FFT พรีวิว: ไทย - อิรัก

ราชมังคลากีฬาสถาน I อังคารที่ 8 กันยายน I 19.00 น. I ถ่ายทอดสดทางไทยรัฐทีวี

ก่อนเกม

“ช้างศึก” ที่ปัจจุบันรั้งอันดับ 137 ในฟีฟ่า แรงกิ้ง รอบล่าสุด จะเปิดรังเหย้าพบกับ “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” หรือ ทีมชาติอิรัก ซึ่งขณะนี้อยู่อันดับ 82 ของโลกและที่ 7 ของทวีปเอเชีย เกมนี้มีสามคะแนนสำคัญเป็นเดิมพันและต่างฝ่ายต่างก็ต้องการชัยชนะด้วยกันทั้งคู่ ...แต่จะมีเพียง “หนึ่งเดียว“ เท่านั้นที่จะได้มันไปครอบครอง

วิเคราะห์เจาะลึก

ก่อนจะมาถึงการแข่งขันในวันนี้เราลองมาย้อนดูผลงานสองนัดที่ผ่านในรายการคัดเลือกฟุตบอลโลกของทีมชาติไทยกันก่อน ลูกทีมของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ปัจจุบันรั้งจ่าฝูงกลุ่มเอฟโดยมี 6 คะแนนเต็มหลังผ่านการแข่งขันมาแล้ว 2 นัดด้วยกัน เริ่มต้นจากการเปิดบ้านเอาชนะคู่ปรับร่วมภูมิภาคอย่าง “ทัพดาวทอง” ทีมชาติเวียดนาม ไปได้ 1 ประตูต่อ 0 จากประตูชัยของ ปกเกล้า อนันต์ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะบุกไปเอาชนะ ทีมชาติไต้หวัน 0 ประตูต่อ 2 โดยนัดดังกล่าว “เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา มีชื่อเป็นผู้ทำประตูทั้งสองลูก 

...เรียกได้ว่าเส้นทางในรายการนี้ของทีมชาติไทยเริ่มต้นได้สวย และหากว่าพวกเขาเก็บชัยชนะนัดที่จะพบกับ “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” ได้สำเร็จก็จะทำให้ “ช้างศึก” รั้งตำแหน่งจ่าฝูงต่อไป พร้อมกับความมั่นใจที่มากขึ้นอย่างมหาศาล ขณะที่อีกด้านหนึ่ง หากพวกเขาพ่ายแพ้ในเกมนี้ นั่นหมายความว่าจะเป็นงานที่หนักขึ้น เพราะหากหวังผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มจะต้องหวังไปบุกแบ่งแต้มในบ้านอิรักให้ได้เป็นอย่างน้อย

จนถึงตอนนี้สถิติที่น่าสนใจมากๆ คือทีมชาติไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรุกอันจัดจ้านยังไม่เสียเลยแม้แต่ประตูเดียวในรายการนี้ และเรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับแผงแบ็คโฟร์ที่ทำงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะคู่กองหลังอย่าง สุทธินันท์ พุกหอม และ กรวิทย์ นามวิเศษ ที่ดูแล้วเป็นการจับคู่ที่ลงตัวสุดๆ ซึ่งในนัดอุ่นเครื่องล่าสุดที่ทีมชาติไทยเปิดบ้านเอาชนะอัฟกานิสถานไปได้ 2 ประตูต่อ 0 พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้วยการรับมือเกมรุกของคู่ต่อสู้ได้อยู่หมัดตลอดทั้งเกม

สุทธินันท์ พุกหอม กองหลัง ชลบุรี เอฟซี หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทีมชาติไทยยังไม่เสียประตูในการแข่งขันคัดเลือกฟุตบอลโลก

