FFT พรีวิว: เวสต์บรอมฯ vs เชลซี

พรีเมียร์ลีก I ฮอว์ธอร์นส์ สเตเดี้ยม I อาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม I 19.30 น.

ก่อนเกม

โอกาสสำคัญที่บรรดาผู้เล่น เชลซี และ โชเซ มูรินโญ จะต้องเก็บชัยชนะนัดแรกของฤดูกาลและกู้ความศรัทธาแฟนบอลกลับมา

ฟอร์มล่าสุดของ เวส์ตบรอมฯ

  • วัตฟอร์ด 0-0 เวส์ตบรอมฯ (พรีเมียร์ลีก)
  • เวส์ตบรอมฯ 0-3 แมนฯ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก)
  • บริสตอล โรเวอร์ส 0-4 เวส์ตบรอมฯ (อุ่นเครื่อง)
  • วอล์ซอลล์ 0-2 เวส์ตบรอมฯ (อุ่นเครื่อง)
  • สวินดอน ทาวน์ 1-4 เวส์ตบรอมฯ (อุ่นเครื่อง)

ฟอร์มล่าสุดของ เชลซี

  • แมนฯ ซิตี้ 3-0 เชลซี (พรีเมียร์ลีก)
  • เชลซี 2-2 สวอนซี ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก)
  • เชลซี 0-1 ฟิออเรนตินา (อุ่นเครื่อง)
  • อาร์เซนอล 1-0 เชลซี (คอมมิวนิตี้ ชิลด์)
  • เชลซี 2-2 บาร์เซโลนา (อุ่นเครื่อง)

วิเคราะห์เจาะลึก

สวอนซี ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่ง แต่แฟน เชลซี ที่มองโลกในแง่ร้ายที่สุดก็คงไม่คาดคิดว่าสิงโตน้ำเงินครามจะเปิดฉากฤดูกาลใหม่ได้ย่ำแย่ขนาดนี้ แชมป์เก่าลงเล่น 2 เกมเก็บได้เพียง 1 แต้ม ทำให้ปัจจุบันตามหลังจ่าฝูงแมนฯ ซิตี้ถึง 5 แต้มเข้าไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีปัญหาแตกหักกับทีมแพทย์และนักกายภาพ รวมกับการเปลี่ยนตัวกัปตันที่เป็นผู้นำและตำนานของทีมออกมาในช่วงพักครึ่ง ทำให้รู้สึกว่าอะไรๆ ในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ชักจะไม่เข้าท่าเสียแล้ว

และนั่นก็ทำให้สิงโตน้ำเงินครามต้องเจอกับสภาวะกดดัน ที่ต้องเล่นเพื่อเก็บ 3 แต้มตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม เมื่อหันไปดูแมนฯ  ยูไนเต็ด ที่น่าจะเอาชนะ นิวคาสเซิล ในเกมวันเสาร์ และลูกทีมของ มานูแอล เปเยกรินี ที่ยังร้อนแรงต่อเนื่อง ความพ่ายแพ้ในเกมนี้อาจจะหมายความว่า เชลซี ต้องตกเป็นฝ่ายตามหลังทีมจ่าฝูงถึง 8 แต้ม ซึ่งนับเป็นคะแนนที่ห่างมากสำหรับช่วงเปิดฤดูกาลแบบนี้

หลังจากเล่นไปแล้ว 2 เกม โทนี พูลิส และ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน น่าจะพอใจกับการมี 1 แต้มเท่ากับแชมป์เก่า แต่ในสถานการณ์นี้ก็คงมองได้ว่าผิดหวัง โดยเฉพาะจนถึงตอนนี้ที่ยังไม่ยิงประตูไม่ได้เลย แม้ผลการแข่งขัน 2 เกมแรกที่แพ้ 3-0 ให้กับแมนเชสเตอร์ซิตี้ และเสมอวัตฟอร์ด 0-0 จะไม่แย่อะไรนัก แต่พูลิสก็คงอยากให้ลูกทีมเริ่มทำผลงานเข้าฝักให้เร็วที่สุด

