้ว ดีไม่ดีเขาจะเป็นคนโดนหวดลงไปกองกับพื้นซะเอง

“มีนักเตะรุ่นพี่หลายๆ คนมาพูดกับผมเหมือนกัน เพราะผมอาจจะหัวเราะมากไปเวลาอยู่ในสนาม จริงๆ มันก็เพราะผมกำลังมีความสุขเท่านั้นเอง มันเป็นส่วนหนึ่งของเกมและผมรู้ว่าผมต้องโดนบ้าง ดังนั้นผมไม่กลัวการโดนผู้เล่นในสนามเตะเอาหรอก”

เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้รู้วิธีจะสนุกกับการเล่นฟุตบอลของเขา อย่างไรก็ตามเหรียญมี 2 ด้านเสมอ ทุกๆ ครั้งที่เขาโชว์ลูกเล่นหรือเล่นทริคในสนาม มันมักจะมีความดุเดือดหรือสายตาที่ไม่ค่อยพอใจตามมา แต่อัลลีก็ไม่เคยกลัว ในนัดประเดิมสนามของตัวเองกับนอริช ซิตี้ เขาเล่นงานรัสเซลล์ มาร์ตินตลอดทั้งเกม ซึ่งนั่นคือวิถีทางของเขาเอง สโมสรเอ็มเค ดอนส์ถึงขั้นต้องเอาระบบ “Sin-Bin” (การไล่ออกจากสนามแบบมีระยะเวลา) มาใช้ในการฝึกซ้อมเพื่อควบคุมไม่ให้กองกลางรายนี้กระตือรือร้นเกินไปจนกลายเป็นความเครียด แดน มิคคิช หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเยาวชนของเอ็มเค ดอนส์ที่ตอนนี้ทำงานอยู่กับสมาคมฟุตบอลอังกฤษได้คือคนที่เริ่มการฝึกแบบนี้ เพราะเขาคือผู้ที่รู้จักอัลลีดีที่สุด เขาคือผู้ที่ช่วยให้ดาวรุ่งโนเนมรายนี้ก้าวขึ้นมาดาวรุ่งแห่งปีของฟุตบอลอังกฤษ

“ผมมักจะอารมณ์เสียเสมอในเวลาที่อยู่ในสนาม ดังนั้นถ้าผมเข้าหนักเกินหรือโมโหเกินไป โค้ชจะบอกผมว่าคุณจะถูกใบแดงไล่ออกทันทีถ้านี่คือการแข่งขันจริงๆ พร้อมกับไล่ออกผมจากสนามซ้อม ซึ่งนั่นอาจจะช่วยให้ผมใจเย็นลงได้ แต่พอกลับมาในสนาม ผมก็จะยังมีอารมณ์อยู่” อัลลีกล่าวถึงวันเก่าๆ

“จริงๆ แล้วระบบ Sin-Bin ไม่ได้มีไว้สำหรับอัลลีคนเดียว แต่เขาเป็นที่มีเลือดนักสู้อยู่ในตัวสูง ทำให้เราจึงอยากพยายามช่วยเขาโดยการให้บรรทัดฐานกับเขา และลงโทษเขาบ้าง เขาจำเป็นต้องรู้ว่าแค่ไหนคือมากไป บางครั้งเขาก็ไปต่อไม่ถูกเมื่อเขาเล่นไม่ได้อย่างที่ต้องการ หรือบางที่เขาก็ใส่อารมณ์มากไปในการเข้าสกัด ดังนั้นเราจึงมีหน้าที่บอกเขาว่าทำแบบนั้นไม่ได้” ไมค์ โดฟกล่าวถึงช่วงแรกๆ ที่อัลลีเริ่มก้าวร้าว

แม้ว่าอัลลีและโดฟต่างเห็นด้วยเรื่องวิธีการที่จะช่วยควบคุมอารมณ์ในยามที่เขาเริ่มจะใจร้อน แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะกลายเป็นคนยอมคนเสียทีเดียว

“ในวันแรกที่ผมก้าวเข้ามาในทีมชุดใหญ่ และลงซ้อมกับทีม สิ่งแรกที่ผมทำก็คือการกระโดดเข้าสกัดผู้เล่นชุดใหญ่ ดีน เลวิงตัน (กัปตันทีมเอ็มเค ดอนส์) เคยบอกผมว่าให้ผมรักษาสิ่งนี้เอาไว้และอย่าอายที่จะเข้าสกัด ผมจึงไม่คิดว่าผมจะเปลี่ยนเรื่องนี้” อัลลีอธิบาย

