FA Cup: 10 สุดยอดเกมรองชนะเลิศสุดประทับใจ

Jon Spurling รวบรวม 10 โมเมนท์สุดยอดเกมนัดรองชนะเลิศที่อยู่ในความทรงจำ 

1) บาย....นะ

ฟุตบอลเอฟเอคัพ ฤดูกาลแรกมาพร้อมกับเรื่องแปลกๆ ของฟุตบอลอังกฤษในยุควิคตอเรียน (ประมาณ ค.ศ. 1837-1901) เรื่องแรกก็คือเกมรอบรองชนะเลิศและนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพ ต้องมาเล่นกันที่สนามเคนนิงตัน โอวัล ที่เป็นสนามกีฬาคริกเก็ต

เรื่องที่สอง รอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ มีทีม ควีนส์ปาร์ค จากเมืองกลาสโกว์ เข้าร่วมการแข่งขันด้วย เนื่องจากขณะนั้นสมาคมฟุตบอลสก็อตแลนด์ไม่ได้เริ่มสั่งห้ามทีมจากสก็อตแลนด์เข้าร่วมแข่งขัน (จนกระทั่งปี 1877 จึงเริ่มห้ามข้ามประเทศมาแข่งในอังกฤษ) แต่สิ่งที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ ควีนส์ปาร์ค ผ่านเข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศโดยไม่ได้ลงเตะแม้แต่นัดเดียว เพราะทีมส่วนหนึ่งจาก 15 ทีมที่เข้าแข่งถอนตัวไม่ลงแข่งขัน ทำให้อีกฝ่ายได้บาย 

ในเกมรอบรองชนะเลิศนัดแรก ทีมจากเมืองกลาสโกว์ต้องพบกับทีม วันเดอร์เรอร์ส ท่ามกลางผู้ชม 2,000 คนที่เข้ามาชมเกมที่เสมอกันไป 0-0 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าควีนส์ปาร์คก็มีแท็กติกและฝีเท้าไม่เลวแม้จะไม่เคยลงเล่นเลยแม้แต่เกมเดียวก็ตาม และทั้งคู่ต้องเตะนัดรีเพลย์กันอีกครั้ง

แต่น่าเสียดายที่่ทีมสก็อตไม่มีเงินค่ารถไฟเพื่อเดินทางมาเตะนัดรีเพลย์ จนต้องถอนตัวจากการแข่งขัน ทำให้วันเดอร์เรอร์ส (ที่ถ้าดูจากชื่อก็คงพอจะเดาได้ว่าไม่มีแม้แต่สนามเหย้า แต่ปกติใช้สนามเคนนิงตัน) ได้ชนะบายเข้าไปเตะนัดชิงชนะเลิศ

An early game (but presumably at night) at the Oval

An early game (but presumably at night) at the Oval

2) ฟื้นจากความเศร้า

"เมื่อมองย้อนกลับไป มันเหมือนปาฏิหาริย์ที่เราสามารถลงเล่นเอฟเอคัพในปีนั้นด้วยตัวผู้เล่นของเราที่เหลืออยู่" อดีตโค้ชแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จิมมี่ เมอร์ฟี่ เล่าย้อนอดีต 

เพียง 44 วันหลังจากเหตุโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่เมืองมิวนิค ปีศาจแดงที่เพิ่งฟื้นความสูญเสียต้องลงสนามเตะเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศกับฟูแล่มที่สนามวิลล่า ปาร์ค และเสมอกันไป 2-2 แต่เพียง 4 วันถัดมาในเกมนัดรีเพลย์ที่สนามไฮบิวรี่ ปีศาจแดงรวบรวมจิตใจและพลังฮึดกลับมาเอาชนะฟูแล่มไปได้ด้วยสกอร์ 5-3

เกมนัดรีเพลย์ที่ไฮบิวรี่ เป็นเกมที่ยิ่งใหญ่ไม่ต่างกับเรือไททานิคของยุคนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน 3-0 แต่เป็นจอห์นนี่ เฮนส์ ที่ทำให้ฟูแล่มฮึดสู้จนไล่ตามตีเสมอได้ แต่ยังคงเป็นปีศาจแดงที่เอาชนะไปได้ในที่สุด

