FFT พรีวิว: แมนฯ ยูไนเต็ด vs ลิเวอร์พูล

พรีเมียร์ลีก I โอลด์ แทรฟฟอร์ด I เสาร์ที่ 12 กันยายน I 23.30 น.

ก่อนเกม

ศึกแดงเดือดครั้งแรกของฤดูกาลกำลังจะอุบิตขึ้นในค่ำคืนนี้ และไม่ว่าจะเป็น "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล พวกเขาต่างก็ต้องการชัยชนะด้วยกันทั้งคู่ เพราะนอกจาก 3 แต้มสำคัญที่เป็นเดิมพันแล้ว มันยังมีเรื่อง "ศักดิ์ศรี" ที่ต่างฝ่ายต่างก็ยอมกันไม่ได้

ฟอร์มล่าสุดของแมนฯ ยูฯ

  • สวอนซี 2-1 แมนฯ ยูฯ (พรีเมียร์ลีก)
  • คลับบรูจจ์ 0-4 แมนฯ ยูฯ (แชมเปี้ยส์ลีก)
  • แมนฯ ยูฯ 0-0 นิวคาสเซิล (พรีเมียร์ลีก)
  • แมนฯ ยูฯ 3-1 คลับบรูจจ์ (แชมเปี้ยส์ลีก)
  • แอสตัน วิลลา 0-1 แมนฯ ยูฯ (พรีเมียร์ลีก)

ฟอร์มล่าสุดของลิเวอร์พูล

  • ลิเวอร์พูล 0-3 เวสต์แฮม (พรีเมียร์ลีก)
  • อาร์เซนอล 0-0 ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก)
  • ลิเวอร์พูล 1-0 บอร์นมัธ (พรีเมียร์ลีก)
  • สโต๊ค 0-1 ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก)
  • สวินดอน 1-2 ลิเวอร์พูล (อุ่นเครื่อง)

วิเคราะห์เจาะลึก

พรีเมียร์ลีกกำลังจะกลับมาลงสนามฟาดแข้งกันอีกครั้งหลังจากปิดตลาดซื้อขายซัมเมอร์และพักเบรคให้โปรแกรมทีมชาติไปร่วมๆ สองสัปดาห์ด้วยกัน และเชื่อได้ว่าเลยแฟนๆ ทั่วโลกคงตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อจะได้มีโอกาสรับชมศึกแดงเดือดครั้งแรกในฤดูกาลนี้ระหว่างสองคู่อริประจำเวทีลูกหนังเมืองผู้ดี

มามองทางฝั่งเจ้าบ้านกันก่อน ...ที่ผ่านมานั้นลูกทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล เก็บคะแนนได้ตามเป้าหมายและหากว่าดูเฉพาะผลการแข่งขันแล้วเหล่าสาวก "ปีศาจแดง" ก็น่าจะพอใจไม่น้อย เพราะทีมโปรดของพวกเขาเก็บชัยชนะได้ 4 จาก 6 นัดรวมทุกรายการ แต่เมื่อดูเรื่องฟอร์มและระบบการเล่นของทีม ต้องบอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังมีอีกหลายจุดที่ควรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป

โดยเฉพาะผลงานในพรีเมียร์ลีกที่ทัพผีสะกดคำว่าชัยชนะไม่ได้มาได้ 2 เกมติดต่อกันแล้ว หลังจากทำได้เพียงเปิดบ้านเสมอ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 0 ประตูต่อ 0 และต่อด้วยการบุกไปแพ้ "หงส์ขาว" สวอนซี ซิตี้ 2 ประตูต่อ 1 จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามตามมาว่าพวกเขานั้นพร้อมแล้วจริงๆ หรือ สำหรับการร่วมวงล่าแชมป์ลีกฤดูกาลนี้ เพราะหากมองอีกฝากฝั่งของเมือง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมและคว้าชัยชนะมา 4 เกมติดต่อกันพร้อมทิ้งห่างปีศาจแดงถึง 5 คะแนน

ดังนั้นเชื่อได้ว่าอดีตกุนซือทีมชาติฮอลแลนด์น่าจะกำชับลูกทีมเป็นพิเศษถึงเป้าหมายในการคว้า 3 คะแนน เพราะนอกจากจะตัดแต้มคู่แข่งลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์มันยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียกความมั่นใจรวมถึงโมเมนตั้มในการลุ้นแชมป์กลับมาอีกครั้ง ซึ่งหากดูจากสถิติในฤดูกาลที่แล้วผลชัยชนะก็เป็นไปได้มากทีเดียว เมื่อ "เดอะ เรด เดวิลส์" สามารถกำชัยเหนือลูกทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ได้ทั้งเหย้า (3 ประตูต่อ 0) และเยือน (2 ประตูต่อ 1) ในการพบกันทั้ง 2 ครั้ง