“ในฐานะที่เป็นดาวรุ่งหน้าใหม่บนทีมชุดใหญ่ เมื่อคุณลงเล่นในลีก วัน คุณจะถูกคู่แข่งเข้าหนักใส่คุณทันที ซึ่งมีแข้งซีเนียร์หลายๆ คนเคยเตือนผม ทำให้ผมรู้ว่าผมจำเป็นต้องแกร่งขึ้นกว่านี้”

แต่นั่นหมายความว่าคาแรคเตอร์ดังกล่าว (หรือ ‘ความร้ายกาจ’ อย่างที่ ทิม เชอร์วู้ด เคยว่าไว้ในรายการแมตช์ ออฟ เดอะ เดย์) คือจุดแข็งของอัลลี?

“คุณอาจจะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่นั่นสำหรับผมคนเดียวนะ ผมอยากที่จะออกไปที่สนามและเป็นตัวของตัวเอง ถึงแม้ว่าบางทีผมอาจจะออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง แต่ผมยังเด็กอยู่และมีอีกหลายๆ อย่างที่ต้องเรียนรู้ ผมกับ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ผู้จัดการทีมของเราได้คุยกันบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฮูโก้ ญอริส เป็นอีกคนที่ช่วยผมในหลายๆ เรื่องที่สเปอร์ส ซึ่งเขาก็คุยกับผมในเรื่องนี้เช่นกัน เขาบอกกับผมว่าอย่ายอมให้ความก้าวร้าวทำให้ผมขาดสติ ดังนั้นผมเลยตั้งใจจะเป็นตัวของตัวเองไปเรื่อยๆ” แข้งดาวรุ่งฟอร์มฮ็อตกล่าว

แม้ว่าเจ้าตัวจะชอบเสี่ยงไปเล็กน้อยในพรีเมียร์ลีก แต่ทว่าดูแล้วกรรมการจะยังไม่จับตามองเขาเท่าไหร่ เพราะจนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้ถูกกรรมการเล่นงานเลย

ตั้งแต่ที่ผมรู้ว่าสเปอร์สให้ความสนใจ ผมก็ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากแล้ว”

“ผมจำได้ถึงปีแรกที่อัลลีอยู่กับเรา ในวันนั้นเราไปเยือนทีมหนึ่งในตอนใต้ของลอนดอน ซึ่งพวกเขาเป็นทีมที่เล่นแบบรับลึก วันนั้นอัลลียืนต่ำในแผงมิดฟิลด์ ทำให้เขามักจะมีพื้นที่มากเวลาอยู่ในสนาม นั่นส่งผลให้เขาขาดความท้าทายและเริ่มที่จะเบื่อ เขาจึงเริ่มทำอะไรบางอย่างที่เราจะไม่ได้เห็นในยามที่เขากดดัน ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องดันให้เขาไปเล่นสูงขึ้น ผมจึงหันไปพูดกับสต๊าฟฟ์ของผมว่าพวกเราต้องให้เจ้าหนูนี่ขึ้นไปยืนสูงอีก ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาขึ้นชุดใหญ่ได้ไม่นาน” ผู้อำนวยการทีมเยาวชนกล่าว

และนับตั้งแต่วันนั้น พัฒนาการของอัลลีเรียกได้ว่ารวดเร็วราวกับติดจรวด แข้งดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษรายนี้มีโอกาสประเดิมสนามครั้งแรกในเกมเอฟเอ คัพ รอบแรกที่พบกับเคมบริดจ์ ซิตี้ ซึ่งในตอนนั้นอายุเพียง 16 ปี 205 วัน

“เขามีโอกาสประเดิมด้วยอายุเพียงแค่นั้น ซึ่งขณะเดียวกันพวกเราก็อยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลที่เราจะแพ้ไม่ได้ แต่ทว่าอัลลีเล่นราวกับว่าเขากำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวนกับเพื่อนๆ ของเขา” บิ๊กบอสของเอ็มเค ดอนส์กล่าวกับโฟร์โฟร์ทู ซึ่งบิ๊กบอสได้บอกเราด้วยว่าสัมผัสแรกของเจ้าหนูรายนี้คือการตอกส้นให้เพื่อนร่วมทีม