"แน่นอน ผมอยากพาฟูแล่มผ่านเข้าไปถึงนัดชิงชนะเลิศ" เฮนส์ กล่าว "แต่กับสิ่งที่เกิดขึ้น [เหตุเครื่องบินตก] คงไม่มีแฟนฟุตบอลคนไหนที่จะโกรธแค้นกับการที่ยูไนเต็ดได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ" 

"เกมนั้นเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเลยทีเดียว" จิมมี่ เมอร์ฟี่ กล่าว แม้ว่าในเกมนัดชิงชนะเลิศแมนฯ ยูไนเต็ดไม่ได้จบแบบดราม่าซาบซึ้ง เพราะโบลตันเป็นฝ่ายเอาชนะและได้ชูถ้วยแชมป์ก็ตาม 

3) สเปอร์สุดยอด

บิล นิโคลสัน อดีตกุนซือไก่เดือยทองเล่าว่า "เคยมีคนบอกนะ ว่าสเปอร์เป็นทีมที่มาแค่วูบเดียวแล้วดับ และจิมมี่ กรีฟส์ ก็ทำให้เราเปลี่ยนไป" สเปอร์แชมป์เก่าซึ่งครองดับเบิ้ลแชมป์พรีเมียร์ลีก-เอฟเอ คัพในฤดูกาล 1960/61 ลงเตะรอบรองชนะเลิศกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่สนามฮิลส์โบโร่ และทำผลงานยอดเยี่ยมเพื่อยืนยันว่าไก่เดือยทองเป็นสุดยอดทีมในยุคต้นทศวรรษ 1960 แม้ในฤดูกาล 1961/62 จะต้องพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกก็ตาม

*จิมมี่ กรีฟส์ เล่นให้สเปอร์ 10 ปี ลงสนาม 321 นัด ยิง 220 ประตู

จิมมี่ กรีฟส์ โชว์ฟอร์มยิงประตูตั้งแต่เริ่มเกมได้เพียง 4 นาที และเป็นคลิฟฟ์ โจนส์ที่โขกลูกเปิดของจอห์น วิธ ให้สเปอร์ขึ้นนำ 2-0 ในช่วงครึ่งแรก แม้ยูไนเต็ดจะตีไข่แตกจากประตูช่วงท้ายเกมของเดวิด เฮิร์ด แต่สเปอร์ก็ยังคงรักษาฟอร์มได้อย่างคงเส้นคงวา เหมือนที่ผู้สื่อข่าวอลัน โฮบี้ รายงาน "ขยับบอลกันเชื่องช้าเหมือนกันเดินเล่น เผาเวลากันแบบหน้าตาเฉย สเปอร์เล่นฟุตบอลกันแบบสบายๆ แต่บุกขึ้นมาตามริมเส้นฝั่งขวาได้อย่างน่ากลัว" และประตูชัยจากลูกโขกของเทอร์รี่ เม็ดวิน ก็ถูกบรรยายโดยผู้สื่อข่าว บิล นิค ว่า "เฉียบขาดเหมือนแทงด้วยดาบปลายปืน ประตูสุดคม และนั่นก็คือจุดจบของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เล่นฟุตบอลเชื่องช้าและไม่สร้างสรรค์" 

"ผมคิดว่าพวกเราได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว" บิล นิโคลสัน กล่าว และฤดูกาลนั้นนิโคลสันพาไก่เดือยทองคว้าแชมป์เอฟเอคัพด้วยการเอาชนะเบิร์นลีย์ 3-1 และกรีฟส์คนเดิมก็ยิงประตูแรกให้สเปอร์ตั้งแต่นาทีที่ 5

