Exclusive Interview : ชีวิตเหมือนฝันของ...จักรพันธ์ พรใส

นี่ คือ นักฟุตบอลที่มีความทะเยอทะยาน และไล่ล่าฝันด้วยมือและเท้าของตัวเองล้วนๆ…

จากเด็กน้อยที่เคยป่าวประกาศกับเพื่อนในห้องเรียนว่า “มึงมาขอลายเซ็นกูไว้ก่อนเลย ก่อนที่กูจะติดทีมชาติแล้วจะขอยาก”... จากเด็กผู้ใฝ่เรียน แต่ละทิ้งโลกในห้องสี่เหลี่ยมมาอยู่ในสนามฟุตบอล และไม่เคยหยุดพัฒนา จากเด็กน้อยที่ได้แต่วิ่งไล่ตามหลังนักฟุตบอลทีมชาติเพื่อขอลายเซ็น วันนี้เขาอยู่ในทีมเดียวกับเหล่าฮีโร่ในวัยเยาว์เขามาเกือบครบแล้ว

ติดตามเรื่องราวชีวิตที่เหมือนฝันของ จักรพันธ์ พรใส ได้ที่นี่…

FFT TH : ก่อนอื่น... อยากถามความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทีมเพื่อนตำรวจ สโมสรแรกของคุณในฐานะนักฟุตบอลอาชีพหน่อย

จักรพันธ์ พรใส : คือ มันก็พูดอะไรไม่ได้มากนะ… ผมรู้สึกแย่แน่ๆล่ะ ผมผูกพันกับตำรวจมากๆ เพราะมัน คือ สโมสรแรกที่ผมค้าแข้งอาชีพ ให้โอกาสผม ยอมรับว่าใจหาย ทั้งที่ได้เลื่อนชั้นมาแล้ว ตอนนี้จะเป็นห่วงก็ คือ พี่ๆน้องๆในสโมสรเรื่องของการหาทีมใหม่ ตลาดมันก็ใกล้ปิดเต็มที

FFT TH : กับตำรวจนี่ยังติดตามเชียร์ตลอด?

จักรพันธ์ พรใส : ใช่ สำหรับผมถ้ามีโอกาสก็ไปดูพวกเขาแข่งที่สนามเสมอ ผมยังมีเพื่อน มีพี่มีน้องอยู่ที่นั่นหลายคน อย่าง “เก่ง” (สุรชาติ สารีพิมพ์) หรือ ศรัณญู อินต๊ะราช  และผมก็เคารพทีมนี้มากๆ ก็อย่างที่บอกผมเริ่มต้นจากที่นั่น ผมมาจากไม่มีอะไรเลย แต่พวกเขาให้โอกาสผม 

ขอบคุณเครดิต : คุณ NooMunJai

FFT TH : เอาล่ะ… มาเข้าเรื่องของเรากันบ้าง หลายคนคงรู้เรื่องราวชีวิตของ “บอล” จักรพันธ์ พรใส มาบ้างว่ามีที่มาที่ไปยังไง แต่เราอยากจะรู้อย่างละเอียดเสียหน่อย….

จักรพันธ์ พรใส : จริงๆ เอาตั้งแต่เริ่มเลยนะ ผมเหมือนเด็กบ้านนอกทั่วๆไป ตามวิถีบ้านๆ ปกติ พ่อผมรับข้าราชการ ดูแลส่วนพัฒนาชุมชน ส่วนแม่ก็เป็นแม่บ้านทั่วๆไป แต่ด้วยความที่บ้าฟุตบอลมาก ผมก็เล่นฟุตบอลมาตลอด คือ ของเล่นของผมไม่ได้มีอะไรนอกจากลูกฟุตบอล พ่อก็ชอบฟุตบอล และเราก็รักมันมาก เล่นแล้วมันสนุก ทุกครั้งที่มีเวลาว่างจะเล่นแต่ฟุตบอล ไม่เคยเล่นอย่างอื่นเลย จนค่อยๆก้าวมาเป็นตัวทีมโรงเรียนประจำหมู่บ้านชุมชนบ้านโคกอุดม อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ

FFT TH : เคยได้ยินว่าความจริง “บอล” เป็นเด็กเรียนดีด้วย?

จักรพันธ์ พรใส : คือ ด้วยความที่พ่อรับข้าราชการ เขาก็จะค่อนข้างเคี่ยวเข็ญและหยิบยื่นโอกาสให้กับเราด้านการเรียน ซึ่งส่วนตัวผมเองก็ไม่เคยทิ้งการเรียนเลย ผมชอบคำนวณ ชอบคณิตฯ ชอบภาษาอังกฤษ และพ่อก็ฝึกฝนให้ผม และจริงๆจะว่าไป การเรียน คือ ส่วนสำคัญที่ทำให้ผมกลายเป็นนักฟุตบอล และได้ตามล่าฝันของตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้

FFT TH : ยังไง?

