FFT พรีวิว: แมนฯ ซิตี้ vs เชลซี

พรีเมียร์ลีก I เอติฮัต สเตเดี้ยม I อาทิตย์ 16 สิงหาคม I 22.00 น.

วิเคราะห์ก่อนเกม

ฟอร์มแมนฯ ซิตี้ 5 นัดหลังสุด

  • เวสต์บรอม 0-3 แมนฯ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก)
  • สตุ๊ดการ์ต 4-2 แมนฯ ซิตี้ (อุ่นเครื่อง)
  • เวียดนาม 1-8 แมนฯ ซิตี้ (อุ่นเครื่อง)
  • เรอัล มาดริด 4-1 แมนฯ ซิตี้ (อุ่นเครื่อง)
  • โรมา 2-2 แมนฯ ซิตี้ ชนะจุดโทษ (อุ่นเครื่อง) 

การพบกัน 5 ครั้งหลังสุด

  • เชลซี 1-1 แมนฯ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก, มกราคม 2015)
  • แมนฯ 1-1 ซิตี้ เชลซี (พรีเมียร์ลีก, กันยายน 2014)
  • แมนฯ ซิตี้ 2-0 เชลซี (เอฟเอ คัพ, กุมภาพันธ์ 2014)
  • แมนฯ ซิตี้ 1-0 เชลซี (พรีเมียร์ลีก, กุมภาพันธ์ 2014)
  • เชลซี 2-1 แมนฯ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก, ตุลาคม 2013)

สัปดาห์ที่แล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ไปแบบสบายๆ 3-0 อย่างไรก็ตามเกมนั้นอาจจะเรียกไม่ได้เต็มปากว่าเป็นบทพิสูจน์คุณภาพที่แท้จริงของทัพเรือใบสีฟ้า เนื่องจากบรรดาผู้เล่นของพวกเขาไม่ได้เผชิญความกดดันอะไรมากนัก ไม่ว่าจะเป็น ดาบิด ซิลบา ที่สามารถทำเกมในแดนกลางได้อย่างอิสระ หรือ ราฮีม สเตอร์ลิง แข้งดาวรุ่งป้ายแดงที่ขึ้นเกมทางริมเส้นได้แบบไม่ยากเย็น ขณะที่ผู้รักษาประตูอย่าง โจ ฮาร์ท เองก็ไม่ต้องออกแรงเซฟเท่าไหร่นัก ฉะนั้นชัยชนะในนัดนี้ของ "เดอะ ซิติเซน” ยังไม่สามารถชี้วัดได้เลยว่าพวกเขาจะทำได้ดีแค่ไหนหากต้องเจอกับ เชลซี ในเกมสุดสัปดาห์นี้

มาดูทางฝั่ง เชลซี กันบ้าง ทีมแชมป์จากฤดูกาลที่แล้วทำเซอร์ไพรส์ในเกมเปิดหัวนัดแรกของซีซั่นด้วยการเสมอ สวอนซี ซิตี้ คาบ้านแบบสุดทุลักทุเล 2-2 โดยผู้เล่นส่วนใหญ่ก็พากันทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ที่โดนปีกตัวจี๊ดของหงส์ขาวอย่าง เจฟเฟอร์สัน มอนเตโร เผาเครื่องตลอดทั้งเกม ส่วน เชสก์ ฟาเบรกาส ก็สร้างสรรค์ให้เพื่อนร่วมทีมได้น้อยมากๆ ยังไม่ต้องพูดถึง ดิเอโก้ คอสต้า ศูนย์หน้าฟอร์มแรงทีมชาติสเปนที่ดูจะยังไม่สามารถเค้นความฟิตได้เต็มที่นักหลังบาดเจ็บไปก่อนหน้านี้

ฉะนั้นเกมบิ๊กแมตช์ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างตัวเต็งลุ้นแชมป์ทั้งสองทีมแล้ว ยังเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของเชลซีด้วยว่าหากถึงเวลาต้องเอาจริง พวกเขาจะทำผลงานได้ดีขนาดไหน ขณะที่ทางฝั่งเรือใบสีฟ้าเองก็คงตั้งเป้าคว้า 3 แต้มในบ้านให้ได้ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการพบกันครั้งแรกของฤดูกาลก่อน