อย่างไรก็ตามปัญหาหนึ่งที่น่ากังวลใจในเกมนี้ก็คือเรื่องเกมรุก ...ทีมชาติไทยชุดนี้ไม่มีตัวหลักหลายคนที่ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ ทั้ง อดิศักดิ์ ไกรษร, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ นูรูล ศรียานเก็ม ฉะนั้นเกมรุกที่เคยมี “เมสซีเจ” เป็นศูนย์กลางสำคัญอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแท็คติคบ้าง โดยจากนัดอุ่นเครื่องที่ผ่านมา เห็นได้ว่า “ซิโก้” เลือกใช้งาน ปกเกล้า อนันต์ ให้ดันขึ้นสูงและเล่นในตำแหน่งตัวทำเกมหลังกองหน้า แต่ความคล่องแคล่วไม่ใช่จุดเด่นของเขา มิดฟิลด์จากเพื่อนตำรวจรายนี้มีจุดเด่นคือการทำประตูที่เด็ดขาดและบางครั้งสิ่งที่แฟนๆ น่าจะได้เห็นจาก ปกเกล้า อาจไม่ใช่ความหวือหวา แต่เป็นการจบสกอร์ที่ไว้ใจได้ในยามที่ทีมต้องการ 

ฉะนั้นแล้วภาระการสร้างสรรค์เกมอาจตกอยู่ที่ผู้เล่นทางริมเส้นทั้ง เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ และ มงคล ทศไกร ที่จะต้องใช้ความเร็วเพื่อปั่นป่วนเกมรับคู่ต่อสู้ รวมทั้งทีเด็ดการผ่านบอลอันชาญฉลาดและแม่นยำของ สรรวัชญ์ เดชมิตร ก็น่าจะเป็นอาวุธสำคัญในเกมนี้ เพราะห้องเครื่องแบ็งคอก ยูไนเต็ด น่าจะเป็นตัวพลิกเกมจากรับเป็นรุกสำคัญในการเล่นเกมสวนกลับ 

...แม้การขาด “เมสซีเจ” อาจเป็นเรื่องน่าผิดหวัง แต่ด้วยคุณภาพแล้วเชื่อว่านักเตะคนอื่นน่าจะก้าวเข้ามาแทนที่ - อาจไม่ใช่โดยตรง - แต่ทางแท็คติคแล้วก็ทำได้มีประสิทธิภาพไม่แพ้กัน 

เรื่องเดียวที่น่าเป็นห่วงจริงๆ ก็คือข้อจำกัดด้านร่างกายเรื่องความแข็งแกร่งในจังหวะปะทะ ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้เล่นทีมชาติไทยหลายคนนั้นยังเป็นรองผู้เล่นทีมชาติอิรักอยู่ ดังนั้นพวกเขาอาจต้องอาศัยความสามัคคี การเล่นเกมรับที่มีวินัย และสมาธิที่ต้องจดจ่อกับเกมทุกเสี้ยววินาที เป็นอาวุธหลักในการหยุดเกมรุกของคู่ต่อสู้ที่มีจุดเด่นในเรื่องความแข็งแกร่ง และความรวดเร็วคล่องแคล่ว

ชัยชนะเหนืออัฟกานิสถาน 2 ประตูต่อ 0 ถือเป็นสัญญาณที่ดีก่อนทำศึกหนักพบกับทีมชาติอิรัก

มาดูทางฝั่งทีมชาติอิรักกันบ้าง ผลงานในรายการคัดเลือก ฟุตบอลโลก ที่ผ่านมาถือว่ายอดเยี่ยม หลังลงสนามนัดแรกด้วยการเปิดบ้านรับมือ ทีมชาติไต้หวัน พวกเขาเอาชนะไปแบบถล่มทลาย 5 ประตูต่อ 1 ถือเป็นการประเดิมในรายการนี้แบบสวยหรูสมกับที่หลายๆ ฝ่ายคาดหวังให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะผ่านเข้าสู่การคัดเลือกรอบสุดท้ายในตำแหน่งจ่าฝูงของกลุ่มเอฟ และหากว่าพวกเขาต้องการที่จะขึ้นไปรั้งอันดับหนึ่งในกลุ่ม เกมนี้ก็ต้องกลับไปออกโดยมีคะแนนในมือไม่น้อยกว่า 3 แต้มเท่านั้น

“สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในระดับทวีปช่วงสองปีที่ผ่านมา เริ่มจากการคว้าเหรียญทองแดงในการแข่งขัน เอเชียน เกมส์ 2014 ที่พวกเขาเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะ ทีมชาติไทย ไป 0 ประตูต่อ 1 ในนัดชิงชนะเลิศอันดับสองจากประตูชัยของ “ขิงแก่อันตราย” ยูนิส มะห์มูด กองหน้าที่ทำสถิติลงสนามรับใช้ทีมชาติมากที่สุดตลอดกาล หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่หยุดความร้อนแรงเมื่อปีต่อมาสามารถหักด่านเข้าถึงจบถึงอันดับสี่ในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย หรือ เอเชียน คัพ 2015 ที่ออสเตรเลีย

แม้จะอายุ 32 ปี แต่ ยูนิส มะห์มูด ก็ยังคงเป็นแกนหลักของทีมชาติอิรัก และล่าสุดก็เพิ่งติดทีมทำศึกเอเชียน คัพ 2015 ที่พวกเขาจบอันดับสี่

สิ่งที่น่าสนใจก็คือผู้เล่นหลายๆ คนในทีมชาติอิรุกชุดนี้นับเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ถูกดันขึ้นจากชุดเยาวชนหลังประสบความสำเร็จไม่เพียงแต่ระดับทวีปเท่านั้นแต่รวมถึงระดับโลกด้วยในรอบสองถึงสามปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ฮูมาม ตอริค เจ้าของฉายา “เมสซีอิรัก”, อาลี อัดนาน แบ็คซ้ายตัวจริงของ อูดิเนเซ ในศึกกัลโช เซเรีย อา และ ดุรกอม อิสมาอิล ฟูลแบ็คจอมบุกที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเอเชียน คัพ พวกเขาเหล่านี้พิสูจน์คุณภาพด้วยรางวัลชนะเลิศในรายการ “2013 เอเอฟซี ยู-22 แชมเปี้ยนชิพ” รองชนะเลิศ “2012 เอเอฟซี ยู-19 แชมเปี้ยนชิพ” และการคว้าอันดับ 4 ในการแข่งขันชิงแชมป์ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีที่ประเทศตุรกีเมื่อปี 2013

ขณะที่ผู้เล่นผู้เล่นตัวหลักชุดใหญ่อีกหลายรายก็มีดีกรีและฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน เด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น ยูนิส มะห์มูด นักเตะที่เคยเข้าชิงรางวัลบัลลงดอร์เมื่อปี 2007 หลังพาอิรักผงาดคว้าแชมป์ เอเชียน คัพ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศมาครอง ถัดมาพวกเขายังมี อะหมัด ยาซีน ปีกตัวเก่งผู้ถูกยกย่องว่าเป็น คริสเตียโน โรนัลโด้ แห่งอิรัก ส่วนที่สวีเดน เขาถูกเรียกว่า 'พรสวรรค์แห่งโอเรโบร' นอกจากนั้น ยาซีร ซอฟา กอซิม อดีตเด็กปั้นของท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่ปัจจุบันเป็นกองกลางตัวจริงอยู่กับ สวินดอน ทาวน์ ทีมระดับลีก วัน อังกฤษ กยังมีพิษสงรอบตัวไม่แพ้กัน

อาลี อัดนาน วิงแบ็คจอมบุกทีมชาติอิรักที่ปัจจุบันกำลังค้าแข้งอยู่กับ อูดิเนเซ

ฉะนั้นถ้าดูเป็นรายบุคคลแล้ว ทีมชาติอิรักมีผู้เล่นที่เหนือกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สถิติที่น่าสนใจก็คือหลังขึ้นสหัสวรรษใหม่ทีมชาติไทยไม่เคยแพ้ทีมชาติอิรักเลยในการพบกัน 4 ครั้งหลังนับตั้งแต่ปี 2001 และอันที่จริงแล้วการพบกันครั้งล่าสุดในการแข่งขันอุ่นเครื่องที่ราชมังคลากีฬาสถานเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2008 ทีมชาติไทยก็เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 1 จากลูกยิงของ “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย และ ธีรศิลป์ แดงดา ที่ปัจจุบันเป็นกองหน้าชาวไทยคนสุดท้ายที่ทำประตูใส่อิรักได้

