เยอรมันโมเดล: บางอย่างที่น่าใช้กับไทย...แต่ไม่ได้ผลกับอังกฤษ

ทีมชาติเยอรมัน สร้างสถิติผ่านเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายได้ถึง 6 ทัวร์นาเมนต์ติดต่อกัน เพราะเหตุใดพวกเขาถึงทำอย่างงั้นได้? FFT มีคำตอบให้ทุกคน…

เป็นเวลา 12 ปีแล้วที่ขุนพลทีมชาติเยอรมัน ไม่เคยทำผลงานได้ต่ำกว่า รอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขันฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ทั้งๆที่เมื่อ 16 ปีที่แล้ว พวกเขาเพิ่งตกรอบแรกยูโร 2000 อยู่เลย

ทั้งหมดเป็นเพราะ “อินทรีเหล็ก” มีการปฏิวัติอย่างจริงจังในทุกภาพส่วนของวงการลูกหนัง

เพราะเหตุใดพวกเขาถึงทำอย่างงั้นได้? ประเทศอื่นจะลอกเลียนพวกเขาได้ไหม? ทำไมอังกฤษถึงทำแบบพวกเขาไม่ได้? หรือแม้แต่ ไทย ของเราจะเอาวิธีแบบดอยช์มาใช้ได้หรือไม่?

โปรดค้นหาคำตอบในย่อหน้าข้างล่างทั้งหมดต่อจากนี้….

12 ปีก่อนหน้าที่ เยอรมัน จะคว้าแชมป์โลกที่บราซิล พวกเขาได้สร้างโรงเรียนฟุตบอลถึง 52 แห่งทั่วประเทศ พร้อมกับมีที่ฝึกสอนโค้ชอีก 366 แห่ง และมีผู้ฝึกสอนแบบฟลูไทม์ถึง 1,300 คนทั่วแผ่นดินเบียร์

เงินไม่ใช่ทุกอย่าง(แต่ถ้ามี ก็ทำได้หลายอย่าง)

12 ปีก่อนหน้าที่ เยอรมัน จะคว้าแชมป์โลกที่บราซิล พวกเขาได้สร้างโรงเรียนฟุตบอลถึง 52 แห่งทั่วประเทศ พร้อมกับมีที่ฝึกสอนโค้ชอีก 366 แห่ง และมีผู้ฝึกสอนแบบฟลูไทม์ถึง 1,300 คนทั่วแผ่นดินเบียร์ โดย สหพันธ์ฟุตบอลเมืองเบียร์ (เดเอฟเบ) และหลายสโมสรในประเทศร่วมกันลงทุนปีละ 48 ล้านยูโรต่อปี เพื่อพัฒนาระบบดังกล่าว
คำถามก็คือ ทำไมประเทศที่ประสบความสำเร็จมาโดยตลอดถึงต้องทำขนาดนี้?

ทั้งหมดเป็นเพราะ พวกเขาเริ่มขาดแคลนนักเตะคุณภาพรุ่นใหม่ที่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนพวกตัวเก๋าๆได้ โดยก่อนหน้านั้น แบร์ตี้ โฟ้กตส์ กุนซือทีมชาติในตอนนั้น ก็เคยออกโรงเตือนสมาคมฟุตบอลมาก่อนแล้ว และหากไม่ทำอะไรสักอย่าง ต่อไปกองทัพ “อินทรีเหล็ก” อาจจะโดนประเทศอื่นแซงหน้าเรื่อยๆ

Euro 96 winning coach Berti Vogts saw trouble coming...