จักรพันธ์ พรใส : ผมจบ ม.6 จากบ้านที่บึงกาฬ ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.65 จนคว้าโควต้าเรียนดีเข้ามหาวิทยาลัยพระจอมเกล้า ธนบุรี คณะครุศาสตร์  

FFT TH : แล้วทำไมอยู่ๆเบนเข็มทิศชีวิตมาแบบนี้?

จักรพันธ์ พรใส : ผมยอมรับนะว่า สมัยเราเด็กๆ ภาพของการเป็นนักฟุตบอลอาชีพมันไม่มีอยู่จริง แต่ผมก็ไม่เคยนึกออกว่าอยากเป็นอะไร สิ่งเดียวที่ผมอยากเป็น คือ นักฟุตบอลทีมชาติ...เวลาครูถามกันในห้องเรียน เพื่อนๆก็มักบอกกันว่าอยากเป็นทหาร อยากเป็นหมอ อยากเป็นตำรวจ แต่ผมเขียนในกระดาษที่ส่งครูตลอดว่าอยากเป็นนักบอลทีมชาติ… บางทีมันอาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนไม่ชอบทำอะไรซ้ำเพื่อนด้วยมั้ง ผมมองว่าการจะมาบอกว่าโตขึ้นอยากเป็นหมอ อยากเป็นตำรวจ อยากเป็นทหาร มันน่าเบื่อ ซึ่งเราก็ไม่อยากเป็นจริงๆ ด้วย คือ เรานึกไม่ออกว่า ถ้าเราเป็นแล้ว ชีวิตมันจะเป็นยังไง เพราะผมรู้แค่ว่าอยากเตะบอล ผมไม่รู้หรอกว่าการเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ มันจะเลี้ยงครอบครัวได้รึเปล่า ได้เงินรึเปล่า แต่ผมฝันของผมแบบนั้น… มีหลายครั้งที่ผมบอกเพื่อนว่า เฮ้ย! เอาลายเซ็นกูไปก่อนเลย เดี๋ยวอีกหน่อยกูเป็นนักเตะทีมชาติแล้ว ขอกูยากนะเว้ย ลำบากนะเว้ย คือ พูดอำเล่นแซวขำๆ แบบนั้นอยู่บ่อยๆ

FFT TH : แต่เรียนมาจนถึงเข้ามหาวิทยาลัยด้วยโควต้าเรียนดี ความฝันมันเปลี่ยนไปรึเปล่า?

จักรพันธ์ พรใส : ไม่เลย ถึงขนาดว่าเป็นนักเรียนทุนที่พระจอมเกล้า ธนบุรี แต่ผมก็คิดไม่ออกจริงๆ ถ้าผมไปเป็นครู ภาพของตัวเองตอนที่คอยสอนหนังสือคนอื่นจะเป็นยังไง แต่ก็อย่างที่บอกว่าผมได้เป็นนักฟุตบอลเพราะการเรียน ด้วยความที่ผมต้องย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และได้ติดตามเชียร์ฟุตบอลอย่างจริงๆจังๆ ทุกเสาร์-อาทิตย์ หรือเวลาทีมชาติแข่งก็จะไปดูตลอด

FFT TH : เป็นแฟนบอลทีมอะไร?

จักรพันธ์ พรใส : มันมีอยู่ 2 ทีม ทีมแรก คือ บีอีซี เทโรฯ เพราะบ้านพี่สาวผมอยู่แถวหนองจอก ยุคนั้นเทโรฯ ดังมาก ช่วงประมาณปี พ.ศ. ‘47 - 48 มีพี่ลีซอ (ธีรเทพ วิโนทัย) พี่ดัสกร (ทองเหลา) เอาเป็นว่าผมบ้าถึงขนาดเคยนั่งรถทัวร์จากบ้านที่บึงกาฬมา กทม. คนเดียว เพื่อมาดูเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิง ที่เทโรฯ เจอ อัล ไอน์ (เทโรฯชนะเกมนั้น แต่ได้รองแชมป์ด้วยกฏประตูรวม) แต่จริงๆแล้ว ถ้าพูดถึงบอลนอกนี่ผมจะชอบ (ไมเคิ่ล) โอเว่น สมัยผมเด็กๆ นี่ผมเล่นเป็นกองหน้า แล้วตัวเล็กๆ เร็วๆเหมือนกัน ผมเลยศึกษาเขา

FFT TH : แล้วอีกทีมหนึ่งล่ะ?