ฉะนั้นแล้วใช่ว่าโอกาสชนะของ “ช้างศึก” จะไม่มีเสียทีเดียว แม้จะเจองานหิน แต่หากหวังไปฟุตบอลโลก นี่คือด่านแรกที่พวกเขาจะต้องก้าวผ่านให้ได้

ข่าวข้างสนาม

สภาพความพร้อมของทีมชาติไทยนั้นเรียกได้ว่าไม่ได้สมบูรณ์เต็มที่ เมื่อ “ซิโก้” จะมีปัญหาในการจัดทัพมากพอสมควรหลังจากที่ต้องขาดผู้เล่นตัวหลักมากมายที่ไม่มีชื่อในทีมชุดนี้เพราะติดปัญหาอาการบาดเจ็บ ไล่ตั้งแต่ “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, นูรูล ศรียานเก็ม, อาทิตย์ ดาวสว่าง และ อดิศักดิ์ ไกรษร อย่างไรก็ตามพวกเขายังมีแข้งใหม่หลายรายที่โดนเรียกติดทีมซึ่งน่าจะเข้ามาทดแทนได้ไม่มากก็น้อย เช่น ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, ประกิต ดีพร้อม (ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมา) และ ทริสตอง โด 

...โดยเฉพาะรายหลังที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อทำผลงานได้น่าประทับใจในเกมอุ่นเครื่องนัดล่าสุด นอกจากนั้นตัวหลักคนอื่นๆ ก็ยังอยู่กันพร้อมหน้า ทั้ง ธีรศิลป์ แดงดา, ธีรทร บุญมาทัน, สุทธินันท์ พุกหอม, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, สารัช อยู่เย็น และ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์

ทริสตอง โด ฟูลแบ็คกึ่งปีกลูกครึ่งฝรั่งเศสจาก บีอีซี เทโรศาสน ที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม

ขณะที่ทางฝั่งทีมเยือนก็มากันพร้อมหน้าไม่แพ้กัน เมื่อตัดสินใจขนเอาผู้เล่นตัวหลักหลายคนที่ค้าแข้งอยู๋ต่างประเทศมาร่วมการแข่งขันครั้งนี้ด้วย โดยตัวหลักๆ คือ ยูนิส มะห์มูด, อาลี อัดนาน, อะหมัด ยาซีน, ยาซีร ซอฟา กอซิม, จัสติน มีรัม ผสมกับบรรดาดาวรุ่งที่ฟอร์มกำลังเข้าฝักอย่าง ฮูมาม ตอริค, ดุรกอม อิสมาอิล แล้วพวกเขามีทีมที่อันตรายพอตัว และน่าจะเป็นฝ่ายเหนือกว่าในเกมนี้ อย่างไรก็ตามมันก็อาจไม่ใช่งานง่ายสำหรับ “สิงโตแห่งเมสโปเตเมีย” เช่นกัน เพราะทีมชาติไทยจะได้เปรียบเรื่องการเล่นในบ้าน ฉะนั้นสปิริตและความมั่นใจของ “ช้างศึก” ที่สูงลิ่วก็น่าจะมีอิทธิพลต่อรูปเกมอย่างแน่นอน

ฮูมาม ตอริค ดาวรุ่งที่น่าจับตามองลูกหนังอิรักถ่ายรูปคู่กับ ฮากิม ชากิร อดีตโค้ชผู้มอบโอกาสให้เขาก้าวเข้าสู่ทีมชาติ

