FFT ภูมิใจจัดเต็ม: ตัดเกรดสุดยอดกุนซือพรีเมียร์ลีก 2014/15

Joe Brewin กูรู FFT ประเมินผลงานกุนซือพรีเมียร์ลีกด้วยผลงานในฤดูกาล 2014/15

ฤดูกาลแข่งขันพรีเมียร์ลีกปิดฉากลงแล้ว แฟนฟุตบอลคงเริ่มนับถอยหลัง 70 กว่าวันเพื่อรอถึงวันเปิดฤดูกาลใหม่อย่างใจจดใจจ่อ

แต่ในระหว่างนั้น FFT ขอจัดอันดับ 20 สุดยอดกุนซือพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยการจัดอันดับจะดูจากผลงานและความสำเร็จในทุกรายการแข่งขัน

ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบใจ บอกเราได้ที่ Twitter @FFTTh (แต่เบาไม้เบามือกับเราหน่อยนะ....)

อันดับ 1 โชเซ่ มูรินโญ่

แชมป์ลีกสมัยที่ 8 ของโชเซ่ได้มาแบบนำยาวสบายๆ เกือบตลอดฤดูกาล และกุนซือโปรตุกีสยังรักษามาตรฐานแชมป์เอาไว้ได้ แม้จะฟอร์มสะดุดบ้างในช่วงเกมท้ายๆ โดยเฉพาะหลังจากเกมที่ออกไปแพ้เวสต์บรอม 3-0 ในนัดรองสุดท้าย มูรินโญ่ก็ออกมาชี้นิ้วโทษทีมคู่แข่งที่ทำให้ลีกหมดสนุก "ถ้าจะโทษใครก็คงต้องโทษทีมอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด, แมนฯ ซิตี้ อาร์เซนอล และลิเวอร์พูลที่ปล่อยให้เราคว้าแชมป์ได้ตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาล" มูรินโญ่เยาะเบาๆ

และอาจจะจริงอย่างที่ว่า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าฤดูกาลนี้เชลซีโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมมาตั้งแต่แรกเริ่ม ดีกว่าฤดูกาลก่อนๆ ภายใต้การคุมทีมของมูรินโญ่เองเสียอีก พูดง่ายๆ ก็นอกจากจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกยังเก็บแชมป์ลีกคัพติดมือมาได้อีกรายการ

อันดับ 2 โรนัลด์ คูมัน

กุนซือดัตช์ผู้เยือกเย็นทำให้งานยากกลายเป็นเรื่องง่ายด้วยการนำทีมที่เริ่มฤดูกาล 2014/15 แบบแทบไม่เหลือนักเตะตัวหลักขึ้นมาจบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 ของตารางพรีเมียร์ลีก (และอาจจะส้มหล่นได้ไปเล่นยูโรป้าลีก ซึ่งต้องรอผลเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศ) เซาท์แธมป์ตันที่ขายนักเตะตัวหลักออกไปเกือบยกทีมปีนี้ปิดฉากด้วยการมีคะแนนตามหลังท็อตแน่มฮ็อตสเปอร์ของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่เพียง 4 คะแนน และตามหลังลิเวอร์พูล ทีมที่เต็มไปได้วยเด็กเก่านักบุญอย่างแลมเบิร์ต, ลัลลาน่า และลอฟเรน เพียง 2 คะแนนเท่านั้น

ช่วงเปิดฤดูกาลหลังจากนักเตะตัวหลักย้ายออกกันเกือบยกทีม มีการคาดเดากันว่าเซาท์แธมป์ตันจะร่วงไปอยู่ท้ายๆ ตาราง แม้แต่ฟิล เนวิลล์ยังทำนายว่านักบุญจะตกชั้น แต่โรนัลด์ คูมัน กุมบังเหียนอย่างมั่นคง และพาทีมจากแดนใต้กลายเป็นอีกทีมที่ประมาทไม่ได้และสร้างสถิติใหม่ให้ทีมด้วยการเก็บคะแนนรวมได้มากกว่าปีที่แล้ว 4 คะแนน 