จักรพันธ์ พรใส : ก็ตำรวจนั่นแหละ… คือ ช่วงนั้นมีตำรวจใหญ่ ตำแหน่งผู้กำกับท่านหนึ่ง แกชอบชักชวนผมไปเตะฟุตบอลที่บ้าน บึงกาฬ ปรากฏว่าผมก็ประสบความสำเร็จ ยิงเยอะ เป็นดาวซัลโว เขาเลยมาถามว่าอยากจะมาเล่นฟุตบอลกับทีมตำรวจไหม? โอ้ว ผมก็รีบบอกว่า “อยากครับ” ทันที และก็บอกให้ผมเข้าไปหาพี่ยง (ชัยยง ขำเปี่ยม) ซึ่งตอนนั้น (ประมาณปี พ.ศ.2549) พี่ยงเป็นโค้ชอยู่ตำรวจเล่นในดิวิชั่น 1...ผมรีบหอบสตั๊ดเข้ามาหาพี่ยงที่สนามซ้อมของตำรวจทันที พอเจอพี่ยงแกก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร ก็บอกให้ซ้อมเลย แต่เหมือนกับช่วงนั้นลีกมันเปิดอยู่ และตำรวจกำลังคั่วแชมป์เพื่อขึ้นไทยพรีเมียร์ลีก เขาก็เลยไม่ได้มาดูเราเท่าไหร่ จนผ่านไป 2 อาทิตย์ มันไม่เวิร์คเลย เหมือนเราก็เข้าไปซ้อมอย่างงั้น เราเลยตัดสินใจกลับมาเรียนหนังสือใหม่อีกรอบ แต่พอกลับมาทีนี้ ผมกลายเป็นแฟนบอลตำรวจแล้ว คอยอ่านข่าว คอยติดตามผลงานพวกเขาตลอด เอาใจช่วยให้เลื่อนชั้น แล้วปรากฏว่าสุดท้ายปีนี้ก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นไทยลีกจริงๆ  

FFT TH : แล้วทำไงถึงได้กลับไปอยู่ ตร.

จักรพันธ์ พรใส : พอพวกเขาเลื่อนชั้นก็มีประกาศทางหนังสือพิมพ์ทันทีว่า “เปิดคัดนักเตะเพื่อสู้ศึกไทยพรีเมียร์ลีก” ครั้งนี้ผมตัดสินใจหิ้วสตั๊ดกลับมาอีกทีด้วยตัวเอง ซึ่งพี่ยง (ชังยง ขำเปี่ยม) ก็จำผมได้ เขาถามผมคำแรกว่าจบที่ไหนมา ผมบอกจบจากโรงเรียนที่บึงกาฬบึงกาฬ เขาทำหน้างงๆ แล้วบอกว่า เมืองกาญจน์เหรอ? ผมก็บอกเปล่าฮะ “บึงกาฬ” เขาก็ยังงงๆ ต่อแล้วก็พูดพึมพำๆว่า “บึงกาฬอยู่ที่ไหนว่ะ” ซึ่งมันก็ทำให้เราเขินๆ อยู่ไม่น้อย เพราะแต่ละคนมากันจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนบ้าง มาจากโรงเรียนดังๆ อื่นๆ แต่สุดท้ายเราก็ได้ลงคัดตัวในตำแหน่งปีก จริงๆแล้วผมลงคัดตัวเป็นกองหน้า แต่พี่เสริฐ (ประเสริฐ ช้างมูล) บอกให้เราไปเล่นปีก เขาคงเห็นเราตัวเล็ก ซึ่งเราก็ทำได้ดี จ่ายให้เพื่อนทำประตูได้ ยิงได้ และก็ได้ติดทีมในที่สุด ผมรีบโทรบอกพ่อ-แม่ เพราะเราไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่เล่นฟุตบอลแล้วได้เงินด้วย เราก็คิดว่า เฮ้ย! เอาเว้ย การเป็นนักฟุตบอลทีมชาติอย่างที่คิดมันเริ่มมีโอกาสใกล้เข้ามาแล้วเว้ย!  

FFT TH : มันเหมือนฝันเลยรึเปล่ากับเด็กต่างจังหวัดที่หอบสตั๊ดมาคัดตัวเเล้วติดทีมในไทยลีก?