ประกบคู่: ธีรศิลป์ แดงดา vs ยูนิส มะห์มูด

“เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ที่เพิ่งติด 1 ใน 25 สุดยอดนักเตะไทยตลอดกาล โดย FFT TH ถือเป็นความหวังสำคัญในเกมรุกของ “ช้างศึก” ตอนนี้อย่างไม่ต้องสงสัยหลังจากที่ทีมชาติไทยจะต้องขาด ชนาธิป และ อดิศักดิ์ ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บจนไม่มีชื่อติดทีมชุดนี้

ในไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ “เจ้ามุ้ย” ลงสนามครบทุกเกมทั้ง 20 นัด และแม้บทบบาทในการสร้างสรรค์เกมจะยังทำได้ยอดเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลง แต่จำนวนประตูที่เขาทำได้เพียง 4 ลูกกลับน้อยจนน่าใจหาย ขณะที่ในนามทีมชาติ ธีรศิลป์ ลงเล่นให้ช้างศึกไปทั้งหมด 6 นัดในปีนี้ ทำได้ 3 ประตู ซึ่ง สองประตูนั้นมาจากเกมที่พวกเขาบุกไปเอาชนะไต้หวันในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ขณะที่อีกหนึ่งลูกเพิ่งจะยิงได้ในเกมอุ่นเครื่องกับอัฟกานิสถานเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

"เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา มีชื่อเป็นหนึ่งในผู้ทำประตูเกมอุ่นเครื่องที่ทีมชาติไทยเอาชนะ อัฟกานิสถาน 2 ประตูต่อ 0

ฉะนั้นเกมนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ที่น่าสนใจว่าเมื่อทีมชาติไทยจะต้องขาดผู้เล่นสำคัญในแนวรุกคนอื่นไป ธีรศิลป์ แดงดา จะสามารถรับมือกับภาระในการทำประตูได้หรือไม่ ...เกมอุ่นเครื่องที่ผ่านมายังตอบอะไรไม่ค่อยได้ เพราะสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ ทำให้รูปเกมของทั้งสองทีมไม่เป็นอย่างที่ควรเป็น และพื้นสนามเองก็ทำให้การแข่งขันมีอุปสรรคเกินกว่านักเตะคนไหนจะแสดงความสามารถอะไรออกมาได้ ดังนั้นเกมที่จะพบกับ “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย” นี้น่าจะบททดสอบสำคัญของเขาว่าจะพิสูจน์ดีกรีการเป็ย “กองหน้าหมายเลขหนึ่งย่านอาเซียน” ได้ดีแค่ไหน เป็นเรื่องที่ยังต้องติดตามชมต่อไป

มาทางฝั่ง ยูนิส มะห์มูด กันบ้าง เขาคือกองหน้าที่เป็นความหวังของทีมชาติอิรักมากว่าสิบปี ​ฉะนั้นเรื่องประสบการณ์ในเวทีทีมชาติคงไม่เป็นที่สงสัย ขณะที่ผีเท้าและสภาพความฟิตของเจ้าตัวก็ยังยอดเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลงแม้อายุจะมาถึง 32 ปีแล้วก็ตาม

ชื่อของ มะห์มูด ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ลูกหนังอิรักเมื่อเขาเป็นคนโหม่งประตูโทนให้บ้านเกิดเฉือนเอาชนะคู่แข่งไป 1 ประตูต่อ 0 และคว้าแชมป์ เอเชียน คัพ สมัยแรกมาครองได้สำเร็จเมื่อปี 2007 พร้อมกันนั้น มะห์มูด ได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นทรงคุณค่าประจำทัวร์นาเมนต์และตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับ นาโอฮิโร ทากาฮาระ ที่จำนวน 4 ประตู โดยหนึ่งประตูของเขาทำได้ในนัดเฉือนชนะทีมชาติไทย 1 ประตูต่อ 0 ในรอบแบ่งกลุ่ม โดยตอนนั้น “โค้ชหรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน เป็นหัวหน้าผู้ฝึกซ้อน ส่วน “ซิโก้” เกรียติศักดิ์ เสนาเมือง ยังรับหน้าที่เป็นกองหน้าความหวังของไทยอยู่