หลังจากเกมนี้ เวสต์บรอมจะเจองานเบา โดย 6 เกมต่อจากนี้จะได้เล่นกับ สโต๊ค, เซาแธมป์ตัน, แอสตัน วิลลา, เอฟเวอร์ตัน, คริสตัล พาเลซ และ ซันเดอร์แลนด์ แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เวสต์บรอมฯ คงอยากจะพยายามฉวยโอกาสตอนที่ เชลซี กำลังดิ้นรนหาฟอร์ม และพยายามเก็บชัยชนะนัดแรกมาครองให้ได้ในวันอาทิตย์นี้

เกมรับของเชลซีที่กำลังเป็นปัญหาเมื่อผ่าน 2 นัดแรกในลีกก็เสียไปแล้วถึง 5 ประตู

ข่าวข้างสนาม

แชมป์เก่าจะไม่มี ออสการ์ ที่เจออาการบาดเจ็บ แต่นอกจากนั้นแล้วก็ฟิตพร้อมลงสนามกันทั้งทีม จอห์น เทอร์รี น่าจะได้กลับมาลงยืนเป็นหัวใจหลักของเกมรับแม้ว่าจะถูกเปลี่ยนตัวออกเร็วในเกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ที่โชว์ฟอร์มย่ำแย่ใน 2 เกมที่ผ่านมาอาจจะเสี่ยงต่อการโดนดร็อปจาก 11 ตัวจริง โดยเฉพาะในตอนนี้ที่มีแบ็คซ้ายหน้าใหม่อย่าง บาบา ราห์มาน มาเป็นตัวเลือกของ มูรินโญ หรืออาจจะเป็น เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ที่จะถูกจับโยกจากตำแหน่งแบ็คขวาแทนปราการหลังชาวเซิร์บ

สำหรับฝั่ง “เดอะ แบกกี้ส์” นั้น เบ็น ฟอสเตอร์ ยังคงเป็นบุคคลสาบสูญ ส่วน แซร์จ นาร์บี ที่ยืมมาจาก อาร์เซนอล ก็ยังไม่ฟิตพอลงเล่น ซาโลมอน รอนดอน อาจได้รับโอกาสลงสนามตัวจริงเป็นเกมแรกในสีเสื้อเวสต์บรอมฯ หลังจากโชว์ฟอร์มประทับใจในการเปลี่ยนตัวลงเล่น 30 นาทีในเกมกับวัตฟอร์ด ส่วน เจมส์ แม็คคลีน ยังคงต้องพยายามเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงต่อไป

บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ฟูลแบ็คเลือดเซิร์บที่กำลังประสบปัญหาฟอร์มตกอยู่ในเวลานี้

ประกบคู่: ไซโด เบราฮีโน vs จอห์น เทอร์รี

แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับ มูรินโญ ที่จะเล่นเกมปั่นหัวคู่แข่งหรือหลอกล่อสื่อ แต่คำอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนตัวจอห์น เทอร์รี ในเกมกับซิตี้ก็นับว่าพอเข้าใจได้: อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษมีจุดอ่อนกับการเล่นแนวรับดันขึ้นสูง ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้  เทอร์รี ฟอร์มตกในระยะสั้นๆ ที่ อันเดร วิลาส-โบอาส เข้ามาคุมก็คือการที่กุนซือชาวโปรตุกีสขอให้เซ็นเตอร์แบ็คจอมแกร่งดันเกมรับขึ้นสูงจนน่ากังวล และการดันแนวรับขึ้นสูง หมายความว่า เชลซี จะต้องพยายามลงมาไล่บอลหน้าประตูตัวเองและกองหลังต้องใช้ความเร็วมากขึ้น