4) โลกจริง 1, อุดมคติ 0

กว่าที่ลีดส์ ยูไนเต็ด ของดอน เรวี่ จะผ่านแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศเมื่อเดือนมีนาคม 1970 ก็ต้องแข่งกันถึง 3 ครั้ง และเป็นลีดส์ที่โชว์ฟอร์มสวยในเกมรีเพลย์นัดสุดท้ายที่สนามเบิร์นเด็น ปาร์ค รังเหย้าของโบลตัน สองมิดฟิลด์ยูงทอง จอห์นนี่ กิลส์ และบิลลี่ เบรมเนอร์ ช่วยกันหยุดจอร์จ เบสท์, บ็อบบี้ ชาร์ลตัน และเดนิส ลอว์ จนโชว์ฟอร์มไม่ออก

ผู้สื่อข่าว ไบรอัน แกลนวิลล์ บรรยายถึงเกมคู่ดังกล่าวว่า "เถื่อนสุดๆ ดูแล้วเครียด ฟุตบอลดีๆ ต้องถูกบดบังด้วยความโหดและเกมหนัก"

เกมแรกที่พบกันสนามฮิลล์สโบโร่ เล่นกันหนักมาก ภาพของแจ็ค ชาร์ลตันและเดนิส ลอว์ แลกหมัดใส่กันก่อนจะลงไปนอนกอดปล้ำฟัดกันบนพื้นสนามแสดงถึงความเข้มข้นของเกมที่จบด้วยผลเสมอ 0-0 ซึ่งหนังสือพิมพ์ยอร์คเชียร์โพสต์ เขียนถึงเกมนี้ว่า "ทั้งสองทีมทำตัวเหมือนหมาบ้ายกพวกไล่กัดกันแย่งกระดูก"

แต่ในเกมรีเพลย์ ครั้งที่ 2 ก็เป็น บิลลี่ เบรมเนอร์ ที่ยิงประตูชัยให้ยูงทองเฉือนชนะ 1-0 ที่ผู้สื่อข่าว จอห์น อาร์ล็อตต์ เคยตั้งข้อสังเกตว่า "ผู้จัดการทีมที่มีแนวคิดอุดมคติเกินจริง จะเลือกจอร์จ เบสต์ แต่ผู้จัดการทีมที่มองโลกจริงจัง จะเลือกเบรมเนอร์"

Alex Stepney dives in vain as Bremner's bazooka flies past him

Alex Stepney dives in vain as Bremner's bazooka flies past him

5) ฟุตบอลมาราธอน

ในประวัติศาสตร์เกมเอฟเอ คัพ ที่ยาวนานและสูสีที่สุด คงจะไม่พ้นการพบกันของสองตำนานพรีเมียร์ลีก อาร์เซนอล และ ลิเวอร์พูล ที่ต้องเตะกันยาวถึง 4 เกม ในรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ ฤดูกาล 1979/80 

"ไม่ต้องสงสัยเลย" อดีตผู้จัดการทีมปืนใหญ่ เทอร์รี่ นีล กล่าวถึงฟุตบอลมาราธอนของสองยักษ์ใหญ่ ทีมหนึ่งเป็นแชมป์ลีกและอีกทีมเป็นแชมป์เก่าเอฟเอ คัพ "ในตอนนั้นลิเวอร์พูลเป็นทีมที่สุดยอดจริงๆ แต่เราก็เป็นผู้เชี่ยวชาญบอลถ้วย ยังไม่เคยมีเกมไหนที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ไม่ว่าจะก่อนหน้านี้หรือหลังจากเกมนี้"

นับตั้งแต่เกมแรกเกมแรกที่เสมอกัน 0-0 ที่ฮิลส์โบโร่ ก่อนจะเสมอกัน 1-1 อีกสองนัด ที่ต้องลุ้นกันจนถึงช่วงต่อเวลา และการพบกันในนัดที่ 4 ที่สนามไฮฟิลด์ โร้ด ของโคเวนทรี่ เป็นเกมที่สู้กันด้วยการตั้งรับแบบเหนียวแน่นทั้งสอง แต่ไบรอัน ทัลบ็อตต์ของอาร์เซนอลเป็นฮีโร่โขกประตูชัยให้ปืนใหญ่ขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 11 ก่อนจะรักษาสกอร์นี้ไว้ได้และผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศในที่สุด

