FFT พรีวิว: คริสตัล พาเลซ vs อาร์เซนอล

พรีเมียร์ลีก I เซลเฮิร์ทส์ พาร์ค I วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม I 19.30 น.

วิเคราะห์ก่อนเกม

ก่อนหน้านี้ “ปราสาทแก้ว” คริสตัล พาเลซ บุกไปโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมและคว้าชัยชนะเหนือทีมน้องใหม่หน้าเก่าอย่าง นอริช ได้ 3-1 ในนัดเปิดหัวพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015/16 และถึงแม้ฟอร์มการเล่นของพวกเขาในเกมอาจจะยังไม่ใช่ฟอร์มที่เพอร์เฟ็คที่สุด แต่ 3 แต้มแรกที่พวกเขาคว้ามาได้ก็ช่วยลดแรงกดดันในเกมต่อไปที่จะเปิดบ้านรับมือทีมใหญ่ อาร์เซนอล ได้มากพอสมควร

ฟอร์มคริสตัล พาเลซ 5 นัดหลังสุด

  • นอริช 1-3 คริสตัล พาเลซ (พรีเมียร์ลีก)
  • แด็ก & เร้ด 0-1 คริสตัล พาเลซ (อุ่นเครื่อง)
  • ฟูแลม 1-1 คริสตัล พาเลซ (อุ่นเครื่อง)
  • บรอมลีย์ 0-6 คริสตัล พาเลซ (อุ่นเครื่อง)
  • สปอร์ติ้ง 2-0 คริสตัล พาเลซ (อุ่นเครื่อง)

ฟอร์มอาร์เซนอล 5 นัดหลังสุด

  • อาร์เซนอล 0-2 เวสต์แฮม (พรีเมียร์ลีก)
  • อาร์เซนอล 1-0 เชลซี (คอมมิวนิตี้ ชิลด์)
  • อาร์เซนอล 1-0 โวล์ฟสบวร์ก (อุ่นเครื่อง)
  • อาร์เซนอล 6-0 โอลิมปิค ลียง (อุ่นเครื่อง)
  • เอฟเวอร์ตัน 1-3 อาร์เซนอล (อุ่นเครื่อง)

ขณะที่การเสริมทัพของพาเลซในฤดูกาลนี้ก็ได้รับคำชื่นชมอย่างมาก หลังทำช็อคบรรดาทีมใหญ่ของยุโรปด้วยการคว้าตัวศิษย์เก่า อลัย พาร์ดิว อย่าง โยฮัน กาบาย จาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง มาแบบเหนือเมฆ ซึ่งกองกลางดีกรีทีมชาติฝรั่งเศสรายนี้ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ของพวกเขาต้องผิดหวัง เมื่อโชว์ฟอร์มได้อย่างเร่าร้อน มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้ง 3 ประตูที่ทีมทำได้ในชัยชนะที่สนามแคร์โรว์ โร้ด ของ นอริช ซิตี้

ฉะนั้นก็น่าสนใจว่าในเกมบุกเยือนปืนใหญ่ที่น่าจะเป็นงานมหาหินของพวกเขา กุนซือมากประสบการณ์อย่าง อลัน พาร์ดิว จะจัดวางบทบาทของ กาบาย อย่างไร จะให้เจ้าตัวยืนคุมกลางสนามในแผน 4-4-2 หรือจะขยับขึ้นไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกหลังกองหน้า พร้อมกับส่งเอา ไมล์ เจดิแน็ค และ โจ เลดลีย์ ลงมายืนคุมกลางในตำแหน่งกองกลางตัวเชื่อมเกมแทน ส่วนสองนักเตะหน้าใหม่อย่าง คอนเนอร์ วิคแฮม และ แพททริค แบมฟอร์ด อาจจะต้องแยกตำแหน่งกับ เกล็นน์ เมอร์เรย์ ในการออกสตาร์ทตัวจริงในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า

ทั้งนี้แน่ใจได้เลยว่า พาร์ดิว พร้อมกับลูกทีมของเขาคงจะเดินทางไปยังกรุงลอนดอนด้วยความมั่นใจเกินร้อยหลังเปิดฉากซีซั่นได้อย่างสวยหรู ขณะที่ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ทีมที่หลายๆ คนฟันธงเอาไว้ว่าจะเป็นหนึ่งในม้ามืดคั่วแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้กลับต้องเจอฝันร้ายตั้งแต่นัดแรกของซีซั่น หลัง “เดอะ กุนเนอรส์” เปิดบ้านพ่ายแพ้ให้กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไปแบบสุดช็อค 2-0 และฟอร์มการเล่นของพวกเขาในวันนั้นก็ต้องถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานและดูไร้ชีวิตชีวามากทีเดียว