“ผู้จัดการทีมคุยกับผมเล็กน้อยหลังจากวันนั้น แต่ในตอนสุดท้ายเขาขำ ดังนั้นผมคิดว่ามันเป็นการตอบสนองที่ดีนะ ในตอนที่ผมจะลงสนาม เขาบอกผมว่าให้ออกไป และเล่นในแบบของผมเอง ซึ่งนั่นทำให้ผมเล่นได้แบบนั้น” อัลลีกล่าวพร้อมกับหัวเราะเล็กน้อย

“ผมกับเขายังคุยกันบ่อยๆ นะ ผมคุยกับเขาล่าสุดก่อนที่เราจะเจอกับเชลซี (ในเอฟเอ คัพ) เขาเป็นผู้จัดการที่ดีและเป็นผู้ชายที่ดี เขาช่วยเหลือผมเกี่ยวกับเรื่องนอกสนามหลายๆ เรื่อง ซึ่งในเวลาที่คุณยังเป็นดาวรุ่งอยู่ มันจะดีมากๆ ถ้าหากคุณมีใครสักคนที่คุณไว้ใจได้และสามารถคุยได้ทุกๆ เรื่องในยามที่ต้องการ ใครสักคนที่คอยดูแลคุณ ซึ่ง คาร์ล โรบินสัน คือคนๆ นั้นสำหรับผมตอนที่อยู่ที่เอ็มเค ดอนส์”

สายสัมพันธ์ระหว่าง 2 คนนี้เรียกได้ว่าแข็งแกร่งทีเดียว กุนซือวัย 35 ปี รายนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนหัวดื้อเมื่อมาถึงจุดที่แข้งดาวรุ่งรายนี้ต้องการย้ายออกจากทีม เพื่อไปพิสูจน์ตัวเองในลีกระดับสูงขึ้นอย่างพรีเมียร์ลีก

“พวกเราพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ว่าเขารู้สึกอย่างไร เขาต้องการย้ายไปที่ไหนและอีกมากมาย แล้วหลังจากนั้นในคืนวันศุกร์ที่โรงแรมก่อนที่เราจะลงเล่นเกมนอกบ้านกับสโมสรครูว์ อเล็กซานดร้า ซึ่งวันนั้นเขาโดนเข้าหนักหลายๆ ครั้งและดูจะเริ่มกลัวการเข้าปะทะ ผมคิดว่ามันเป็นครั้งแรกที่เขาเป็นแบบนั้นเลยล่ะ เขาเดินมาหาผมแล้วบอกกับผมว่าเขาคิดว่าเขาต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว ซึ่งสิ่งเดียวที่ผมต้องการก็คือการให้เขาได้ในสิ่งที่ดีที่สุด” 

 

หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยในวันจันทร์ อัลลีได้เซ็นสัญญากับสเปอร์สเป็นที่เรียบร้อยแล้วแม้ว่าเขาจะถูกปล่อยให้เอ็มเค ดอนส์ยืมตัวต่อจนจบฤดูกาล ซึ่งจากคำบอกเล่าของผู้จัดการทีม การยืมตัวต่อเป็นข้อเรียกร้องของอัลลีที่จะอยู่ที่นั่นจนจบฤดูกาล “ครอบครัวของผม และเอเย่นต์ของผมอย่าง ร็อบ ซีกัล ช่วยกันตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมในการย้ายไปลอนดอน พวกเราช่วยกันวางแผนทุกอย่างอย่างระมัดระวัง ผมปล่อยให้พวกเขาเป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง” อัลลีเผย

หากลองย้อนนึกกลับไปถึงเรื่องราวของเด็กวัย 18 ปีรายนี้ซึ่งมันไม่อะไรที่น่าตกใจเลย “ผมไม่ค่อยได้อ่านหนังสือพิมพ์เท่าไหร่ จริงๆ ผมก็รู้นะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ด้วยการสนับสนุนของทุกคน มันทำให้ผมไม่หลงระเริงไปกับสิ่งเหล่านั้น มันยากที่จะไม่ตื่นเต้นในตอนนั้น แต่ในตอนนั้นผมก็ไม่อยากได้ยินอะไรมากเกี่ยวกับความสนใจในตัวผมก่อนที่มันจะจริงจัง” อัลลีกล่าวต่อ

แต่จริงๆ แล้วความสนใจนั้นไม่เพียงแต่จริงจัง แต่มันยังกระจายไปทั่วอีกด้วย สเปอร์สต้องแข่งกับอาร์เซนอล ลิเวอร์พูล นิวคาสเซิล รวมถึงบาเยิร์น มิวนิค ด้วยในการล่าลายเซ็นเจ้าหนูจากลีกวันรายนี้