อันดับ 3 แกร์รี่ มังค์

ผลงานของคูมันดูจะไม่เกินความคาดหมายนักหลังจากที่กุนซือดัตช์เคยโชว์คุมทีมมาแล้วในลีกดัตช์ แต่แกร์รี่ มังค์ กุนซือละอ่อนสุดในพรีเมียร์ลีกกลับทำผลงานได้แบบเซอร์ไพรส์สุดๆ

ฤดูกาลที่แล้วภายใต้การคุมทีมของไมเคิล เลาดรุป สวอนซีต้องพบช่วงเวลาย่ำแย่ แต่แกร์รี่ มังค์ อดีตปราการหลังสวอนซี ช่วยให้หงส์ขาวบินปัดๆ เป๋ๆ เอาตัวรอดมาได้จนจบฤดูกาล และล่าสุดในฤดูกาลนี้ มังค์และหงส์ขาวเริ่มตั้งลำได้และสร้างสถิติใหม่ของสโมสรด้วยการเก็บคะแนนในลีกได้มากที่สุด 56 คะแนน พร้อมจบฤดูกาลด้วยอันดับเลขตัวเดียวในตารางพรีเมียร์ลีกแม้จะต้องเสียดาวยิงตัวเก่ง วิลฟรีด โบนี่ให้กับแมนฯ ซิตี้ 

สวอนซีของมังค์ ยังโชว์ฟอร์มสุดยอด สามารถเฉือนเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและอาร์เซนอลทั้งเกมเหย้าและเกมเยือน

อันดับ 4 อลัน พาร์ดิว

เริ่มต้นเหมือนจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับใครหลายคน เมื่อ อลัน พาร์ดิว ทิ้งนิวคาสเซิลไปคุมที่คริสตัลพาเลซที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้นด้วยการเก็บชัยชนะเพียงนัดเดียวใน 14 เกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีก แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ไม่น่าแปลกใจนักสำหรับแฟนพาเลซ เมื่อนึกถึงว่าที่ไทน์ไซด์ไม่ค่อยชอบหน้าพาร์ดิวนักเพราะพาร์ดตามใจไมค์ แอชลีย์ มหาเศรษฐีเจ้าของทีมมากจนเกินไป และการมีพาร์ดิวมาคุมทีมปราสาทเรือนแก้วก็คงไม่เลวร้ายไปกว่าการมี นีล วอร์น็อคคุมทีมไปได้

และเมื่อพาร์ดิวเข้ามากุมบังเหียนคริสตัลพาเลซ ที่ว่าไม่เลวร้ายก็เริ่มจะดีขึ้น ว่ากันว่าหากพาร์ดิวเข้ามาคุมเซลเฮิร์สท์ปาร์ค ตั้งแต่ต้นฤดูกาล พาเลซคงจบด้วยอันดับ 6 ในตารางพรีเมียร์ลีก

ผลงานเก็บชัย 3 เกมรวดในการลงสนาม 4 เกมแรกของพาร์ดิว รวมกับชัยชนะ 4 เกมในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนทำให้กราฟคะแนนของพาเลซพุ่งขึ้นแทบหยุดไม่อยู่

อันดับ 5 โทนี่ พูลิส

จ่าโทนี่ทำในสิ่งที่ถนัดที่สุด ด้วยการพาทีมเวสต์บรอมหนีห่างโซนตกชั้นหลังจากผ่านช่วงเวลาตกต่ำในยุคของ อลัน เออร์ไวน์

โทนี่ พูลิส ครองตำแหน่งกุนซือที่มีเปอร์เซ็นต์การเก็บชัยชนะสูงสุด 45% ในทุกรายการที่ลงแข่งขัน แต่ปีนี้พูลิสมีงานหนักคือการพยายามพาทีมแบกกี้ส์ขึ้นมาติดอันดับเลขตัวเดียวบนตารางพรีเมียร์ลีก และที่ต้องยกเครดิตให้เต็มๆ ก็คือการพยายามรั้งตัวไซโด เบราฮิโน ดาวยิงตัวเก่งไม่ให้ย้ายทีม และทำผลงานในพรีเมียร์ลีกได้ตามเป้า