หลังพ่ายตกรอบ ลิเวอร์พูลก็หันไปมุ่งมั่นกับฟุตบอลลีกและคว้าแชมป์มาครอง แต่ตลอดระยะเวลาการคุมทีมของบ็อบ เพสลีย์ หงส์แดงยังไม่เคยคว้าดับเบิ้ลแชมป์เลย ส่วนอาร์เซนอลที่ได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ อาจจะเนื่องมาจากความเหนื่อยล้า ปืนใหญ่แพ้ให้กับขุนค้อนเวสต์แฮม ที่ขณะนั่นเล่นอยู่ในลีกดิวิชั่น 2 และจนถึงปัจจจุบันนี้ เวสต์แฮมก็ยังเป็นเพียงทีมเดียวจากลีกรองที่เคยคว้าแชมป์เอฟเอคัพ 

"เราทุ่มทุกอย่างเพื่อสู้กับลิเวอร์พูล" นีล กล่าวย้ำ

 

6) หยุดเวลา

บ่ายวันที่ 15 เมษายน 1989 เวลา 15.06 นาที ในเกมเอฟเอ คัพรอบรองชนะเลิศระหว่างลิเวอร์พูลและน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ที่สนามฮิลส์โบโร่ เกมการแข่งขันต้องหยุดลงเมื่อกลุ่มแฟนฟุตบอลหงส์แดงที่อัฒจรรย์ฝั่งเลปปิ้งส์ เลน เริ่มปีนป่ายข้ามแผงเหล็กกันฝูงชนเพื่อหนีตายเอาตัวรอดจากการถูกเบียดเสียดจนเสียชีวิต เหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตแฟนฟุตบอล 96 ราย และเป็นเหตุเศร้าครั้งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลอังกฤษสมัยใหม่

รายงานเบื้องต้นของผู้พิพากษาเทย์เลอร์บรรยายถึงแฟนบอลที่เข้าชมเกมดังกล่าวว่า "เหมือนนักโทษสงครามที่ถูกจับตัวและเดินสวนสนามภายใต้การควบคม" และรายงานสุดท้ายได้เสนอแนะว่า สนามฟุตบอลที่มีความจุผู้ชมมากกว่า 10,000 ที่นั่งควรจะถูกเปลี่ยนให้เป็นเก้าอี้นั่งทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอความช่วยเหลือในรูปแบบของการยกเว้นภาษีจากเงินรายได้และการพัฒนาสนามแข่งขัน แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความนิยมในกีฬาฟุตบอลและการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสนาม ควบคู่กับสัญญาลิขสิทธิ์การถ่ายทอดการแข่งขันของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของเกมฟุตบอลอังกฤษไปตลอดกาล

Lord Taylor (foreground) was shocked by fans' treatment

Lord Taylor (foreground) was shocked by fans' treatment

7) กู้ชีวิตเฟอร์กี้

ว่ากันว่า มาร์ค โรบิน เป็นผู้กู้ชีวิต อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ให้ไม่ต้องกลายเป็นกุนซือตกงานหลังผ่านปีใหม่ 1990 เพียง 1 สัปดาห์ ด้วยการพาทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเอาชนะน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 แต่อีกเกมหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญไม่แพ้กันก็คือเกมรอบรองชนะเลิศกับโอลด์แฮม แอตเลติก

หลังจากชัยชนะนัดรีเพลย์ที่สนามเมนโร้ด ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสกอร์ 2-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ขณะนั้นอยู่ที่อันดับ 15 แต่กว่าจะถึงรอบรองชนะเลิศที่ก็ตกอันดับลงไปอีก ก่อนที่จะกลับมาจบฤดูกาลด้วยอันดับ 13 ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ปีศาจแดงนับตั้งแต่การตกชั้นเมื่อกลางทศวรรษ 1970 

ถ้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแพ้ให้กับทีมจากลีกรองอย่างโอลด์แฮม ในเกมนัดรองชนะเลิศ ชีวิตการคุมทีมปีศาจแดงของเฟอร์กี้ก็คงจบสิ้นตั้งแต่ตอนนั้น