แบร์ตี้ โฟ้กตส์ ที่พาทีมคว้าแชมป์ยูโร 1996 เห็นถึงปัญหาในอนาคตของทีมชาติ

และแล้วทุกอย่างก็เห็นชัดขึ้นในศึกยูโร 2000 ที่ เยอรมัน ไปตกรอบแรกแบบอับอายขายขี้หน้าชาวโลกเป็นที่สุด ซึ่งปัญหาของทีมชุดนั้นคือ เต็มไปด้วยดาวโรยของวงการลูกหนังเมืองเบียร์ โดยมีค่าเฉลี่ยของอายุนักเตะอยู่ที่ 29 ปี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โลธ่าร์ มัทเธอุส ที่ตอนนั้นอายุถึง 39 ปีเข้าไปแล้ว ทั้งยังมีนักเตะอายุ 30 ปีอัพ อยู่ในทีมชุดนั้นถึง 10 คนด้วยกัน

ทำให้จากวันนั้น เดเอฟเบ เริ่มตั้งทีมแมวมองคอยเสาะแสวงหาดาวรุ่งทั่วประเทศ ซึ่งหนึ่งในนักเตะที่พวกเขาค้นพบในขณะนั้น คือ มิโลสลาฟ โคลเซ่ ที่ต่อมากลายเป็นถึงดาวซัลโวตลอดกาลในฟุตบอลโลก ทั้งๆที่ในปี 2000 โคลเซ่ ยังเล่นฟุตบอลในลีกระดับ 5 ของประเทศ และไม่เคยมีแมวมองจากทีมใดในบุนเดสลีก้าติดต่อเขาไป

“ต่อจากนี้ ถ้ามีเด็กพรสวรรค์คนใดในเยอรมัน ไม่ว่าเขาจะอาศัยอยู่ในป่าลึกหรือหมู่บ้านเล็กๆในหุบเขาอะไรก็ตาม เราก็จะพาตัวเขามาให้ได้” ยอร์ก แดเนียล ผู้อำนวยการโปรแกรมหาแข้งพรสวรรค์ของเยอรมัน ประกาศไว้อย่างนั้นในตอนนั้น

สโมสร v ทีมชาติ

แน่นอนว่า การหาแต่เยาวชนดาวรุ่งอย่างเดียวย่อมไม่ส่งผลให้ทีมชาติได้แชมป์ในทันทีหรอก

ถ้ามีเด็กพรสวรรค์คนใดในเยอรมัน ไม่ว่าเขาจะอาศัยอยู่ในป่าลึกหรือหมู่บ้านเล็กๆในหุบเขาอะไรก็ตาม เราก็จะพาตัวเขามาให้ได้

- ยอร์ก แดเนียล ผู้อำนวยการโปรแกรมหาแข้งพรสวรรค์ของเยอรมัน

ดังนั้นอีกข้อที่สำคัญคือ สโมสรในลีก ที่จำเป็นต้องเล่นในระบบเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการวางแผน เมื่อนักเตะของแต่ละทีมมารวมกับในทีมชาติ ทั้งยังต้องยอมรับข้อตกลงที่จะให้ทุกทีมมีนักเตะท้องถิ่นลงเล่นโดย แนวทางของ เดเอฟเบ ก็คือใน สโมสรแต่ละสโมสรจะต้องมีนักเตะเยอรมันในทีม อย่างน้อย 12 คน

ซึ่งทั้งหมดก็เปรียบเสมือนการวัดดวง เพราะว่าถ้าสโมสรคุณสามารถสร้างนักเตะที่ดีขึ้นมาได้ ก็จะประหยัดเงินและค่าใช้จ่ายไปเยอะ ทั้งยังสามารถประชาสัมพันธ์ให้กองเชียร์ท้องถิ่นหันมาสนับสนุนทีมคุณได้มากขึ้นอีกด้วย

 ทว่า ในทางกลับกัน การจะสร้างนักเตะออกมาหนึ่งคนนั้นก็มีโอกาสล้มเหลวมากกว่าประสบความสำเร็จเหมือนกัน

Several of Bayern Munich's stars - including Thomas Muller and Philipp Lahm - are home grown.