ถ้าจะมีปัญหาหนึ่งที่สร้างความกังวลใจและอาจส่งผลกระทบต่อการไล่ล่าความสำเร็จของปีศาจแดงก็น่าจะเป็นรายงานข่าวซึ่งออกมาเมื่อไม่นานมานี้ว่ามีแข้งซีเนียร์ "บางคน" ที่ไม่พอใจกับรูปแบบการฝึกซ้อมสุดเนี๊ยบของ หลุยส์ ฟาน กัล และหากว่าไม่มีการปรับความเข้าใจ ข้อขัดแย้งตรงนี้ก็มีโอกาสที่จะสั่งสมจนกลายเป็นชนวนความแตกหักได้ในอนาคต แต่ทั้งหมดก็ยังไม่มีการยืนและตั้งอยู่บนสมมติฐานข่าวลือล้วนๆ ฉะนั้นแฟนผีน่าจะยังไม่ต้องเป็นกังวลถึงประเด็นนี้เท่าไหร่นัก

มาดูทางฝั่งทีมเยือนกันบ้าง ลูกทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อสามารถบุกไปถอนแค้น "ช่างปั้นหม้อ" สโต๊ค ซิตี้ 0 ประตูต่อ 1 จากลูกยิงสุดงามของ ฟิลิปป์ คูตินโญ ก่อนที่จะกลับมาเปิดบ้านเอาชนะน้องใหม่อย่าง บอร์นมัธ ได้ด้วยสกอร์เดิม และแม้จะไม่สามารถคว้า 3 คะแนนในเกมบิ๊กแมตช์กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ได้สำเร็จ แต่ฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของทีมก็สร้างความหวังให้กับ "เดอะ ค็อป" ได้มากทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทุกอย่างก็กลับมาพลิกผันอีกครั้งเมื่อเกมลีกล่าสุดพวกเขาเปิดบ้านพ่ายแพ้ให้กับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไปแบบหมดรูป 0 ประตูต่อ 3 และยิ่งเมื่อบวกกับสถิติก่อนหน้านี้ที่ "เดอะ แฮมเมอร์ส" ไม่สามารถบุกมาเอาชนะ "หงส์แดง" ในแอนฟิลด์นานถึง 52 ปีติดต่อกันก็ยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้แฟนๆ ของทีมอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในเกมที่บรรดาผู้เล่นตัวความหวังพากันโชว์ฟอร์มย่ำแย่สร้างโอกาสลุ้นประตูได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นตลอด 90 นาที

ฉะนั้นแล้วเกมนี้พวกเขาจะต้องทำผลงานให้ดีเพื่อเรียกศรัทธาแฟนๆ กลับมา อย่างน้อยๆ เชื่อว่าผลเสมอน่าจะเป็นที่พอใจของบรรดา "เดอะ ค็อป" อยู่บ้าง เพราะการบุกมาเอาชนะ "ปีศาจแดง" ถึงถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อทีมของพวกเขากำลังอยู่ในช่วงจูนระบบและปรับความเข้าใจระหว่างบรรดาผู้เล่นหน้าใหม่

...นอกจากนั้นมันจะยังเป็นการวัดกึ๋นของ "บีร็อด" ด้วยว่าจะสามารถพาทีมบุกมาล้างอาถรรพ์ที่ยังไม่เคยเอาชนะทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ได้เลยนับตั้งแต่เจอกันในพรีเมียร์ลีก ขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง เวย์น รูนีย์ ที่เพิ่งจะครองสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลทีมชาติอังกฤษจะได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าจะส่งต่อความร้อนแรงในนามทีมชาติสู่การเล่นให้สโมสรได้สำเร็จหรือไม่

ข่าวข้างสนาม

ฟิลิปป์ คูตินโญ จะพลาดลงสนามในเกมนี้แน่นอนแล้ว เพราะติดโทษแบนจากใบแดงในเกมพ่ายขุนค้อนเมื่อช่วงปลายเดือนก่อน อย่างไรก็ตาม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก็มีข่าวดีบ้างเมื่อน่าจะได้ อดัม ลัลลานา, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ โจ อัลเลน ที่ฟิตทันลงสนามในเกมนี้

ขณะที่ทางฝั่ง หลุยส์ ฟาน กัล มีข่าวดีคือเมื่อ ดาบิด เด เฮอา ตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวที่นายด่านสแปนิชจะได้ลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริงในเกมนี้ นอกจากนั้นแล้ว อ็องโตนี มาร์ซิอัล ก็น่าจะได้รับโอกาสเปิดตัวต่อหน้าแฟนๆ เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่า เวย์น รูนีย์ จะฟิตสมบูรณ์หรือไม่ ส่วนที่เหลือก็น่าจะอยู่กันครบ ยกเว้น ไมเคิล คาร์ริค และ ฟิล โจนส์ ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ

ประกบคู่: ชไวน์สไตเกอร์ vs เฮนเดอร์สัน

บาเยิร์น มิวนิค ออกมาเปิดเผยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ มีค่าตัวในการย้ายทีมหนนี้แค่ 6.5 ล้านปอนด์เท่านั้น และไม่ว่าจะมองแง่ไหนมันก็ถือเป็นการซื้อขายที่คุ้มค่าอยู่ดี เพราะนับแต่ย้ายมาอดีตห้องเครื่องเสือใต้ก็ยึดตำแหน่งตัวจริงในทัพผีได้ต่อเนื่อง และแม้จะยังไม่เข้ารูปเข้ารอยเต็มที่แต่ฟอร์มการเล่นที่ผ่านมาก็ถือว่าน่าประทับใจอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตามในเกมนี้เขาจะได้ลงสนามเจอกับอีกหนึ่งมิดฟิลด์สัญชาติอังกฤษที่ดีที่สุดในประเทศ และสไตล์การเล่นแบบวิ่งไม่มีหมดของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็น่าจะสร้างปัญหาให้เจ้าตัวอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งฟอร์มการเล่นของกัปตันทีมคนนี้ถือเป็นสิ่งที่ "หงส์แดง" ขาดหายไปในสองนัดก่อนปิดตลาดซื้อขาย และการได้เขากลับเข้ามาบงการแผงมิดฟิลด์ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักชี้ขาดผลการแข่งขันในเกมนี้

การพบกัน 5 ครั้งหลังสุด

  • ลิเวอร์พูล 1-2 แมนฯ ยูฯ (พรีเมียร์ลีก, มีนาคม 2015)
  • แมนฯ ยูฯ 3-0 ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก, ธันวาคม 2014)
  • แมนฯ ยูฯ 0-3 ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก, มีนาคม 2014)
  • แมนฯ ยูฯ 1-0 ลิเวอร์พูล (ลีกคัพ, กันยายน 2013)
  • ลิเวอร์พูล 1-0 แมนฯ ยูฯ (ลีกคัพ, กันยายน 2013)

สองกุนซือ

ระบบการเล่นที่เน้นปลอดถัยไว้ก่อนของ หลุยส์ ฟาน กัล กำลังโดนแฟนๆ ตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากแม้จะคว้าผลการแข่งขันได้ตามเป้าแต่ฟอร์มการเล่นของทีมในระยะหลังๆ ก็ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่นัก ...ซึ่งฤดูกาลนี้นับเป็นซีซั่นที่สองที่เฮดโค้ชโปรไฟล์หรูเข้ามาคุมทีมใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด และเชื่อว่าแฟนบอลหลายๆ คนน่าจะอยากเห็นทีมประสบความสำเร็จมากกว่าแค่การจบท็อปโฟร์ โดยเฉพาะเมื่อนับจากตัวเงินที่บอร์ดบริหารได้ลงทุนสร้างทีมไป

ทางฝั่งของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เกือบชะตาขาดโดนเด้งพ้นเก้าอี้เมื่อช่วงซัมเมอร์ แต่สุดท้ายเขาก็สามารถโน้นน้าวให้ฝ่ายบริหารของสโมสรไว้ใจคุมทีมต่อไปอีกหนึ่งฤดูกาล และหลังจากการทุ่มซื้อในตลาดนักเตะด้วยวงเงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านยูโร คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่าซีซั่นนี้น่าจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเจ้าตัวในถิ่นแอนฟิลด์ เว้นแต่ว่าเขาจะสามารถพา "หงส์แดง" จบท็อปโฟร์ตามเป้า หรืออย่างน้อยๆ ก็คว้าแชมป์บอลถ้วยสักรายการในปีนี้

ข้อมูลและตัวเลขที่น่าสนใจ

  • ในเกมลีกที่ทั้งสองทีมพบกันเคยมีใบแดงแจกมาแล้วทั้งสิ้น 16 ใบด้วยกัน มีเพียงแมตช์ระหว่าง เอฟเวอร์ตัน - ลิเวอร์พูล เท่านั้นที่มากกว่า (20 ใบ)
  • ย้อนกลับไปช่วงที่ยังอยู่กับ แอสตัน วิลลา คริสเตียน เบนเตเก้ ทำประตูได้ในสองเกมหลังสุดที่เขาลงสนามพบกับ แมนฯ ยูไนเต็ด
  • นับตั้งแต่ หลุยส์ ฟาน กัล เข้ามาคุมทีม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก็ไม่สามารถเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เลยสักครั้งเดียว
  • ฆวน มาต้า ลงเล่นในเกมแดงเดือดไป 3 นัด ทำได้ถึง 3 ประตู และหากเขาทำประตูในเกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คืนนี้ได้ ก็จะสร้างชื่อเป็นนักเตะปีศาจแดงคนแรกต่อจาก เดนิส ลอว์ เมื่อปี 1966 ที่ทำประตูในเกมแดงเดือดได้ 4 นัดติดต่อกัน

FFT ฟันธง

เกมนี้อาจจะไม่หวือหวาอย่างที่หลายๆ คนคาดหวัง และเรามองว่าแผงมิดฟิลด์ที่กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งของ ลิเวอร์พูล น่าจะช่วยให้ทีมคว้าผลเสมอได้ 1 ประตูต่อ 1

ดาว์นโหลด "STATS ZONE" ฟรีบน iOS • ฟรีบน Android