จักรพันธ์ พรใส : ใช่ ตอนแรกทุกอย่างดูเหมือนจะสวยงาม... ผมมีชื่อติดอยู่ 1 ใน 35 คน แต่เขาส่งชื่อแค่ 25 คนเท่านั้น คนที่ติด 1 ใน 25 จะได้เบี้ยเลี้ยงซ้อมวันละ 500 บาท ส่วนอีก 10 คน จะได้แค่วันละ 300 บาท ไม่มีเงินเดือน แต่ทีแรกแค่นั้นผมก็ดีใจแล้วแหละ อย่างไรก็ตามมันมีอะไรให้พีคกว่า เพราะพอจบแมตช์แรกของซีซั่นที่เราชนะไทยฮอนด้า 1-0 พวกที่ไม่ได้เล่นก็จะมาอุ่นเครื่องเคาะสนิทกันในวันอาทิตย์… ผมได้ลงสนามอุ่นเครื่องกับ สมุทรสงคราม ปรากฏว่าเล่นดีมาก… เอาแล้ววว อยู่ๆ พี่ยง เดินมาบอกว่า เดี๋ยวแมตช์ส่งชื่อเลย ผมช็อค!  

FFT TH : อะไรมันจะดูรวดเร็วขนาดนั้น?

จักรพันธ์ พรใส : มันยิ่งกว่านั้นอีก… คือ พอถูกส่งชื่อเป็น 1 ใน 25 แมตช์ต่อไปเราต้องไปเยือนยาสูบ ผมก็นั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง แต่เราไปแค่แป๊บเดียว ทีมเราโดนนำ เวลาผ่านไปแค่ประมาณครึ่งชั่วโมง พี่ยง เดินมาบอก “บอล...ลงไปวอร์ม” เท่านั้นแหละ โอ้โหขาสั่น!  

FFT TH : มันตื่นเต้นมาก?

จักรพันธ์ พรใส : มันยิ่งกว่าตื่นเต้นซะอีก พอพี่ยงสั่งมา เราก็รีบใส่รองเท้า แต่เชื่อไหมว่า ผมใส่รองเท้าไม่ได้ คือ มือไม้มันสั่น ตื่นเต้น ผูกเชือกรองเท้าไม่ได้เลย จนพี่ยงตะโกนมาถามว่า “สรุปมึงจะเล่นไม่เล่น ห๊ะ! ผมเลยต้องรีบไปวิ่งวอร์มให้ร่างกายมันร้อน ให้ความตื่นเต้นมันลดลงก่อน พอเหงื่อออกมันก็ช่วยได้ กลับมาใส่รองเท้าได้ตามปกติ มาตัวสั่นอีกทีก็ตอนกำลังจะลงสนาม เกมนั้นแข่งกันที่สนามเทพหัสดิน ผมเห็นคนดูในสนามฝั่งมีหลังคาแล้วก็ตื่นเต้น และพอลงไปได้ไม่ถึง 10 นาที ก็ข้อเท้าพลิก โดนเปลี่ยนออกจากสนามอีก แถมโดนพี่ยงด่าด้วย เขาบอกว่าทำไมเราไม่ล็อคข้อเท้า เราก็พูดตามประสาเด็กๆตอบกลับไปว่า เพิ่งมีชื่อติดทีมนัดแรก ผมไม่คิดว่าจะได้ลง เขาก็ด่ากลับมาบอกเราเป็นนักฟุตบอลอาชีพ มันต้องพร้อมตลอดเวลา นั่น คือ บทเรียนแรกในเวทีฟุตบอล    

FFT TH : หลังจากนั้นเกิดหรือดับ?

จักรพันธ์ พรใส : ผมยังพอได้ลงสนามบ้าง ส่วนใหญ่ลงเป็นตัวสำรอง แต่พอเลก 2 ทีมผลงานไม่ดี บอร์ดบริหารสั่งปลดพี่ยง แล้วให้พี่วิฑูรย์ (กิจมงคลศักดิ์) เข้ามาแทนเลก 2 ซึ่งพี่เขาก็ดึงนักเตะใหม่ๆของเขาเข้ามาทั้ง ศักรินทร์ จันทร์โยธา, โชคชัย ชูชัย, ณธฤษภ์ ธรรมรสโสภณ รวมถึง รณชัย รังสิโย ทำให้เลก 2 ผมไม่มีชื่อเลยด้วยซ้ำ คือ ไม่ทันได้ซ้อมกับเขาเลย ต้องออกจากทีมทันที ทุกๆอย่างมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด  

ในยุคที่เล่นดิวิชั่น 1 กับตำรวจ

-ติดตามการสู้ชีวิตลูกหนังของ จักรพันธ์ พรใส ได้ต่อในหน้าถัดไป-