ฟาเบรกาส vs ตูเร..คู่ปะทะสำคัญชี้ขาดศึกบิ๊กแมตช์

คอลัมน์นิสต์ของเราวิเคราะห์การสู้กันระหว่างมิดฟิลด์สแปนิชกับห้องเครื่องไอวอรี โคสต์ว่าอาจเป็นจุดชี้ขาดสำคัญเกมบิ๊กแมตช์ระหว่างเรือใบสีฟ้าปะทะสิงห์บลู

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้เริ่มมีความกดดันก่อตัวขึ้นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่มากก็น้อย และถึงแม้หลายๆ คนจะยังเชื่อว่า เชลซี คือทีมเต็งหนึ่งคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ แต่ด้วยปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าพวกเขาเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งตลาดซื้อขายที่ไม่ได้ดั่งใจ และการปะทะคารมณ์ระหว่างสต๊าฟฟ์โค๊ช ก็ส่อเค้าว่านี่อาจเป็นสัญญาเตือนภัยถึงพายุลูกใหญ่ที่อาจถ่าโถมจนสิงห์บลูเขวได้เหมือนกัน ขณะที่ประวัติศาสตร์ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าฤดูกาลที่สามของ โชเซ มูรินโญ กับทีมใดก็ตามไม่เคยเป็นงานที่ง่ายเลยสักครั้ง และบางทีฤดูกาลนี้อาจจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่กุนซือชาวโปรตุกีสจะต้องเผชิญบททดสอบสำคัญ

เชลซี กำลังจะเจออุปสรรคด่านแรกในเส้นทางการป้องกันแชมป์ของพวกเขา เมื่อต้องบุกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในศึกบิ๊กแมตช์สำคัญ และการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะที่การตัดแต้มระหว่างสองทีมลุ้นแชมป์ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์สำคัญสำหรับบรรดาผู้เล่นตัวหลักของสิงโตน้ำเงินครามที่โชว์ฟอร์มในนัดเปิดหัวได้ต่ำกว่ามาตรฐานด้วย โดยเฉพาะ เชสก์ ฟาเบรกาส มิดฟิลด์สร้างสรรค์เกมที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเขายังเป็นสุดยอดกองกลางคนเดิมอยู่ อย่างไรก็ตามเกมนี้คงจะไม่ใช่งานง่านอย่างแน่นอนสำหรับแข้งทีมชาติสเปน เนื่องจากเขาจะต้องลงสนามดวลกับหนึ่งในห้องเครื่องที่ดีที่สุดของลีกอย่าง ยาย่า ตูเร่ ซึ่งกลับเข้าสู่ฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของตัวเองได้อีกครั้งในนัดที่แล้วที่เขาพาเรือใบสีฟ้าเก็บชัยแบบขาดลอยเหนือ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ไปได้ 3-0

ฉะนั้นแล้วจุดนี้จะเป็นคู่ปะทะที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าส ฟาเบรกาส จะยังคงรังสรรค์เกมรุกให้กับ เชลซี ด้วยวิสัยทัศน์อันเหนือชั้นและการผ่านบอลที่เฉียบขาดซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาได้หรือไม่ เมื่อจะต้องเจอกับ ยาย่า ตูเร่ มิดฟิลด์จอมถึกที่ครบเครื่องทั้งความแข็งแกร่ง ความเร็ว ความคล่องตัว และการตัดบอล เราจึงเชื่อว่าการดวลกันของทั้งคู่จะส่งผลอย่างยิ่งต่อรูปแบบและผลการแข่งขัน

แน่นอนว่าคงไม่มีใครที่จะสงสัยเรื่องฝีเท้าของ เชสก์ ฟาเบรกาส ได้ เขาคนนี้คือหนึ่งในนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคของเขา การันตีคุณภาพด้วยแชมป์มากมายทั้งระดับสโมสรและในนามทีมชาติ แต่ระยะหลังมานี้หากสังเกตการเล่นของเจ้าตัวอย่างละเอียดแล้ว เราจะเห็นได้ว่าเขาคือกองกลางประเภทที่ไม่ชอบวิ่งไล่บอลและประกบตัวคู่แข่งเท่าไหร่ ซึ่งนั่นก็ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ในแผงมิดฟิลด์ให้คู่แข่งเข้าโจมตีได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เพิ่งมีให้เห็นเมื่อสัปดาห์ก่อนที่เขาปล่อยให้ จอนโจ้ เชลวีย์ มีโอกาสแต่งบอลและจ่ายทะลุช่องให้ บาเตฟิมบี้ โกมิส หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ ธิโบต์ กูร์ตัวส์ จนทำให้นายด่านเบลเยียมต้องตัดฟาวล์รับใบแดงและเสียจุดโทษ