“ในตอนที่ผมรู้ว่าสเปอร์สสนใจในตัวผม มันเหมือนว่าผมไม่มีอะไรต้องคิดอีกแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับสเปอร์สคือผู้จัดการทีม หากผมต้องย้ายออกจากเอ็มเค ดอนส์ ผมต้องการจะย้ายไปร่วมทีมที่มีผู้จัดการทีมที่มีปรัชญาแบบเดียวกับบอสของผม ในฐานะดาวรุ่งคนหนึ่ง คุณต่างมองหาช่องทางจะไต่เต้าขึ้นไปบนลีกสูงสุด การย้ายขึ้นมาเล่นที่นี่คือก้าวที่ใหญ่มากๆ ดังนั้นผมจึงรู้ว่ามันสำคัญมากๆ ที่จะหาผู้จัดการทีมอีกคนที่ไม่กลัวการใช้ผู้เล่นดาวรุ่งในรายการแข่งขันใหญ่ๆ” อัลลีกล่าวถึงตอนที่สเปอร์สให้ความสนใจเขา

“คุณอาจจะเห็นว่าโปเช็ตติโนดึงผู้เล่นดาวรุ่งเข้ามาร่วมทีมมากมายแค่ไหน ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับดาวรุ่งคนอื่นๆ ซึ่งพวกเขาต่างก็พูดถึงแต่เรื่องดีๆ ของผู้จัดการทีม ที่นี่เป็นที่ๆ ยิ่งใหญ่มากๆ ผมกำลังเห็นพวกเราค่อยๆ เดินไปข้างหน้า ซึ่งนั่นทำให้ที่นี่คือที่ๆ น่าอยู่สำหรับผม”

เนื่องจากการย้ายทีมของอัลลีไม่มีเงินจำนวนมากมหาศาลมาเกี่ยวข้อง ทำให้เขาได้รับอนุญาตให้อยู่ช่วยต้งสังกัดเดิมเลื่อนชั้นได้จนจบฤดูกาล ผลงาน 16 ประตูของมิดฟิล์ดรายนี้ส่งให้เขาได้ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก วัน อีกทั้งยังช่วยให้ต้นสังกัดเลื่อนชั้นได้สำเร็จ “ในตอนที่ผมกลับไปที่นั่น ผมโดนเพื่อนร่วมทีมแซวเหมือนกันนะ ซึ่งผมก็คิดว่าต้องโดนอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญก็คือผมต้องไม่หลงไปกับคำแซวเหล่านั้น และทิ้งความคิดที่ว่าผมเป็นนักเตะของสเปอร์สไปเสียก่อน ผมไปที่นั่นเพื่อจะช่วยต้นสังกัดเลื่อนชั้น และต้องขอบคุนทุกอย่างที่ทำให้ผมทำสำเร็จ”

“การกลับไปที่นั่น และตั้งใจทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุดคือเรื่องใหญ่สำหรับผม เพราะผมว่ามันคือวิธีที่จะตอบแทนที่พวกเขาดูแลผมมาตลอดได้”

หวังว่าสักวันหนึ่ง ผมจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบที่สามารถทำอาหาร , ทำความสะอาด และล้างจานได้!”

“จริงๆ แล้วก่อนที่เขาจะย้ายมาที่นี่ ผมแทบไม่รู้จักเขาเลยล่ะ แต่หลังจากวันแรกที่เขามาที่นี่ เขาทำให้ทุกๆ คนในทีมประทับใจในตัวเขา ผมคิดว่าเขาจะมีอนาคตที่ดีนะ และหวังว่าเขาจะอยู่กับเราไปอีกนานๆ เลย เขาเป็นนักเตะที่ดี และเป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง” แยน แฟร์ตองเก้น กองหลังของสเปอร์สกล่าวหลังจากที่พวกเขาเอาชนะแอสตัน วิลล่า ได้ในเดือนพฤศจิกายนด้วยสกอร์ 3-1 โดยที่วันนั้นอัลลีสามารถทำประตูแรกในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน ได้อีกด้วย

โดยกองหลังทีมชาติเบลเยี่ยมรายนี้ไม่ได้เป็นแข้งซีเนียร์คนเดียวในทีม ที่ชื่นชมดาวรุ่งป้ายแดงคนนี้