ใครๆ ก็รู้ว่าความเร็วเป็นสิ่งที่ เทอร์รี ไม่เคยมี และการที่ มูรินโญ ออกมายอมรับออกสื่ออาจจะทำให้เวสต์บรอมฯ พยายามวางบอลเร็วข้ามแนวรับไปให้ ไซโด เบราฮิโน ไล่กวดบ่อยครั้งกว่าปกติ ดาวยิงทีมชาติอังกฤษชุดเล็กโชว์ฟอร์มเรียกจุดโทษให้มีใในเกมที่ทั้งสองทีมพบกันครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมโดยบีบให้เทอร์รีต้องวิ่งไล่กวดตามริมเส้นด้านขวาก่อนจะเรียกฟาวล์ในกรอบเขตโทษจากกัปตันทีมเชลซี และครั้งนี้หากพูลิสไม่เลือกที่จะใช้ระบบแบบนั้นอีก ก็เรียกว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจทีเดียว

สองกุนซือ

การพบกัน 5 ครั้งหลังสุด

  • เวสต์บรอมฯ -3-0 เชลซี (พรีเมียร์ลีก, พฤษภาคม 2015)
  • เชลซี 2-0 เวสต์บรอมฯ (พรีเมียร์ลีก, พฤศจิกายน 2014)
  • เวสต์บรอมฯ 1-1 เชลซี (พรีเมียร์ลีก, กุมภาพันธ์ 2014)
  • เชลซี 2-2 เวสต์บรอมฯ (พรีเมียร์ลีก, พฤศจิกายน 2013)
  • เชลซี 1-0 เวสต์บรอมฯ (พรีเมียร์ลีก, มีนาคม 2013)

พูลิสแหวกแนวด้วยการก้าวออกมายอมรับว่าวางแท็กติกพลาดในเกมที่แพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ซิตี้ 3-0 เมื่อครึ่งเดือนก่อน “หลังจบเกมนั้น ผมบอกพวกเขา [นักเตะ] ว่าผมจะต้องรับผิดชอบ” กุนซือชาวเวลส์เปิดเผย

“ผมคิดว่าการเลือกส่งไซโดและริคกี้ [แลมเบิร์ต] เป็นการเปิดช่องมิดฟิลด์มากเกินไป เป็นการเล่นตรงกันข้ามกับหลักการที่ผมเคยใช้และใช้ได้ผลมาตลอด นั่นเป็นการเรียกสติครั้งใหญ่สำหรับผมและดึงผมกลับมาสู่ความเป็นจริง”

มูรินโญ่และพูลิสต่างก็มีหลักการฟุตบอลคล้ายๆ กันที่กุนซือวัย 57 ปีเคยอ้างถึง หนึ่งในนั้นก็คือแนวคิดในเกมและความเชื่อที่ว่าเกมฟุตบอลแพ้ชนะกันที่การเชื่อมโยงเกม ทำให้ผู้จัดการทีมทั้งสองคนต่างก็มีความนับถือให้กันและกัน โดยฝ่ายกุนซือโปรตุกีสกลายเป็นฝ่ายแพ้แล้วแพ้อีกในการพบกับเวสต์บรอมของพูลิสเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และก่อนหน้านี้ก็เคยแพ้ให้พูลิสที่คุมทีมคริสตัลพาเลซในฤดูกาล 2013/14

ข้อมูลและตัวเลขที่น่าสนใจ

  • ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015/16 (ที่แข่งมาแล้ว 2 เกม) เชลซีปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสยิงเข้ากรอบมาแล้ว 18 ครั้ง
  • เชลซีเป็นทีมที่เคยเอาชนะเวสต์บรอมได้บ่ยอครั้งที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยเชลซีชนะเวสต์บรอม 13 ครั้ง (เท่ากับอาร์เซนอล)
  • โทนี่ พูลิส เคยเอาชนะโชเซ่ มูรินโญ่มาแล้ว 2 ครั้งในพรีเมียร์ลีก ยังไม่เคยมีผู้จัดการทีมคนไหนเคยเอาชนะมูรินโญ่ 3 เกมในพรีเมียร์ลีกมาก่อนเลย

FFT ฟันธง

เวสต์บรอมฯ น่าจะมีหนึ่งประตูในเกมนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็น เชลซี ที่เรียกฟอร์มกลับมาได้และบดเอาชนะเจ้าบ้าน  1-3