ทั้งนี้นอกจากการปะทะกันระหว่างสองทีมที่ดีที่สุดของอังกฤษในสนามแล้ว ข้างสนามเองก็น่าจับตามองไม่น้อย เมื่อสองกุนซือที่ไม่ถูกโฉลกกันสักเท่าไหร่จะโคจรมาพบกันครั้งแรกในซีซั่นนี้

แซร์คิโอ อเกวโร อาวุธหนักที่อาจกลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริง

ข่าวข้างสนาม

มาดูทางฝั่งเจ้าบ้านกันก่อน กุนซือชาวชิลีไม่มีปัญหาในการจัดตัวผู้เล่นเท่าไหร่นัก ขาดแค่ ฟาเบียน เดลฟ์ มิดฟิลด์ตัวเชื่อมเกมคนใหม่ที่ยังต้องหลังได้รับบาดเจ็บระหว่างเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่น ส่วน กาแอล กลิชี ยังต้องเช็คความฟิตก่อนเกมอีกเล็กน้อย นอกเหนือจากนั้นก็มีตัวหลักอยู่พร้อมหน้าทั้ง แวงซองต์ กอมปานี, ดาบิด ซิลบา, ยายา ตูเร, ราฮีม สเตอร์ลิง ที่สำคัญอาจจะได้ แซร์คิโอ "กุน” อเกวโร ที่ถูกเปลี่ยนลงสนามในนัดที่แล้วเรียกฟิตกลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงได้อีกครั้ง

ขณะที่ทางฝั่ง เชลซี ของ โชเซ มูรินโญ จะไม่มีผู้รักษาประตูมือหนึ่งอย่าง ธิโบต์ กูร์ตัวส์ ที่ติดโทษแบนจากใบแดงที่เจ้าตัวได้รับจากนัดเสมอหงส์ขาว ทำให้เกมนี้จะเป็น อัสมีร์ เบโกวิช มือกาวคนใหม่จาก สโต๊ค ซิตี้ ได้รับโอกาสเฝ้าเสาแทน ที่เหลือก็มีตัวหลักพร้อมหน้าเหมือนเดิม ทั้ง จอห์น เทอร์รี, เนมันยา มาติช, เชสก์ ฟาเบรกาส, เอแด็น อาซาร์, ออสการ์, วิลเลียน และ ดิเอโก้ คอสต้า

ธิโบต์ กูร์ตัวส์ ติดโทษแบนและจะพลาดลงเฝ้าเสาให้เชลซี

ผู้เล่นน่าจับตา: ยาย่า ตูเร่

ฤดูกาลที่แล้วเจ้าตัวโดนวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร หลังผลงานส่วนตัวตกไปแบบน่าใจหาย จนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรือใบสีฟ้าไม่สามารถเบียดลุ้นแชมป์กับเชลซีได้แบบสมน้ำสมเนื้อ อย่างไรก็ตามอดีตกองกลางทีมชาติไอวอรี โคสต์กลับสู่ฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมได้อีกครั้งในนัดที่บุกไปถล่ม "เดอะ แบ็กกีส์” คาบ้าน 0-3 โดยในเกมดังกล่าว ยาย่า ตูเร่ สามารถคุมจังหวะต่างๆ ของเกมได้แบบอยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายบอลในแดนกลาง การตัดเกม หรือ การเปลี่ยนจากรับเป็นรุก นอกจากนี้เจ้าตัวยังกดได้อีกหนึ่งประตูจากลูกยิงไกลอันทรงพลังด้วย

ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่าจุดตัดสินสำคัญในเกมนี้น่าจะตกอยู่ที่การแย่งชิงความได้เปรียบในแดนกลางเป็นส่วนใหญ่ หรือหากพูดให้ชัดเจนขึ้นคือระหว่างสองมิดฟิลด์ตัวตัดและเชื่อมเกมอย่าง ยาย่า ตูเร่ กับ เนมันยา มาติช ซึ่งหากย้อนดูเทปนัดที่แล้ว เราจะเห็นว่าอดีตห้องเครื่องบาร์เซโลน่คือหัวใจหลักของ แมนฯ ซิตี้ ในการเปลี่ยนรับเป็นรุกและถ่ายบอลออกริมเส้นให้ เฆซุส นาบาส และ ราฮีม สเตอร์ลิง ใช้ความเร็วเข้าโจมตีแนวรับคู่ต่อสู้ ซึ่งหาก เนมันยา มาติช ไม่สามารถหยุดการขึ้นบอลจาก ยาย่า ตูเร่ ได้ เชลซีก็มีโอกาสสูงมากทีเดียวที่จะตกเป็นฝ้ายตั้งรับและโดนพับสนามบุกเข้าใส่