“ผมเริ่มติดตามเขาหลังจากการซื้อขาย และค้นพบเรื่องดีๆ หลายๆ อย่างเกี่ยวกับเขา ในทีมของพวกเรา พวกเรารู้ว่าเรามีบรรดานักเตะอังกฤษฝีเท้าดีหลายๆ คน แต่สำหรับอัลลี เขาควรได้รับคำชมจากแนวความคิดของเขา ซึ่งถ้าเขาสามารถรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ เขาจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอังกฤษชั้นยอดได้เช่นกัน” อูโก้ ญอริส กล่าวถึง เดเล อัลลี กับทอล์คสปอร์ตในเดือนมกราคม

เห็นได้ชัดว่าเพื่อนร่วมทีม “ไก่เดือยทอง” ต่างประทับใจในตัวแข้งรายนี้ และเมื่อพูดถึงเรื่องนอกสนาม การที่เขาย้ายจากเขตชานเมืองมาอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงลอนดอนด้วยอายุเพียงเท่านี้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องแบ่งเวลาในการปรับตัวไปให้ฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุดของประเทศ

แม้ว่าหลังจากย้ายมาลอนดอน เจ้าตัวจะยอมรับว่าเขายังไม่เคยใช้เครื่องซักผ้าอยู่เหมือนเดิม และทำอาหารไม่เป็นอีกด้วย ทว่าชีวิตของเขาในเมืองหลวงก็จะเป็นไปได้ด้วยดี

“มันก็ดีนะ ผมได้รับความช่วยเหลือจากหลายๆ คน แต่สิ่งหนึ่งคือผมก็ยังทำอาหารไม่เป็นอยู่ดี ผมทำไข่คนได้แต่ต้องใช้ไมโครเวฟ จริงๆ แล้วผมก็วางแผนที่จะหัดทำนะ แต่โชคร้ายที่สโมสรของพวกเรามีเชฟที่ทำอาหารอร่อยมากๆ และเขามักจะทำอาหารให้ผมเอากลับบ้านมาด้วย” อัลลีกล่าว

“ผมยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ไม่ได้เพียงแค่ในสนาม แต่หลายๆ เรื่องนอกสนามด้วย ผมหวังว่าสักวันหนึ่งผมจะเป็นคนสมบูรณ์แบบ ผู้ที่สามารถทำอาหาร, ทำความสะอาด, และล้างจานได้” ดาวรุ่งสเปอร์สกล่าวพร้อมกับเสียงหัวเราะ

“มันค่อยข้างตึงเครียดนะในพรีเมียร์ลีก ดังนั้นผมเลยพยายามผ่อนคลายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งในช่วงนี้หลายๆ คนที่สโมสรกำลังฮิตเล่นเกม Call of Duty กัน มันเป็นเกมที่การแข่งขันสูงมาก มีนักเตะประมาณ 15 คนได้ที่เล่นออนไลน์อยู่ อย่างเช่น แยน แฟร์ตองเก้น, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, ไคล์ วอล์คเกอร์ และ นาบิล เบนทาเล็บ ที่เพิ่งเริ่มหัดเล่น แต่สำหรับผม ผมคิดว่าเอริค ไดเออร์คือคนที่เล่นได้อ่อนที่สุดนะ” 

 
 

กองหลังที่เติบโตในประเทศโปรตุเกสอย่างไดเออร์มักจะตกเป็นให้แข้งรุ่นน้องรายนี้แซวเสมอ โดยอัลลีได้บอกกับโฟร์โฟร์ทูว่านอกจากไดเออร์จะเล่นเกมได้อ่อนที่สุดแล้ว เขายังเป็นคนที่แต่งตัวได้แย่ที่สุดอีกต่างหาก (ไม่มีเสื้อผ้าชุดไหนพอดีกับตัวเขา) รวมถึงยังเป็นนักเต้นยอดเเย่คนหนึ่ง (มันตลกๆ มาก ผมพยายามจะสอนเขานะ) อัลลียังพยายามแกล้งไดเออร์โดยการจะนัดกับแชมป์มวยโอลิมปิดอย่าง แอนโธนี่ โจชัว ให้มาเจอกันอีกต่างหาก แต่อัลลีก็กล่าวว่าไดเออร์คือเพื่อนที่สนิทที่สุดของเขาในค่ายไวท์ ฮาร์ท เลน “เขาเป็นคนดีและเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม พวกเราสนิทกันมากตั้งแต่ผมย้ายมาที่นี่ ผมว่าเขาคงเหมือนเพื่อนตายของผมเลยล่ะ”

