FFT ชี้เป้า: ลิเวอร์พูลพลาดตรงไหน?

หลังจากหงส์แดงต้องฝันสลาย ถูกเขี่ยตกรอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ John Robertson ชี้เป้า 5 จุดต้นเหตุสู่ความพ่ายแพ้

หากย้อนกลับไปไม่ถึง 6 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูลกำลังมีอนาคตสดใสอย่างเหลือเชื่อ นับตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมปีที่แล้วจนถึงกลางเดือนมีนาคมปีนี้ ลูกทีมของเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยังไม่เคยแพ้ในพรีเมียร์ลีกเลยแม้แต่เกมเดียว ผลงานสุดยอดที่ทำให้หงส์แดงกลายเป็นทีมลุ้นตั๋วยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก

แต่ผลงาน 5 สัปดาห์ที่ผ่านมาล่าสุดต่างกันลิบลับกับช่วงก่อนหน้า หากจะพูดว่าหายนะก็คงไม่เกินเลย การพ่ายแพ้ 2 เกมรวดให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและอาร์เซนอลทำให้ความฝันติดอันดับท็อปโฟร์ต้องสะดุด ถึงขนาดต้องฝากความหวังไว้กับความพ่ายแพ้แมนฯ ซิตี้ เพื่อจะมีลุ้นอันดับ 4 และตั๋วแชมเปี้ยนส์ลีก ต่อด้วยการพลาดท่าแพ้ให้กับแอสตัน วิลลา ตกรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้วาดฝันกันว่าจะให้กัปตันได้ชูถ้วยแชมป์ในวันเกิดก่อนอำลาทีม และนั่นหมายถึงเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยังคงต้องรอคอยแชมป์แรกต่อไปอีกปี

แต่ปัญหาคืออะไร พลาดตรงไหน เหตุใดลิเวอร์พูลไม่สามารถเอาชนะเกมกดดันนัดสำคัญได้เลย?

ยิงยาก เพราะฝากความหวังกับนักเตะไม่กี่คน

หลังจากแดเนียล สเตอร์ริดจ์ มีอาการบาดเจ็บจนต้องพลาดลงสนาม ความสามารถในการทะลวงประตูคู่แข่งของลิเวอร์พูลก็เริ่มลดน้อยถอยลงไป และภาระหนักก็ไปตกอยู่กับนักเตะอย่างราฮีม สเตอร์ลิง, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่เป็นความหวังการทำประตู

เมื่อหนึ่งในสามนักเตะข้างต้นต้องพยายามดันเกมบุกขึ้นหน้าเพื่อสร้างโอกาสทำประตู ก็จะเหลือเพียง 2 คนให้คู่แข่งต้องคอยประกบ สถิติการยิงประตูในฤดูกาลนี้ของหงส์แดงแสดงให้เห็นว่าแนวรับของคู่แข่งแทบไม่ต้องไปสนใจว่าคนอื่นจะจ่ายแอสซิสต์ เพราะประตูเกือบทั้งหมดมาจากการจ่ายของ เฮนโด้ หรือสเตอร์ลิง หรือคูตี้เท่านั้น

การพึ่งพานักเตะตัวหลักเพียงไม่กี่คนเช่นนี้ทำให้จำนวนประตูของลิเวอร์พูลลดลงมาก แนวรับของทีมในพรีเมียร์ลีกแทบจะไม่มีปัญหากับการจัดการแนวบุกมิติเดียวและคาดเดาง่ายดาย เพราะยึดติดกับวินัยในตำแหน่งอย่างเหนียวแน่นเหมือนลิเวอร์พูลทีมนี้เลย ซึ่งนั่นก็ทำให้ไม่มีใครแปลกใจที่ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ยิงประตูได้น้อยที่สุดในบรรดา 6 ทีมหัวตาราง 

ลิเวอร์พูลยิงได้น้อยกว่าเชลซี 16 ประตู และน้อยกว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 20 ประตู

สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับลิเวอร์พูลของเบรนแดน ร็อดเจอร์สก็คือ การไม่สามารถหาตัวแทนมาเติมเต็มช่องว่างเกมบุกที่เกิดขึ้นจากการขาดสเตอร์ริดจ์ ซึ่งสำหรับผู้จัดการทีมที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งกุนซือยอดกลยุทธ์ของพรีเมียร์ลีก นี่นับเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไขไม่ได้จริงๆ

เมื่อสเตอร์ลิงกระดิกตัวไม่ได้ นั่นก็หมายถึงลิเวอร์พูลเป็นอัมพาตไปด้วย

เมื่อสเตอร์ลิงกระดิกตัวไม่ได้ นั่นก็หมายถึงลิเวอร์พูลเป็นอัมพาตไปด้วย

ภาระทางใจ จะเก๋าหรืออ่อนวัยก็รู้สึกได้เหมือนกัน

ฤดูกาลนี้เรื่องของ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด และความกดดันทางใจได้ถูกกล่าวถึงค่อนข้างบ่อย หลังจากออกมาแถลงอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้ ตำนานหงส์แดงก็อยากจะอำลาทีมอย่างสวยงามด้วยการได้ชูถ้วยแชมป์สักรายการ, พาทีมคว้าโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีก และมีส่วนร่วมในเกมสำคัญ

แต่หลายเกมมาแล้วที่เราได้เห็นว่าความพยายามแบกภาระของทีมกลับกลายเป็นผลเสียกับกัปตัน ทั้งในระดับฟอร์มการเล่นของตัวเองและผลงานโดยรวมของทีม

การรับใบแดงหลังจากลงสัมผัสผืนหญ้าเพียง 38 วินาทีในเกมกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ตามติดด้วยการกลายเป็นตัวถ่วงของทีมที่เป็นผลมาจากการเล่นฟุตบอลมิติเดียวที่เน้นการวางบอลยาวจากแดนหลัง

ความเครียดส่งผลกระทบถึงคนอื่นๆ ในทีมเช่นกัน แม้ความป้ำๆ เป๋อๆ ของเจอร์ราร์ดจะเป็นอันตรายใหญ่หลวงสำหรับผลงานของทีม แต่หากขาดกัปตันวันเดอร์ไปเสียคน ลิเวอร์พูลก็แทบจะไม่เหลือนักเตะมากประสบการณ์อยู่ในสนามเลย

ฤดูกาลนี้จอร์แดน เฮนเดอร์สันมีส่วนเติมเต็มตำแหน่งกัปตันได้อย่างดี แต่ถ้ามองถึงความเก๋าประสบการณ์และบทบาทความเป็นผู้นำ มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษยังไม่ถึงจุดนั้น เช่นเดียวกับมาร์ติน สเคอร์เทล ที่บงการเกมรับหงส์แดง แต่นอกเสียจากนั้นแล้วสเคอร์เทลก็แทบไม่มีบทบาทอื่นเลย

การขาดความเป็นผู้นำในทีมเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ง่ายว่าทำไมลิเวอร์พูลที่เต็มไปด้วยนักเตะดาวรุ่งและด้อยประสบการณ์จึงต้องเจอกับบททดสอบความกดดันในเกมใหญ่ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า

ฤดูกาลสุดท้ายของเจอร์ราร์ดก่อนลาแอนฟิลด์ ไม่สวยหรูดังหวัง

ฤดูกาลสุดท้ายของเจอร์ราร์ดก่อนลาแอนฟิลด์ ไม่สวยหรูดังหวัง

กองหลัง 3 ตัว รั่วเละเทะ

ชัยชนะ 10 เกมและผลเสมอ 3 เกมในการลงเตะ 13 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก บังเอิญมาเกิดขึ้นในช่วงเวลาเหมาะเจาะกับที่ร็อดเจอร์สปรับแนวรับเป็น 3 กองหลังที่ประกอบด้วย เอ็มเร่ ชาน, สเคอร์เทล และมามาดู ซาโก้ แล้วปรับเพิ่มมิดฟิลด์ให้เข้าไปทำเกมกลางสนามเพื่อช่วยสร้างเกมบุก ระบบนี้ดูเหมือนจะเป็นระบบดูดีและไม่น่าจะมีปัญหาหลังจากทีมเสียประตูเพียง 8 ลูกในการลงสนามทั้ง 13 เกม

แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อหลุยส์ ฟาน ฮาล ปรากฎกาย แม้ว่ากว่าจะเอาชนะหงส์แดงมาได้ 2-1 แบบเหงื่อตกในเกมที่แอนฟิลด์ แต่กุนซือดัตช์ก็เป็นคนแรกที่เจาะจุดอ่อน วางพิมพ์เขียวให้ทีมอื่นสามารถทำลายเกมรับกองหลัง 3 ตัวของลิเวอร์พูลได้อย่างราบคาบ

แนวคิดแบ่งแยกกองหลังโดยใช้มารูยาน เฟลไลนี่และลูกกลางอากาศ เพื่อเปิดพื้นที่ในกองหน้าพรสวรรค์คนอื่นๆ ได้มีโอกาสเล่นบอลกับพื้นแบบตัวต่อตัวกับกองหลัง สร้างความกดดันหนักให้คู่วิงแบ็คและกองกลางตัวรับจนเล่นผิดพลาดในพื้นที่อันตราย และในที่สุดก็ต้องยอมแพ้

และนั่นก็เป็นระบบเกมที่อาร์เซนอลใช้ในเกมถัดมา ลูกทีมของเวงเกอร์เอาชนะหงส์แดงแบบถล่มทลาย 4-1 แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์และความเก๋ายังเหนือกว่าจังหวะฟอร์มดีวูบวาบช่วงกลางฤดูกาล 

แม้แต้แอสตัน วิลล่า ที่ใช้การบุกกดดันหนักและเร็ว ยังแสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเป็นทีมยักษ์หัวตารางพรีเมียร์ลีกก็สามารถเอาชนะระบบเกมรับของลิเวอร์พูล ที่ครั้งหนึ่งเคยเหนียวแน่นจนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีมคว้าชั้ยชนะต่อเนื่อง

ฮวน มาต้า และเพื่อน ถล่มหงส์แดงเละเทะคารังแอนฟิลด์

ฮวน มาต้า และเพื่อน ถล่มหงส์แดงเละเทะคารังแอนฟิลด์

หาตัวแทนสเตอร์ริดจ์ ยากยิ่งกว่างมเข็ม

แน่นอนว่าการขาดนักเตะยอดเยี่ยมของลีกอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของลิเวอร์พูล แต่ใครจะคาดคิดว่าในฤดูกาลนี้แดเนียล สเตอร์ริดจ์จะสาปสูญไร้ร่องรอยไปอีกคน

ดาวยิงทีมชาติอังกฤษต้องเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บซ้ำซ้อนจนต้องกลายเป็นเพียงผู้ชมข้างสนาม ส่วนลิเวอร์พูลก็ต้องสูญเสียทั้งสองส่วนประกอบสำคัญของแนวรุกอันตรายที่ทะลวงตาข่ายคู่แข่งยับเยินเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

การขาดหายไปของสเตอร์ริดจ์ทำให้เกิดช่องว่างในเกมบุกที่ยังไม่สามารถเติมเต็มได้ ไม่ว่าจะเป็นมาริโอ บาโลเตลลี่ และริคกี้ แลมเบิร์ต ที่กลายเป็นเพียงหายนะของหงส์แดงในเกมแรกที่ได้ลงสัมผัสเกมที่สนามแอนฟิลด์นับตั้งแต่บาโลเตลลี่ ย้ายจากมิลาน และแลมเบิร์ต ย้ายจากเซาท์แธมป์ตัน ส่วนฟาบิโอ บอรินี่ ก็ยังไม่สามารถทำผลงานให้ใครเห็นว่ามีฝีเท้าพอที่จะติดทีมใหญ๋หงส์แดง