ความสำเร็จของ มะห์มูด ในเวทีเอเชียน คัพ สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมาก เพราะนั่นคือทัวร์นาเมนต์ที่เขารับหน้าที่เป็นกัปตันทีมพาชาติที่แตกหักจากผลกระทบของสงครามลงแข่งขันในสมรภูมิสนามหญ้าและคว้าแชมป์จนสร้างความสามัคคีให้กับคนในประเทศอีกครั้ง ความยิ่งใหญ่ในครั้งนั้นทำให้ ยูนิส มะห์มูด มีชื่อเป็นหนึ่งในนักเตะชื่อดังที่ลงชิงชัยรางวัล “บัลลงดอร์” ในตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกเคียงข้างดาวเตะอย่าง ดิดิเยร์ ดร็อกบา, คริสเตียโน โรนัลโด้, ลีโอเนล เมสซี, อันเดรีย ปิร์โล และอีกมากมาย แม้สุดท้ายจะเป็น กาก้า ที่คว้ารางวัลไปครอง แต่ มะห์มูด ที่ได้รับเสียงโหวตสองคะแนนก็เรียกว่าสุดยอดเกินความคาดหมายแล้ว

ยูนิส มะห์มูด พังประตูสำคัญในนัดชิงชนะเลิศให้อิรักเฉือนเอาชนะ ซาอุดิอาระเบีย 1-0 คว้าแชมป์เอเชียน คัพ ครั้งสมัยมาครอง

ผ่านมาอีกหลายปีชื่อของ ยูนิส มะห์มูด ยังคงติดโผทีมชาติอิรักทุกชุด และปัจจุบันตัวเขาจะอายุ 32 ปีแล้วแต่กองหน้าคนนี้ยังคงเป็น “ดาวค้างฟ้า” ของอิรักไม่เปลี่ยนแปลง โดยเมื่อปีที่แล้วก็มีชื่อเป็นนักเตะโควต้าอายุเกินลงทำศึกในรายการเอเชียน เกมส์ ที่เมืองอินชอน เกาหลีใต้ด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็เป็นผู้ดับฝันทีมชาติไทยที่เจอกันคราวนี้ “ซิโก้” รับบทเป็นนายใหญ่ในนัดชิงเหรียญทองแดงด้วย นอกจากนั้นปีต่อมา มะห์มูด ก็ยังนำทัพอิรักลงกรำศึกเอเชียน คัพ 2015 และเป็นหนึ่งแข้งสำคัญที่พาทีมจบอันดับสี่ในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวด้วย

สองกุนซือ

"ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชขวัญใจมหาชนทีมชาติไทย

“ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่เพิ่งได้รับการจัดอันดับจาก FFT ให้เป็นกุนซือยอดเยี่ยมอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน (รวมออสเตรเลีย) กำลังจะพาทีมกรำศึกหนักพบกับอิรัก ทีมอันดับที่ 82 ของโลก และเป็นเต็งจ่าฝูงของกลุ่มที่เพิ่งชนะไต้หวันมา 5 ประตูต่อ 1 แต่เขาเชื่อว่าทีมชาติไทยจะต่อกรกับอิรักได้ โดยมีแฟนบอลเป็นแรงบันดาลใจหนุนหลังสำคัญ “วันนั้นเราเล่นที่เกาหลีใต้ แต่วันนี้เราเล่นที่บ้านเรา กองเชียร์หนุนหลัง เราไม่ต้องกลัว” ซิโก้ เริ่มกล่าว