ความสนิทของทั้ง 2 คนต่างส่งผลดีต่อพวกเขา เมื่อพวกเขามีโอกาสติดทีมชาติชุดใหญ่นัดแรกกันแล้ว เนื่องจากแผนการเล่นแบบ 4-2-3-1 ของโปเช็ตติโน ช่วยให้ทั้งคู่ทำผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ตามในระยะหลังมานี้ อัลลีถูกดันให้มาเล่นสูงขึ้นจนได้รับบทเหมือนเป็นเพลย์เมคเกอร์ของทีม เขารับบทเป็นผู้เล่นเบอร์ 10 ที่ยืนอยู่ด้านหลังแฮรี่ เคน กองหน้าตัวเก่งของทีม แล้วอัลลีล่ะมีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง? “ผมมีความสุขกับทุกตำแหน่งที่ลงเล่น ถ้าหากผมได้เล่นในตำแหน่งเบอร์ 10 ของทีม มันจะช่วยผมอย่างมากเลยล่ะเวลาที่ผมกลับไปเล่นต่ำลง”

ด้วยความที่ทั้งอัลลี และไดเออร์มีพัฒนาการที่น่าประทับใจในฤดูกาลนี้ร่วมกับเพื่อนร่วมทีมพลังหนุ่มอีกหลายๆ คน จึงเห็นได้ชัดว่าโปเช็ตติโนมีพลังอะไรบางอย่างในการดึงศักยภาพของนักเตะดาวรุ่งในทีมออกมา นักเตะ 10 จาก 18 คนในทีมของกุนซือคนเก่งรายนี้ได้รับโอกาสประเดิมทีมชาตินับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมในเดือนมกราคม ปี 2013 ดังนั้นหลังจากที่เขาออกจากเอสปันญอลเพื่อมาคุมทีมเซาแธมป์ตันและตามด้วยสเปอร์ส อะไรคือสิ่งที่เขาทำผลงานได้ดีขนาดนี้?

 
Pochettino's influence on Tottenham's young players has been huge
โปเช็ตติโนมีอิทธิพลอย่างมากต่อบรรดาแข้งดาวรุ่งในทีม

“เขาจะบอกว่ามันเป็นยังไง ซึ่งผมรู้ว่าเราสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งมันสำคัญมากๆ โดยเฉพาะสำหรับดาวรุ่งอย่างผมที่มีผู้จัดการทีมที่ไม่เพียงแต่ศรัทธาในตัวผม แต่ผมสามารถพูดเกี่ยวกับอะไรก็ได้ที่ผมต้องการกับเขา” อัลลีเปิดเผยถึงโปเช็ตติโน

“ผมยังใหม่สำหรับที่นี่อยู่ ผมยังไม่ได้มาอยู่ที่นี่นานขนาดนั้น แต่คุณจะเห็นได้ว่าผู้เล่นที่นี่ต่างเชื่อในตัวเขา เขาไม่ได้ต้องการให้ผู้เล่นทุกคนเป็นนักเตะที่เก่งที่สุด แต่เขาต้องการให้ทุกคนเติบโตขึ้นอย่างถูกต้องด้วย”

แต่ไม่ใช่ว่าอัลลีจะต้องการความช่วยเหลือมากนักเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตใจ

“เรามีผู้ที่คอยดูแลเรื่องนี้อยู่นะ แต่สำหรับผม ผมไม่ค่อยได้เจอเขานะเพราะผมเชื่อมั่นในความสามารถของผมเสมอ แต่บุคลิกของผมเวลาอยู่ในนอกสนามกับในสนามต่างกันคนละแบบเลยนะ คือผมไม่ได้เดือดเหมือนเวลาอยู่ในสนาม” อัลลี่กล่าว

“คุณจะต้องมั่นใจในตัวคุณ อย่ากลัวเวลาที่คุณก้าวออกไปบนสนาม จริงๆ แล้วมันก็น่ากลัวเหมือนกันสำหรับเด็กอายุ 19 ที่จากบ้านจากครอบครัวมาในลอนดอน แต่คุณจะอ่อนแอไม่ได้ คุณจะต้องแข็งแกร่งเข้าไว้ เชื่อในตัวเอง และแสดงออกมาให้คนเห็นให้ได้มากที่สุด คุณไม่ต้องเชื่อว่าคุณคือคนที่เก่งที่สุด แต่คุณต้องคิดให้ได้ว่าคุณสามารถเป็นคนที่เก่งที่สุดได้ ผมอยากจะเก่งขึ้นไปให้ได้เท่าที่ผมจะเก่งได้ และผมอยากประสบความสำเร็จเท่าที่ผมจะทำได้”

ทุกวันนี้ ผมจะหลงระเริงไม่ได้ เพราะผมยังไม่บรรลุเป้าหมาย”

แล้วคิดว่าความสำเร็จที่เขาพูดอย่างแชมป์พรีเมียร์ลีก มันจะมาถึงหรือไม่?