โธมัส มุลเลอร์ และ ฟิลิปป์ ลาห์ม สองเด็กสร้างของ บาเยิร์น

อีกเรื่องคือ เรื่องของทีมงานโค้ชที่ต้องได้คุณภาพ ดังนั้น เดเอฟเบ จึงลงทุนในการสร้างผู้ฝึกสอนหน้าใหม่ๆขึ้นมา ทั้งในระดับรากหญ้าและระดับสูง

ทว่า ทั้งหมดฟังดูเหมือนพูดง่าย แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องยากมากที่จะเลียนแบบ “เยอรมันโมเดล”

เพราะ มันคงง่ายกว่าเยอะ หากทีมใหญ่ๆในลีกเลือกที่จะลงทุนกับนักเตะต่างชาติราคาไม่แพงที่ฝีเท้าดี หรือจะเป็นการดูดนักเตะจากทีมเล็กๆ หรือโรงเรียนฟุตบอลต่างๆ ที่มีพวกตัวฉายแววในราคาไม่กี่แสนยูโร และไม่ต้องสนใจด้วยว่าพวกเขาถือพาสปอร์ตสัญชาติใด เพราะสุดท้ายแล้ว สโมสรก็มีโอกาสคว้าแชมป์ได้อย่างดี

และมิฉะนั้นแล้ว อังกฤษ คงสามารถเจริญตามรอยคู่รักคู่แค้นได้ไปแล้ว…

ประวัติศาสตร์, เงิน และ การบังคับ

เพราะอะไรทีมในเยอรมันถึงยอมลงทุนตามคำขอของ เดเอฟเบ?

คำตอบก็คือ ประวัติศาสตร์, เงิน และ โดนบังคับ

เริ่มกันที่เรื่องของ ประวัติศาสตร์ ก่อน โดยทุกวันนี้ ฟุตบอลลีกเยอรมันมีความคล้ายกับอังกฤษอยู่แล้ว โดย สหพันธ์ฟุตบอลเมืองเบียร์ มีหน้าที่รับผิดชอบ ทีมชาติทุกชุด, ถ้วยในประเทศ และ ผู้ตัดสิน ขณะที่สโมสรต่างๆมีสมาคมของตัวเอง ส่วนบุนเดสลีก้าและบุนเดสลีก้า 2 จะถูกควบคุมโดย ฟุตบอลลีกเยอรมัน (เดเอฟแอล)

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ทุกอย่างไม่เป็นเช่นนี้ โดยในสมัยก่อนนั้น เดเอฟเบ ยังดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวกับวงการฟุตบอล และทุกสโมสรต้องขึ้นตรงกับ สมาคมฟุตบอล ทว่าวันนี้ ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไป แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังทำงานร่วมกันอย่างดี

ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีกับทั้งสองฝ่าย เพราะว่าต่างฝ่ายจะสามารถโฟกัสกับงานของตนเองได้อย่างชัดเจนมากขึ้น และความสัมพันธ์ของสองฝ่ายยิ่งผูกพันกันมากขึ้น หลังจากประเทศของพวกเขาตกรอบแรกยูโร 2000

จากวันนั้น เดเอฟเบ ต้องทำอะไรสักอย่าง โดยพวกเขามีหัวเรือใหญ่คือผู้บริหารจาก 7 สโมสรใหญ่ในบุนเดสลีก้า นำโดย คาร์ล-ไฮนซ์ รุมมินิเก้ แห่ง บาเยิร์น มิวนิค ผู้ให้คำนิยาม การตกรอบครั้งนั้นว่า “เรื่องช็อคที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตพวกเรา” และ โวล์ฟกัง โฮลซ์เฮาเซอร์ ซีอีโอของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

“พวกเราทุกคนต้องช่วยเหลือทีมชาติของเรา ไม่ว่าคุณจะเป็นทีมอันดับ 19 หรือแชมป์บุนเดสลีก้าก็ตาม” ประธาน “ห้างขายา” กล่าวเมื่อสิบกว่าปีก่อน

ซึ่งหลังจากนั้น การทำงานของสโมสรกับทีมชาติเป็นไปได้ด้วยดีกว่าอดีต ซึ่งนั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลเยอรมันทีเดียว 

Getting dumped out of Euro 2000 at the group stage was a wake-up call for Germany.