ในเกมนัดแรกที่สนามเมนโร้ด ปีศาจแดงเกือบจะพลาดท่าแพ้ หลังจากโอลด์แฮมเปิดฉากบุกหนักต่อเนื่องและยันเสมอ 3-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ และวันพุธถัดมา ทีมรองบ่อนของโจ รอยล์ ก็สร้างปัญหาให้ปีศาจแดงตั้งแต่ต้นเกม จากจังหวะยิงของนิค เฮนรี่ ชนคานและบอลกระดอนข้ามเส้นเข้าประตูไปแล้ว แต่กรรมการไม่ให้เป็นประตู

ช่วงต่อเวลาพิเศษ โจ รอยล์ กุนซือโอลด์แฮมไม่อยากจะไปลุ้นรีเพลย์อีกนัด ตัดสินใจสั่งกองหลัง แอนดี้ โฮลเด้น ดันเกมบุกขึ้นสูงและเกือบจะมีจังหวะลุ้นประตูชัย แต่กลับกลายเป็นว่าแนวรับที่หละหลวมจากการดันเกมบุกสูง เป็นการเปิดโอกาสให้โรบินส์ สับไกยิงประตูชัยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก่อนหมดช่วงทดเวลาพิเศษเพียง 6 นาที ทำให้ป๊ศาจแดงผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ และเฟอร์กี้ก็นำทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ

8) สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง

ดูเหมือนจะเป็นเกมง่ายสำหรับว่าที่แชมป์ลีก ลิเวอร์พูล เมื่อเอียน รัช ยิงประตูให้หงส์แดงขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 14 ในเกมรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ 1989/90 กับคริสตัลพาเลซที่สนามวิลล่าปาร์ค เพราะเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ หงส์แดงถล่มเอาชนะพาเลซ 9-0 มาแล้ว แต่มาร์ค ไบรท์ และแกรี่ โอไรล์ลี่ ช่วยกันยิงคนละประตูให้ปราสาทเรือนแก้วแซงนำ 2-1 

หงส์แดงพยายามกลับมายิง 2 ประตูช่วงท้ายเกมจากประตูของสตีฟ แม็คมานในนาที 81 และจุดโทษของบาร์นส์ในนาที 83 แต่ในนาทีสุดท้ายของเกม แฟนหงส์ที่ตามไปเชียร์ถึงสนามวิลล่าปาร์คก็ต้องเซ็งกันทั้งสนาม เมื่อแอนดี้ เกรย์ ยิงประตูตีเสมอ 3-3 ให้คริสตัล พาเลซ แต่ฮีโร่ตัวจริงของเกมนี้คือ อลัน พาร์ดิว ที่ยิงประตูชัยในช่วงทดเวลาพิเศษให้พาเลซเฉือนเอาชนะว่าที่แชมป์ลีก ลิเวอร์พูล และผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ผลการแข่งขันเกมนี้สะเทือนไปทั้งโลกฟุตบอล กัปตันทีม อลัน แฮนเซ่น ออกมายอมรับว่า "ผมไม่เคยเห็นเกมรับของเรามั่วเละเทะแบบนี้เลย" และจอห์น บาร์นส เองก็ยอมรับว่า "หลังจากเกมที่แพ้พาเลซนัดนั้น เราก็ไม่สามารถเรียกความมั่นใจกลับมาได้อีกเลย" 

สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้พัดผ่านเกมวันนั้น และเพียงไม่กี่ปีต่อมา ลิเวอร์พูลก็ต้องพลิกผันถูกแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดโค่นจากบัลลังก์แชมป์ในเวลาเพียงไม่กี่ปีถัดมา

9) แก๊ซซ่าบ้าคลั่ง

ในลีกอังกฤษ แก๊ซซ่าฟีเวอร์พุ่งถึงจุดสูงสุดเมื่อเดือนเมษายน 1991 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ใช้สนามเวมบลีย์เป็นสังเวียนการฟาดแข้งเกมรอบรองชนะเลิศ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เป็นทีมรอง ในขณะที่อาร์เซนอลของจอร์จ แกรห์ม เป็นทีมวางและว่าที่แชมป์ลีกด้วยการทิ้งห่างอันดับ 2 ถึง 8 คะแนน แต่กันเนอร์สยังไม่สามารถต้าทางความร้อนแรง (แม้จะไม่ฟิตเต็มร้อย) ของพอล แกสคอยน์ 