“เรายังชิวๆ กับเรื่องนี้นะ มันไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เราไม่อยากกดดันตัวเองมากเกินไปจนมันเริ่มไม่เป็นไปตามแผนของเรา เราเป็นทีมที่มีความกระหาย เรามีความหลากหลาย ดังนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ เราเพียงแต่ต้องชนะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่นั่นไม่ใช่ความสำเร็จที่เขาต้องการเพียงอย่างเดียว

“ความจริงแล้ว ผมไม่ได้หวังเท่าไหร่นะ” อัลลีพูดถึงครั้งแรกที่เขาถูกเรียกไปติดทีมชาติชุดใหญ่ลุยศึกยูโร 2016 รอบคัดเลือกเมื่อเดือน ตุลาคมที่พบกับเอสโตเนีย และลิทัวเนีย “ตอนนั้นเราอยู่ที่โมนาโก ซึ่งเป็น 1 วันก่อนเกมยูโรป้าลีก ผู้จัดการทีมได้มาถามผมว่า ผมอยากไปเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ ชุดยู-19 หรือไม่ ซึ่งการติดทีมชาติไม่ว่าชุดใดมันคือเกียรติประวัติของนักฟุตบอลคนหนึ่ง ผมจึงตอบไปว่าผมจะไป จากนั้นเขาก็บอกผมว่า จริงๆ แล้วเขาคิดว่าผมน่าจะได้ไปเล่นกับทีมชุดใหญ่ เขาแค่อยากรู้ว่าผมจะตอบสนองอย่างไรเท่านั้น”

“ผมไม่อยากคิดถึงมันมากจนกระทั่งหลังเกมกับโมนาโก แต่มันค่อนข้างยากที่จะเก็บทุกอย่างไว้”

แต่ดูแล้วอัลลีจะไม่สะทกสะท้านเลย “ผมตื่นเต้นมากกว่าจะกังวลนะ” อัลลีกล่าวหลังจากได้รับโอกาสเปลี่ยนตัวลงไปสัมผัสเกมทีมชาติครั้งแรกในนาทีที่ 88 เช่นเดียวกับเกมอุ่นเครื่องที่พบกับฝรั่งเศส ในตอนที่เจ้าตัวลากบอลขึ้นไปก่อนยิงจากนอกกรอบเขตโทษระยะ 25 หลาเข้าประตูไป เห็นได้ชัดว่าดาวรุ่งรายนี้ไม่มีอาการตื่นสนามเลยแม้แต่น้อย ซึ่งในนัดนั้น กัปตันทีมที่เสมือนเพื่อนของเขาอย่างญอริส คือผู้ที่ยืนอยู่ระหว่างเขาและประตูแรกในนามทีมชาติ

“มันคือเรื่องๆ หนึ่งที่เกิดขึ้น และคุณไม่ได้คิดอะไรจนกระทั่งหลังจากนั้นสักพัก หลังจากที่ผมได้บอล และเลี้ยงขึ้นหน้า ผมรู้ว่าผมต้องยิง ซึ่งโชคดีที่ผมยิงโดนเต็มๆ และบอลพุ่งเข้าประตูไป ทำให้ผมกับญอริสมีโอกาสแซวกันเล็กน้อยถึงเรื่องนั้น เห็นได้ชัดว่าเขายินดีกับผมนะ เขาเป็นคนที่ดีมากๆ และคอยช่วยเหลือผมเสมอที่สโมสร แต่ผมยอมรับว่าการทำประตูใส่เขาได้มันทำให้สะใจขึ้นไปอีกขั้นเลยล่ะ แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้แซวเขาแล้วละเพราะว่าเดี๋ยวผมจะยิงอีกลูกเร็วๆ นี้ละ” อัลลีกล่าว

ด้วยฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงแบบนี้ของมิดฟิลด์รายนี้ ทำให้เขาน่าจะจองตำแหน่งในทีมของ รอย ฮอดจ์สัน บิ๊กบอสทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกยูโร 2016 รอบสุดท้ายนี่ค่อนข้างแน่นอน ยกเว้นเสียแต่ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บขึ้นมาเสียก่อน