ความผิดหวังเมื่อปี 2000 ส่งผลถึงแชมป์โลกในอีก 14 ปีต่อมา

เหตุผลที่สองคือ เงิน โดยย้อนไปเมื่อปลายปี 2001 วงการลูกหนังเยอรมัน กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ที่รับผิดชอบค่าถ่ายทอดสดของ บุนเดสลีก้า กำลังขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

ทำให้ทุกทีม(เว้นแต่ ทีมที่คุณก็น่าจะรู้ว่าใคร ฮา)ต้องหันมาใช้บริการแข้งดาวรุ่งมากขึ้น เพราะว่า พวกเขาไม่มีปัญญาไปสู้พลังเงินของทีมในต่างแดนอีกแล้ว ทำให้ทีมต่างๆในแดนไส้กรอก ไม่สามารถอิมพอร์ตนักเตะต่างชาติมาได้อีก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดยในปี 1994 ถึง 1998 “เสือเหลือง” คว้าแชมป์บอลเยอรมัน รุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี ได้ถึง 5 ปีติดต่อกัน ทว่าพวกเขากลับไม่มีนักเตะดาวรุ่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้มากนัก

พวกเราทุกคนต้องช่วยเหลือทีมชาติของเรา ไม่ว่าคุณจะเป็นทีมอันดับ 19 หรือแชมป์บุนเดสลีก้าก็ตาม

- โวล์ฟกัง โฮลซ์เฮาเซอร์ ซีอีโอของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

ทั้งหมดเป็นเพราะ นโยบายของสโมสรที่ต้องการสร้างทีมเพื่อควาญหาความสำเร็จในระดับทวีป ทำให้พวกเขาเลือกจ่ายเงินให้นักเตะเก่งๆมากกว่าใช้บริการเด็กสร้างของตัวเอง แต่เพราะปัญหาทางการเงินและเหตุผลในย่อหน้าถัดไป ทำให้ความคิดนี้ต้องเปลี่ยนไป

สาเหตุข้อสุดท้าย คือ การบีบบังคับจากสมาคมฟุตบอลเยอรมัน

พวกเขาร่างกฎที่ให้ทุกทีมต้องมีผู้เล่นสัญชาติเยอรมันในทีม หรือดันผู้เล่นเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ซึ่งหากใครไม่ทำตาม ก็มีโอกาสโดนสั่งยุบทีมหรือไม่ให้ลงเล่นในลีกที่พวกเขาดูแล

โจชัว คิมมิช คือ ผู้ได้รับโอกาสในยูโร 2016

เช่นเดียวกับกำหนดจำนวนโค้ชหรือนักกายภาพบำบัดชาวดอยช์ที่ต้องมีอยู่ในทีม ทั้งยังสั่งให้ทุกสโมสรต้องติดต่อกับโรงเรียนท้องถิ่นเพื่อป้อนเด็กที่มีแววเข้าสู่ทีมต่อไป

และนั่นทำให้ เยอรมัน มีวันนี้

วันที่ อังกฤษ ไม่มีวันทำได้…

โลกหมุนเปลี่ยนผัน

ทั้งหมดคือเหตุผลที่ทีมในพรีเมียร์ลีกไม่สามารถลอกเลียนทีมในบุนเดสลีก้าได้

คุณนึกภาพที่ โรมัน อบราโมวิช หรือ กลุ่มทูนอาบูดาบี  พยายามจะดันนักเตะอังกฤษแท้ๆขึ้นสู่ทีมสิ มันมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ คนรัสเซีย หรือ คนจากยูเออี ต้องมาทำเพื่อทีมชาติของคนอื่น