ในจังหวะดังกล่าว ฟาเบรกาส หลุดตำแหน่งและยืนอยู่ห่างจากอดีตกองกลางลิเวอร์พูลถึง 10 หลา ซึ่งการประกบตัวอันหละหลวมเช่นนั้นก็ทำให้ จอห์น เทอร์รี ไม่มีทางเลือกต้องละทิ้งฐานที่มั่นของตัวเองในแผงแนวรับขึ้นมาพยายามสกัดบอลจากคู่แข่ง และเมื่อกัปตันทีมดันสูงขึ้นมาก็ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างแผงหลังจนสุดท้ายเป็นจุดที่ จอนโจ้ เชลวีย์ ใช้งานใส่พวกเขา ประเด็นนี้อาจจะดูไม่สำคัญอะไรมากในสายตาหลายๆ คน แต่นอกจากฝีเท้าและพรสวรรค์แล้ว ความขยันและมุมานะในการไล่เพรสซิ่งคู่แข่งก็ถือเป็นอีกคุณสมบัติที่ยอดกองกลางไม่ควรขาด

สถิติเกมรับของ เชสก์ ฟาเบรกาส

และจุดอ่อนนี้เองที่เราเชื่อว่า มานูแอล เปเยกรินี จะสั่งให้ ยาย่า ตูเร่ ลงไปปั่นป่วนและเล่นงานแผงกองกลางของคู่ต่อสู้ ซึ่งหาก ฟาเบรกาส ยังคงขาดวินัยในการเล่นเกมรับและการยืนตำแหน่งที่ถูกต้อง มันก็จะทำให้มิดฟิลด์ทีมชาติไอวอรี โคสต์ เล่นได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถผ่านบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเริ่มต้นเกมรุกให้กับทีมของเขาได้ และเมื่อเรามองดูตัวเลขจากที่นัดแล้วก็ต้องยอมรับว่า ตูเร่ มีสถิติการผ่านบอลที่แม่นย่ำและน่ากลัวไม่น้อย หลังเจ้าตัวผ่านบอลไปทั้งหมด 86 ครั้งและพลาดเพียงแค่ 3 ครั้ง รวมถึงมีส่วนร่วมกับบอลถึง 91 ครั้งด้วย ขณะที่สถิติเกมรับของอดีตกัปตันทีมอาร์เซนอลดูจะน่าเป็นห่วงมากทีเดียว เมื่อเกมที่แล้วเขาไม่สามารถตัดบอลในแดนกลางได้เลยสักลูก รวมถึงความพยายามเข้าสกัด 2 ครั้งก็ล้มเหลวทั้งหมดด้วย

สถิติการผ่านบอลของ ยาย่า ตูเร่

และขณะที่ เนมันยา มาติช กองกลางตัวรับของ เชลซี น่าจะต้องตามประกบ ดาบิด ซิลบา เพลย์เมคเกอร์เรือใบสีฟ้าเป็นหลัก นั่นทำให้เป็นหน้าที่ของ เชสก์ ฟาเบรกาส ที่จะต้องหยุดเกมรุกจาก ยาย่า ตูเร่ รวมถึงเกมทางริมเส้นของ ราฮีม สเตอร์ลิง เมือเจ้าตัวตัดเข้ามาเล่นกลางสนามด้วย ซึ่งต้องยอมรับตามตรงเลยว่าฟอร์มการเล่นของเขานั้นจะมีผลต่อผลแพ้ชนะและรูปเกมของสิงห์บลูอย่างแน่นอน และคงเป็นความรับผิดชอบของเจ้าตัวแล้วที่จะต้องยกระดับการเล่นเกมรับของตัวเองเพื่ออุดช่องโหว่และพาทีมคว้าชัยในศึกแห่งศักดิ์ศรีครั้งนี้ให้ได้