อันดับ 6 ไนเจล เพียร์สัน

กุนซือหัวแข็งของเลสเตอร์ซิตี้มีเรื่องนัวๆ ให้ติดตามไม่เว้นวัน นับตั้งแต่จังหวะมั่วข้างสนามไปจนถึงการแซะนักข่าว แต่ที่สำคัญที่สุดและต้องให้เครดิตเพียร์สันไปเต็มๆ ที่การพาเลสเตอร์ซิตี้หนีตกชั้นได้ราวปาฏิหาริย์ทั้งที่เป็นทีมท้ายตารางมาเกือบตลอดฤดูกาล 

เลสเตอร์เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมก่อนจะร่วงไปอยู่ท้ายตารางเกือบ 20 เกม แต่หลังจากสามารถเก็บชัยชนะต่อเนื่อง 6 เกมจากการลงสนาม 7 เกม เลสเตอร์ก็หนีพ้นโซนตกชั้นได้ในที่สุด และที่สุดยอดก็คือชัยชนะ 5-1 เหนือคิวพีอาร์ที่เป็นการเอาชนะด้วยสกอร์สูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกของเลสเตอร์ แสดงให้เห็นว่าการเลือกหนุนหลังกุนซือคนเดิมก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป แม้เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจะโดนเด้งจากเก้าอี้ไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ตาม

อันดับ 7 มาร์ค ฮิวจ์ส

ทำผลงานได้ดีแบบเงียบๆ ด้วยการพาทีมสโต๊ค ซิตี้จบฤดูกาลด้วยอันดับเลขตัวเดียว ติดอันดับท็อปเท็นพรีเมียร์ลีกเป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกัน แม้ว่าฤดูกาลที่ผ่านมาจะควักกระเป๋าซื้อนักเตะอดีตดาวรุ่งบาร์ซ่า โบยัน เกอร์กิช เพียงคนเดียวเท่านั้น (ด้วยค่าตัว 1.8 ล้านยูโร หรือประมาณ 66 ล้านบาท) และนี่เป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกที่สโต๊คซิตี้เก็บคะแนนใน 1 ฤดูกาลได้มากกว่า 50 คะแนน (จบฤดูกาล 54 คะแนน) และต่อไปนี้ก็ขึ้นอยู่กับกุนซือชาวเวลส์ว่าจะตั้งเป้าหมายไปยุโรปได้หรือไม่ หลังจากลิเวอร์พูลแพ้ย่อยยับในนัดปิดฤดูกาล

"ตอนนี้ตัวแทนนักเตะเริ่มมองว่าเราเป็นตัวเลือกที่น่าลุ้นสำหรับถ้วยยุโรป ซึ่งนั้นก็น่าดีใจ" กุนซือวัย 51 ปี กล่าว "เราจึงมีนักเตะมาเสนอตัวให้เลือกได้มากขึ้นกว่าในอดีต"

อันดับ 8 ทิม เชอร์วู้ด

แม้จะตัดสินผลงานในระยะเวลาสั้นๆ แต่อดีตกุนซือท็อตแน่มฮ็อตสเปอร์วัย 46 ปีก็พลิกแอสตันวิลลาให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากเมื่อไม่นานมานี้สิงห์ผยองกลายเป็นสิงห์สุดห่วยภายใต้การคุมทีมของพอล แลมเบิร์ต

แอสตันวิลลาในตอนนั้นที่มีคะแนนมากกว่าเบิร์นลีย์เพียง 1 แต้ม และยิงได้เพียง 13 ประตูจากการลงสนาม 25 เกมแรก กลับกลายเป็นทีมที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดหลังจากทิม เชอร์วู้ดก้าวเข้ามาคุมทีมและเสริมหัวหอกให้สิงห์ผยอง และสิ่งที่สำคัญสำหรับวิลลาคือชัยชนะเหนือทีมอย่างเวสต์บรอม, ซันเดอร์แลนด์ และสเปอร์ ทีมเก่าของเชอร์วู้ด