สองกุนซือ

ฟอร์มเชลซี 5 นัดหลังสุด

  • เชลซี 2-2 สวอนซี ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก)
  • เชลซี 0-1 ฟิออเรนตินา (อุ่นเครื่อง)
  • อาร์เซนอล 1-0 เชลซี (คอมมิวนิตี้ ชิลด์)
  • เชลซี ชนะจุดโทษ2-2 บาร์เซโลนา (อุ่นเครื่อง)
  • เปแอสเช 1-1 เชลซี ชนะจุดโทษ (อุ่นเครื่อง)

นอกจาก เนมันยา มาติช ที่น่าจะเจองานหนักกับการตามประกบ ยาย่า ตูเร่ แล้ว อีกหนึ่งตำแหน่งที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับ เชลซี ในเกมนี้คือผู้รักษาประตู ย้อนไปฤดูกาลที่แล้วหากพวกเขาไม่มี กูร์ตัวส์ ก็ยังพออุ่นใจได้เพราะยังมี ปีเตอร์ เช็ค ที่พร้อมลงมาเฝ้าเสาในยามฉุกเฉินได้ แต่หลังจากปล่อยตัวอดีตนายด่านมือหนึ่งไปอยู่กับคู่อริร่วมเมืองอย่าง อาร์เซนอล แล้ว ทำให้ตอนนี้คนที่จะต้องทำหน้าที่แทนมือกาวชาวเบลเยียมก็คือ อัสมีร์ เบโกวิช และแน่นอนว่าเกมนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าเขาดีพอสำหรับการแย่งตำแหน่งมือหนึ่งกับ กูร์ตัวส์ หรือไม่ ซึ่ง โชเซ มูริณโญ ก็เชื่อมั่นว่าเขาดีพอสำหรับความท้าทายในครั้งนี้

ขณะที่ทางฝั่ง มานูเอล เปเยกรินี ก็ดูจะกำลังมีความสุขกับฟอร์มการเล่นอันสุดยอดของ ยาย่า ตูเร่ ในเกมก่อน และบอกว่าหลังจากนี้คือช่วงเวลาที่แฟนๆ จะได้เห็นมิดฟิลด์ตัวเก่งกลับสู่ฟอร์มเดิมอีกครั้ง "ฤดูกาลที่แล้วเป็นฤดูกาลที่ลำบากมากๆ สำหรับ ยาย่า เขาต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องเอเยนต์ และเรื่องที่เขาเสียพี่ชายไป อุปสรรคเหล่านี้ทำให้เขาไม่มีสมาธิในการเล่นฟุตบอลและผลก็ออกมาอย่างที่เราเห็น แต่ครั้งนี้ผมได้พูดคุยกับเขาแล้วก่อนเปิดฤดูกาล และเขาก็ดูพร้อมมากทีเดียว ฉะนั้นผมมั่นใจว่าแฟนๆ จะได้เห็น ยาย่า ตูเร่ คนเดิมกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน"

สถิติที่น่าสนใจ

- นับเฉพาะในเดือนสิงหาคม เชลซีไม่เคยแพ้ใครมา 28 เกมติดต่อกันแล้วเมื่อต้องลงเล่นในเดือนนี้ โดยเอาชนะไปทั้งหมด 23 ครั้ง และเสมออีก 5 ครั้ง

- ตั้งแต่เปิดตัวนัดแรกอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2010 ดาบิด ซิลบา คือผู้เล่นที่ทำสถิติแอสซิสต์สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีกที่ 47 ครั้ง

- ในการเจอกันระหว่างสองกุนซือทั้งหมด 12 ครั้ง ปรากฏว่าเป็นฝ่าย โชเซ มูรินโญ ที่มีสถิติดีกว่าโดยเอาชนะ มานูเอล เปเยกรินี ไปได้ 7 ครั้ง เสมอ 3 ครั้ง และแพ้แค่ 2 ครั้ง

FFT ฟันธง

แม้ว่าทั้งสองทีมจะมีผู้เล่นระดับเวิลด์คลาสอยู่เต็มทีม แต่เราเชื่อว่ามันจะเป็นเกมที่น่าอึดอัดและอาศัยการชิงเหลี่ยมในเชิงแท็คติคเป็นส่วนมาก ซึ่งเกมนี้สุดท้ายแล้วน่าจะจบที่ผลเสมอ 1-1