แก๊ซซ่ายิงประตูให้สเปอร์ขึ้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 ด้วยประตูสุดสวยจากฟรีคิกระยะ 30 หลาที่เดวิด ซีแมนพุ่งปัดปลายมือแต่บอลแรงพุ่งเสียบคานเข้าประตูไปอย่างสุดจะไขว่คว้า

หลังจากได้ประตูขึ้นนำเพียง 5 นาที แก๊ซซ่าก็โชว์ทักษะจ่ายบอลขั้นเทพ ปาดบอลออกขวาให้แกรี่ ลินีเกอร์ส่งบอลตุงตาข่ายเข้าไปอย่างสวยงาม แม้อาร์เซนอลจะมาตีไข่แตกจากลูกโขกของอลัน สมิธ ปลุกความหวังของปืนใหญ่กลับมาได้ แต่แกรี่ ลินีเกอร์เป็นฮีโร่ยิงประตูชัยท้ายเกมให้ไก่เดือยทองเอาชนะอาร์เซนอลและผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ และนั่นเป็นการผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศครั้งสุดท้ายสำหรับสเปอร์

หลังเกมนัดนั้น แก๊ซซ่าตะโกนก้องอุโมงค์เวมบลีย์ "ข้าจะไปตัดสูทแล้วโว้ย" แต่น่าเสียดายที่เกมวันนั้นเป็นผลงานยอดเยี่ยมครั้งสุดท้ายของแก๊ซซ่าที่เวมบลีย์ เดือนถัดมาในรอบชิงชนะเลิศ แก๊ซซ่าโชว์ฟอร์มไม่ออกแม้แต่น้อย

10) จังหวะพลิกโลก

"ถ้าเบิร์กแคมป์ยิงจุดโทษลูกนั้นเข้า พวกเราก็คงกลับมาไม่ได้" ปีเตอร์ ชไมเคิล นายประตูแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กล่าวย้ำ ในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 2 ฟิล เนวิลล์ ไปสกัดเรย์ พาร์เลอร์ล้มลงในเขตโทษ และเดนนิส เบิร์กแคมป์ ดาวยิงดัตช์รับหน้าที่สังหารประตูที่อาจจะเป็นประตูชัยให้อาร์เซนอลได้ไปเวมบลีย์ แต่นายประตูร่างยักษ์พุ่งปัดลูกยิงของเบิร์กแคมป์ออกไปได้อย่างงดงาม และในช่วงต่อเวลาพิเศษ ไรอัน กิ๊กส์ ตัดบอลจากจังหวะจ่ายบอลใจลอยของปาทริค วิเอร่า ก่อนจะลากเลี้ยงครึ่งสนาม พลิ้วหลบกองหลังอาร์เซนอล 4 ตัวเข้าไปยิงมุมแคบผ่านมือเดวิด ซีแมน ตุงตาข่าย

จังหวะถอดเสื้อดีใจของไรอัน กิ๊กฟส์ เป็นหนึ่งในการฉลองชัยในความทรงจำของเอฟเอ คัพรองรองชนะเลิศ และประตูชัยของกิ๊กส์ ส่งให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก้าวสู่ฤดูกาลประวัติศาสตร์ 1998/99 ที่สามารถถล่มเอาแชมป์เก่า อาร์เซนอลและผ่านเข้าชิงชนะเลิศกับนิวคาสเซิลที่เวมบลีย์ ก่อนจะเอาชนะสาลิกาดงและคว้าแชมป์เอฟเอคัพสมัยที่ 10 และเป็นการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนจะคว้า 3 แชมป์มาครองด้วยการชนะบาเยิร์นมิวนิคในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 

อาร์แซน เวงเกอร์ จบฤดูกาลมือเปล่า ในขณะที่ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันได้ติดยศท่านเซอร์ และถ้ามองย้อนกลับไปในวันนั้น การพลาดจุดโทษของเดนนิส เบิร์กแคมป์ เป็นจังหวะพลิกโลกอย่างแท้จริง