นอกจากจะจบฤดูกาลด้วยอันดับ 17 ในตารางพรีเมียร์ลีกแล้ว การเอาชนะลิเวอร์พูลที่สนามเวมบลีย์ก็ทำให้แฟนวิลลาได้เห็นทีมรักเข้าไปชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีด้วย

อันดับ 9 อาร์แซน เวงเกอร์

พูดเรื่องอาร์เซนอลสไตล์เดิมๆ มาหลายปีจนชักจะเบื่อเหมือนกัน แม้ปีนี้จะยังสามารถผ่านเข้าไปป้องกันแชมป์เอฟเอคัพได้อีกครั้งหนึ่งโดยจะพบกับแอสตันวิลลาในสุดสัปดาห์หน้าก็ตาม

อาร์เซนอลปนี้จบด้วยอันดับ 3 แต่เก็บแต้มได้น้อยกว่าการจบอันดับ 4 ในฤดูกาลที่แล้ว 4 แต้ม และปีนี้เป็นฤดูกาลที่ 10 ติดต่อกันที่อาร์เซนอลยังทำผลงานไม่ได้ติด 2 อันดับแรกในตารางพรีเมียร์ลีก

ฟอร์มของอาร์เซนอลหลังช่วงคริสตมาสร้อนแรงสุดติ่งกระดิ่งแมว การคว้าชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นการบวกเพิ่มคะแนนให้อาร์เซนอลเก็บ 36 แต้ม จาก 13 เกมหลังจากพ่ายให้เซาท์แธมป์ตันเพียงทีมเดียวเท่านั้น และแม้จะดูเหมือนฤดูกาลนี้อาร์เซนอลมีพัฒนาการ แต่ปีไหนที่เริ่มต้นฤดูกาลได้ไม่ค่อยดี ทีมจากลอนดอนตอนเหนือก็ยังไม่เคยกลับมามีลุ้นแชมป์ได้อีกเลย

อันดับ 10 ดิ๊ค อัดโวคัต

การคุมทีมของอัดโวคัตคงจะเรียกได้ว่าสั้นๆ แต่หวานชื่น แม้จะพูดถึงทีมเหมือนเตรียมจะโบกมืออำลา แต่กุนซือดัตช์ก็ได้ทำภารกิจที่ซันเดอร์แลนด์เรียกตัวมาให้ทำ นั่นคือการช่วยให้แมวดำอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกต่อไปอีกปี

ก่อนอัดโวคัตจะเข้ามารับงานคุมทีม แมวดำแพ้ 6 ครั้งจากการลงสนาม 10 นัด และหลังจากอัดโวคัตรับงานเผือกร้อนก็สามารถช่วยแมวดำจนลดสถิติเหลือเพียงแพ้ 2 เกมจาก 8 นัดที่คุมทีม

หลังจากคว้าชัยชนะในเกมดาร์บี้แมตช์ลุ่มแม่น้ำไทน์กับนิวคาสเซิล แมวดำกลับต้องแพ้ยับคาบ้านให้กับคริสตัลพาเลซ แต่อดีตกุนซือเรนเจอร์สยังสามารถจัดทีมจะรักษาสถิติไม่แพ้ใคร 5 เกมติดกันและสามารถเอาตัวรอดจากการตกชั้นได้ด้วยการรักษาผลเสมอไม่มีสกอร์กับอาร์เซนอล

สิ่งที่เราคิดว่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือ อัดโวคัตสามารถทำให้แดนนี่ แกรมห์ ยิงประตูแรกให้ซันเดอร์แลนด์ในการเจอกับเอฟเวอร์ตันและเป็นประตูสำคัญกับการอยู่รอดของแมวดำ ซึ่งก่อนหน้านี้แกรมห์เล่นให้ซันเดอร์แลนด์สองปีครึ่ง ลงสนามมาแล้ว 28 เกมแต่ยังยิงไม่ได้เลย