การส่งสเตอร์ลิงลงสนามในฐานะกองหน้าฉุกเฉินเป็นการทดลองที่ได้ผลน่าพอใจในระยะแรกๆ แต่หลังจากนั้นสเตอร์ลิงก็แทบไม่มีพัฒนาการเลย เห็นได้จากสถิติการยิงประตูรวม 7 ลูกในการลงสนาม 29 นัด ปัญหาของสเตอร์ลิงไม่ใช่ตำแหน่งที่เล่น ไม่ใช่วิสัยทัศน์ในเกมหรือการขาดแรงบันดาลใจ 

แต่ปัญหาของสเตอร์ลิงคือจังหวะจบสกอร์หน้ากรอบประตูที่ยังไม่เด็ดขาดพอ

ฤดูกาลนี้ สเตอร์ริดจ์เพิ่งได้ลงสนามเพียง 12 เกมเท่านั้น

ฤดูกาลนี้ สเตอร์ริดจ์เพิ่งได้ลงสนามเพียง 12 เกมเท่านั้น

ร็อดเจอร์ส รู้ไหมว่าใครเป็น 11 ตัวหลัก?

การมีนักเตะย้ายมาเข้าทีมมากมายในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาก็ยิ่งต้องการเวลาปรับตัว แม้ว่าจะไม่มีใครคาดหวังว่าลิเวอร์พูลจะทำผลงานฤดูกาลนี้ได้ดีเหมือนกับฤดูกาลที่ผ่านมา แต่หลังจากผ่านไป 9 เดือน ร็อดเจอร์ส ยังคงเหมือนไม่แน่ใจว่าใครบางที่จะได้ยืนตำแหน่งเป็นตัวหลักในทีม

ในบรรดานักเตะใหม่ มีเพียง เอ็มเร่ ชาน และอัลแบร์โต โมเรโน่ ที่พอจะเบียดเข้าไปยืนเป็น 11 ตัวจริง และแม้แต่กรณีของชานที่ได้ลงเป็น 11 ตัวจริง (ถ้าจะคิดกันแบบโหดร้ายสักหน่อย) ก็อาจจะมองได้ว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญโชคเข้าข้าง เพราะตัวเลือกเซ็นเตอร์แบ็คมีให้ร็อดเจอร์สเลือกใช้เพียงไม่กี่คน

แต่ถ้าจะโยนความผิดทั้งหมดไปให้ผู้จัดการทีมก็คงจะเป็นการโหดร้ายเกินไป เพราะสาเหตุหนึ่งให้ลิเวอร์พูลไม่มีนักเตะชุดที่เรียกได้ว่าเป็น 11 ตัวหลักก็คือนักเตะที่ซื้อเข้ามาร่วมทีมยังทำผลงานไม่ได้เต็มศักยภาพอย่างที่คาดหวัง

อดัม ลัลลาน่า และลาซาร์ มาร์โควิช ดูเหมือนจะโชว์ฟอร์มเด่นมาให้เห็นแว่บหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะมองยังไงก็ยังไม่ถือว่าเป็นระดับฝีมือเมื่อครั้งยังอยู่กับต้นสังกัดเดิม เซาท์แธมป์ตัน และเบนฟิก้า ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับสำหรับ เดยัน ลอฟเรน และฮาเวียร์ มันกิลโญ่

และถ้าจะดูตัวอย่างที่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ได้ทำให้เห็นมาแล้ว หลังจากขายแกเร็ธ เบล ออกไป สเปอร์ก็ต้องใช้เวลาปรับทีมและปรับนักเตะใหม่ให้เข้ากับระบบ และต้องรอเกือบตลอดหนึ่งฤดูกาลเพื่อให้นักเตะทำผลงานได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แม้นั่นจะเป็นเรื่องปกติ แต่หนึ่งปีคงจะนานเกินรอสำหรับแฟนหงส์แดง