“ผมคิดถึงเรื่องนี้หลายๆ ครั้งนะ แต่ผมจะปล่อยให้ตัวเองเสียสมาธิไม่ได้ เพราะถ้าผมอยากติดทีม ผมก็ต้องสร้างฟอร์มที่ดีให้ทุกๆ คนที่สเปอร์ส และพยายามพัฒนาต่อๆ ไป ผมต้องหัดใช้เท้าซ้ายอีก ซึ่งผมว่านี่คือ 1 ในจุดอ่อนใหญ่ของผมเลย ผมมักจะอยู่ต่อหลังจากซ้อมกับเพื่อนๆ บางคน และฝึกส่งบอลทั้งสั้นและยาวโดยใช้เท้าซ้ายเสมอ”

เห็นได้ชัดว่าอัลลีสามารถหาตำแหน่งของตัวเองและปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลบนลีกสูงสุดของอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้เขาที่เขาเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ และไม่เสียสมาธิ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีความทะเยอทะยานเสียทีเดียว

“ผมบอกได้เลยว่าผมยังไม่บรรลุเป้าหมายของผม ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ผมอยากได้ แต่สำหรับตอนนี้ผมมีความสุขมากๆ เลยล่ะ และผมจะพัฒนาตัวเองต่อไป ในอีก 5 ปีข้างหน้า ผมอยากเป็นตัวหลักให้กับทีมชาติอังกฤษ และอีกเรื่องคือผมอยากคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกให้ได้ แน่นอนต้องกับสเปอร์สด้วย” อัลลีทิ้งท้าย

“มันคือเรื่องๆ หนึ่งที่เกิดขึ้น และคุณไม่ได้คิดอะไรจนกระทั่งหลังจากนั้นสักพัก หลังจากที่ผมได้บอล และเลี้ยงขึ้นหน้า ผมรู้ว่าผมต้องยิง ซึ่งโชคดีที่ผมยิงโดนเต็มๆ และบอลพุ่งเข้าประตูไป ทำให้ผมกับญอริสมีโอกาสแซวกันเล็กน้อยถึงเรื่องนั้น เห็นได้ชัดว่าเขายินดีกับผมนะ เขาเป็นคนที่ดีมากๆ และคอยช่วยเหลือผมเสมอที่สโมสร แต่ผมยอมรับว่าการทำประตูใส่เขาได้มันทำให้สะใจขึ้นไปอีกขั้นเลยล่ะ แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้แซวเขาแล้วละเพราะว่าเดี๋ยวผมจะยิงอีกลูกเร็วๆ นี้ละ” อัลลีกล่าว

ด้วยฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงแบบนี้ของมิดฟิลด์รายนี้ ทำให้เขาน่าจะจองตำแหน่งในทีมของ รอย ฮอดจ์สัน บิ๊กบอสทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกยูโร 2016 รอบสุดท้ายนี่ค่อนข้างแน่นอน ยกเว้นเสียแต่ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บขึ้นมาเสียก่อน

“ผมคิดถึงเรื่องนี้หลายๆ ครั้งนะ แต่ผมจะปล่อยให้ตัวเองเสียสมาธิไม่ได้ เพราะถ้าผมอยากติดทีม ผมก็ต้องสร้างฟอร์มที่ดีให้ทุกๆ คนที่สเปอร์ส และพยายามพัฒนาต่อๆ ไป ผมต้องหัดใช้เท้าซ้ายอีก ซึ่งผมว่านี่คือ 1 ในจุดอ่อนใหญ่ของผมเลย ผมมักจะอยู่ต่อหลังจากซ้อมกับเพื่อนๆ บางคน และฝึกส่งบอลทั้งสั้นและยาวโดยใช้เท้าซ้ายเสมอ”

เห็นได้ชัดว่าอัลลีสามารถหาตำแหน่งของตัวเองและปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลบนลีกสูงสุดของอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้เขาที่เขาเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ และไม่เสียสมาธิ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีความทะเยอทะยานเสียทีเดียว

“ผมบอกได้เลยว่าผมยังไม่บรรลุเป้าหมายของผม ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ผมอยากได้ แต่สำหรับตอนนี้ผมมีความสุขมากๆ เลยล่ะ และผมจะพัฒนาตัวเองต่อไป ในอีก 5 ปีข้างหน้า ผมอยากเป็นตัวหลักให้กับทีมชาติอังกฤษ และอีกเรื่องคือผมอยากคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกให้ได้ แน่นอนต้องกับสเปอร์สด้วย” อัลลีทิ้งท้าย

 
 
Special thanks to Impact Sports Management