“ทีมอาเซียนทีมอื่นผมไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้จะแพ้กันมาแบบไหน ผมรู้แต่ทีมไทย ไทยไม่ใช่ทีมที่ใครกินง่ายๆ เราคิดแค่ว่าจะทำอย่างไรที่จะยกระดับมาตรฐาน ของฟุตบอลไทยไปในระดับเอเชีย วันนี้เรากินได้ทุกชุดในอาเซียนแล้ว ผมบอกว่านักเตะผมว่า ผู้เล่นของอิรักเหล่านี้ ไม่ใช่ (เอเด็น) อาซาร์, ไม่ใช่ (คริสเตียโน่) โรนัลโด้ หรือ (ลีโอเนล) เมสซี่...นักเตะทีมทีมอิรัก ผมไม่รู้จักชื่อหรอก ผมไม่ได้ให้ความสำคัญ เราสนใจแค่ว่าจะเล่นกับพวกเขาอย่างให้ได้ 3 คะแนน” กุนซือขวัญใจมหาชนกล่าว

ยาห์ยา อัลวาน เฮดโค้ชคนใหม่ของ "สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย" ทีมชาติอิรัก

ด้าน ยาห์ยา อัลวาน กุนซือที่เพิ่งจะถูกเลื่อนชั้นจากทีมเยาวชนมาเป็นหัวเรือชุดใหญ่ของ ทีมชาติอิรัก ยอมรับว่าทีมชาติไทยมีพัฒนาการขึ้นเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา แต่เกมฟุตบอลโล รอบคัดเลือก ที่จะถึงนี้ ชัยชนะจะต้องเป็นของพวกเขาเท่านั้น “ผมมาที่นี่ ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องการบุกมาเพื่อแบ่งแต้ม เพราะเราต้องการชัยชนะ พรุ่งนี้จะเป็นเกมที่สนุกแน่นอน และเราจะเล่นอย่างขาวสะอาด” อัลวาน กล่าว

“ผมต้องยอมรับ จากประสบการณ์ที่เคยเจอกับไทยมา ทั้งในเอเชียน เกมส์และโอลิมปิค เกมส์ นักเตะของไทยมีความเร็วและคล่องแคล่ว ต้องยอมรับเลยว่าพวกเขามีพัฒนาการที่ดีและเร็ว”

“แต่ระดับของฟุตบอลไทย ผมมองว่าตอนนี้พวกเขายังอยู่ในระดับกลางๆของเอเชียนะ เราได้ดูรูปแบบการเล่นของไทยมาบ้างแล้ว เกมนี้แน่นอน มันจะแตกต่างออกไปจากนัดชิงที่ 3 ในศึกเอเชียน เกมส์ที่เกาหลีใต้ เมื่อปีก่อน เพราะทั้งสองทีมมีผู้เล่นที่ต่างออกไป รวมถึงสไตล์การเล่น เพราะเราเองก็มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน”

ข้อมูลและสถิติที่น่าสนใจ

- ทีมชาติอิรักมีสถิติการพบกับทีมชาติไทยที่เหนือกว่า เมื่อเจอกันมาทั้งหมด 13 ครั้ง ไทยชนะแค่ 2 เสมออีก 3 และเป็นฝ่ายพ้ายแพ้ไปถึง 8 ครั้ง 

- นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ทีมชาติไทยไม่เคยแพ้ทีมชาติอิรักเลยในการพบกัน 4 ครั้งหลังสุด 

- นัดล่าสุดที่พบกันในการแข่งขันอุ่นเครื่องที่ราชมังคลากีฬาสถานเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2008  ทีมชาติไทยก็เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 1

- ธีรศิลป์ แดงดา เป็นกองหน้าชาวไทยคนสุดท้ายที่ทำประตูใส่อิรักได้ (อุ่นเครื่อง, 2008)

- ยูนิส มะห์มูด คือนักเตะที่ลงเล่นให้ทีมชาติอิรักมากที่สุดตลอดกาลที่ 141 นัด ทำได้ 54 ประตู

- นับเฉพาะในรายการคัดเลือกฟุตบอลโลก ทั้งคู่เคยถูกจับมาอยู่กลุ่มเดียวกันในปี 2001 และทีมชาติไทยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปด้วยสกอร์ 4 ประตูต่อ 0 ส่วนเมื่อกลับมาลงเล่นในบ้านก็ทำได้แค่เสมอ 1 ประตูต่อ 1

Topics