ซึ่งแตกต่างกับใน เยอรมัน ที่เจ้าของทีมส่วนใหญ่เป็นคนดอยช์แท้ๆเกือบทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลเล็กๆอีกสองข้อที่ทำให้ เยอรมัน กลายร่างเป็นแบบนี้ได้

1.     สังคมที่รับชาวต่างชาติเข้ามา

2.     วัฒนธรรมฟุตบอลที่เปลี่ยนไป

โดยข้อแรกนั้น ลองดูได้จากรายชื่อทีมชาติเยอรมันชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีที่คว้าแชมป์ยุโรปได้เมื่อปี 2009 ก็จะตอบได้อย่างดี เพราะว่า หลายคนในทีมชุดนั้น ล้วนแต่ไม่ใช่เยอรมันแท้ๆ

ไม่ว่าจะเป็น เยโรม บัวเต็ง(กาน่า) เมซุต โอซิล(ตุรกี) ซามี่ เคดิร่า(ตูนิเซีย) อันเดรียส เบ็ค(รัสเซีย) เซบาสเตียน โบนิช(โปแลนด์) ฟาเบียน จอห์นสัน(อเมริกา) อัสคัน เดยากาห์(อิหร่าน) และอีกมากมายหลายคน

Ozil, Khedira & Co. celebrate winning the 2009 European U21 Championship

เคดิร่า และ โอซิล กำลังหลักของทีมชุดนั้น

โดยเราบอกได้เต็มปากว่า เยอรมัน คือ ประเทศของผู้อพยพอย่างแท้จริง และนั่นทำให้พวกเขามีทรัพยากรนักเตะใหม่ๆเพิ่มขึ้นเยอะ อีกทั้งความคิดของเด็กรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ความเครียดแค้นจากสงครามโลกค่อยๆจางหายไป เพราะถ้าเป็นในสมัยก่อน เชื่อได้เลยว่า คนตุรกีจะไม่มีวันยอมทรยศต่อชาติ และไปเล่นให้เยอรมันโดยเด็ดขาด ทว่า ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไป

ส่วนเหตุผลข้อสุดท้าย คือ วัฒนธรรมฟุตบอลที่หันมาเน้นเทรนด์ดาวรุ่งมากขึ้น ทั้งในวงการนักเตะและโค้ช

นั่นทำให้ชื่อของกุนซือรุ่นใหม่ในเยอรมัน จะเป็นพวกที่อายุไม่มากทั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์, ราล์ฟ รังนิค, โธมัส ทูเคิ่ล และแน่นอนว่า โยอาคิม เลิฟ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เดเอฟเบ แสดงให้เห็นว่า พวกเขาพร้อมจะสร้างทีมและโค้ชดาวรุ่งเป็นหลัก เหมือนเมื่อปี 2004 ที่ เอฟเอเยอรมัน กล้าแต่งตั้ง เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ คุมทีมชาติที่กำลังจะเล่นฟุตบอลโลกที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ ด้วยวัยแค่ 41 ปี

กลับมาที่อังกฤษ ถึงตรงนี้พวกเขายังไม่มีแผนงานอะไรชัดเจนในอีกสองปีข้างหน้าที่รัสเซียเลย(ยังไม่รู้จะผ่านเข้ารอบไหม ฮา) และ เอฟเอ จะกล้าตัดสินใจรื้อระบบทุกอย่างเหมือนเยอรมันไหม(คงไม่แน่ๆ)

ดังนั้น ถ้าลอกเลียนแบบไม่ได้ทั้งหมด ก็เอาสักข้อนึงก็ยังดี…

แต่งตั้ง เดวิด เบ็คแฮม เป็นกุนซือคนใหม่ของทีมไปเลย อย่างน้อย รับรองว่า แม้อาจไม่ประสบความสำเร็จ แต่เรตติ้งทีมกระฉูดแน่นอน(ฮา)