อย่างไรก็ตามฤดูกาลก็เพิ่งเปิดฉากขึ้นเท่านั้น และยังมีอีกหลายเกมให้ทีมดังจากเมืองหลวงผู้ดีพิสูจน์ผลงานและคุณภาพของพวกเขา แต่แน่นอนว่า อาร์แซน เวงเกอร์ คงจะต้องรีบแก้ไขปัญหาและปรับปรุงทีมอย่างเร่งด่วนหากพวกเขาไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับช่วงโค้งแรกของฤดูกาลที่แล้วที่ลูกทีมของเขาเก็บชัยชนะได้เพียง 2 นัดจาก 8 เกมแรก โดยในเกมที่จะถึงนี้ความคาดหวังและความรับผิดชอบอันหนักอึ้งตกไปอยู่ที่ เมซุต โอซิล, ซานติ การ์ซอลา และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ว่าพวกเขาจะโชว์ฟอร์มได้ดีมากขึ้นแค่ไหนหลังทำผลงานได้สุดน่าผิดหวังในนัดแรกที่พบกับทัพขุนค้อน

อาร์แซน เวงเกอร์ ในเกมที่ลูกทีมของเขาเปิดบ้านพ่ายให้ทัพขุนค้อน

ข่าวข้างสนาม

มาดูทางฝั่งเจ้าบ้านกันก่อน เชื่อว่าเกมนี้พวกเขาจะได้แนวรุกตัวเก่งอย่าง ยานนิค โบลาซี เรียกความฟิตกลับมาเต็มสูบ หลังจากที่นัดแรกเครื่องยังไม่ร้อนพอและทำได้แค่ลงสนามในฐานะตัวสำรองช่วงท้ายเกม อย่างไรก็ตามใช่ว่าปีกทีมชาติคองโก้จะการันตีตำแหน่งตัวจริง เพราะในทีมยังมี วิลเฟรด ซาฮา รวมทั้ง เจสัน พันเชี้ยน ที่พร้อมลงสนามและทำผลงานได้น่าประทับใจในเกมที่แล้ว นอกจากนี้นักเตะใหม่อย่าง บาการี ซาโก้ ก็พร้อมต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งอย่างเต็มที่เช่นกัน ขณะที่ มารูยาน ชามัค จะไม่ได้ลงสนามพบกับทีมเก่าของเขาค่อนข้างแน่นอนแล้ว ส่วนนายด่านมือหนึ่งอย่าง จูเลียน สเปโรนี ก็ประสบปัญหาบาดเจ็บเล็กน้อยและน่าจะต้องพักรักษาอาการก่อน

ฝั่งทีมเยือนของ อาร์แซน เวงเกอร์ มีโอกาสสูงที่จะได้ฟูลแบ็คตัวเก่งอย่าง เฮคเตอร์ เบเยริน หายเจ็บกลับมาลงสนามอีกครั้ง เช่นเดียวกับ อเล็กซิส ซานเชซ ดาวยิงตัวความหวังที่จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงหลังพักเต็มอิ่มจากการกรำศึกหนักในรายฟารโคปา อเมริกาให้ทีมชาติชิลี อย่างไรก็ตามปืใหญ่น่าจะยังต้องขาดผู้เล่นตัวหลักบางคนอย่าง แดนนี เว็ลเบค แจ็ค วิลเชียร์ และ โธมัส โรซิคกี้ ที่ยังบาดเจ็บลงสนามไม่ได้

ยานนิค โบลาซี หนึ่งคีย์แมนเกมรุกที่อาจออกสตาร์ทเป็นตัวจริง

ประกบคู่: วิลเฟรด ซาฮา ปะทะ เฮคเตอร์ เบเยริน

วิลเฟรด ซาฮา ทำผลงานได้สุดประทับใจในเกมกับ นอริช เมื่อสุดสัปดาห์ก่อนและเป็นตัวหลักที่ป่วนแนวรับของเจ้าบ้านได้ตลอดทั้งเกม และที่สำคัญเจ้าตัวยังสามารถทำประตูได้ด้วยหลังจบสกอร์จากลูกเปิดของ เจสัน พันเชี้ยน เข้าประตู สลักชื่อประตูแรกในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ

ขณะที่ เฮคเตอร์ เบเยริน นั้นติดปัญหาอาการบาดเจ็บและไม่ได้ลงสนามในนัดที่ต้นสังกัดของเขาเปิดบ้านพ่ายแก้ให้กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในศึกลอนดอน ดาร์บี้ และหน้าที่ดังกล่าวก็ตกเป็นของ มาติเยอ เดบูชี ที่ต้องจับตายมิดฟิลด์ตัวรุกจอมพลิ้วอย่าง ดิมิทรี ปาเยต์ ตลอดทั้งเกม และเห็นได้ชัดเลยว่าแข้งเลือดเฟรนช์รายนี้สอบตกโดยสิ้นเชิง ซึ่งการได้ฟูลแบ็คสแปนิชกลับมาลงสนามก็อาจช่วยให้ปืนใหญ่หยุด วิลเฟรด ซาฮา ได้ ซึ่งจะเป็นการทำลายเกมรุกของฝั่งเจ้าบ้านได้โดยสิ้นเชิง

สองกุนซือ

การพบกันในลีก 5 ครั้งหลังสุด

  • คริสตัล พาเลซ 1-2 อาร์เซนอล (พรีเมียร์ลีก, กุมภาพันธ์ 2015)
  • อาร์เซนอล 2-1 คริสตัล พาเลซ (พรีเมียร์ลีก, สิงหาคม 2015)
  • อาร์เซนอล 2-0 คริสตัล พาเลซ (พรีเมียร์ลีก, กุมภาพันธ์ 2014)
  • คริสตัล พาเลซ 0-2 อาร์เซนอล (พรีเมียร์ลีก, ตุลาคม 2014)
  • อาร์เซนอล 5-1 คริสตัล พาเลซ (พรีเมียร์ลีก, กุมภาพันธ์ 2005)

พาร์ดิวทำผลงานกับ คริสตัล พาเลซ ได้ยอดเยี่ยมทีเดียวในฤดูกาลก่อนหลังเข้ามารับช่วงต่อจาก นีล วอร์น็อค ที่โดนปลดไปก่อนหน้านี้และพาทัพปราสาทแก้วเก็บชัย 10 จาก 18 เกม ขยับพ้นหนีโซนตกชั้นและจบอันดับครึ่งบนของตารางคะแนน ที่สำคัญเขายังพาทีมเก็บชัยชนะสำคัญเหนือทีมใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ด้วยซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นว่าทีมของเขามีศักยภาพมากพอที่จะต่อกรกับบรรดาบิ๊กทีมเมืองผู้ดีแบบไม่น้อยหน้า เมื่อผนวกเอาผลการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมเข้ากับสไตล์การเล่นฟุตบอลที่สนุกสนาน นั่นทำให้พาร์ดิวใช้เวลาไม่นานในการลืมฝันร้ายและแรงกดดันในช่วงกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และซื้อใจแฟนๆ พาเลซ จนตอนนี้กลายเป็นที่รักในถิ่นเซลเฮิร์ทส์ พาร์ค ไปเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ อาร์แซน เวงเกอร์ นั้นแม้สองปีหลังสุดจะพาทีมคว้าเอฟเอ คัพ ได้สองสมัยติดต่อกัน แต่ด้วยความที่ปืนใหญ่ยังร้างแชมป์ลีกมา 11 ปีติดต่อกัน ทำให้แฟนบอลบางส่วนยังคงสงสัยและเคลือบแคลงใจว่ากุนซือวัย 65 ปีคนนี้ใช่คนที่เหมาะสมสำหรับอาร์เซนอลยุคใหม่หรือไม่ และความพ่ายแพ้ในนัดแรกต่อคู่อริร่วมเมืองก็ยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับตัวเขารวมถึงสโมสรมากขึ้นเรื่อยๆ

สถิติน่าสนใจ

- ฤดูกาลที่แล้ว อาร์เซนอล เอาชนะ คริสตัล พาเลซ ได้ทั้งสองครั้งที่พบกันด้วยสกอร์ 2-1 และทำประตูแรกของเกมได้ในนาทีที่ 45 เหมือนกันด้วย

- เมซุต โอซิล กลายเป็นนักเตะที่สร้างสรรค์โอกาสต่อเกมได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกนับเฉพาะตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา โดยมีค่าเฉลี่ยที่ 3.5 ครั้งต่อเกม

- บาการี ซาโก้ เป็นนักเตะที่เลี้ยงบอลผ่านมากที่สุดในลีก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยเลี้ยงผ่านทั้งหมด 116 ครั้ง

FFT ฟันธง

เกมนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งเกมที่สนุกสนานและสูสีจนวินาทีสุดท้าย แต่ก็เชื่อว่าด้วยคุณภาพของทีม อาร์เซนอล ยังมีภาษีที่เหนือกว่าชัดเจนและน่าจะเฉือนเอาชนะได้ 2-1