ฟีฟ่า เดย์: "ซิโก้สไตล์" ยกจุดแข็ง-เสริมจุดอ่อน ยิงย้ำชัยท้ายเกม

ช้างศึกสยามประเทศ ยิง 2 ประตูท้ายเกมเอาชนะสิงคโปร์ได้แบบสุดสนุก แต่ฟอร์มคว้าชัยในการอุ่นเครื่องเกมแรกดีพอหรือยัง?

เกมอุ่นเครื่องอย่างเป็นทางการตามปฏิทินฟีฟ่าเดย์ของทีมชาติไทยชุดใหญ่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แม้จะจบเกมด้วยชัยชนะของทัพช้างศึกและฟอร์มน่าประทับใจของเด็กใหม่หลายราย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมนี้ "ยังไม่สุด"

สิ่งที่น่าปลาบปลื้มใจสุดๆ ในเกมนี้คือ เฮดโค้ชทีมชาติไทยที่ยังคง "กล้า" ที่จะลองใช้นักเตะตัวใหม่ ทั้งที่เพิ่งติดทีมชาติครั้งแรกและที่เพิ่งเรียกกลับมาติดธงชาติอีกครั้ง 

แม้จะเคยหวั่นๆ ใจว่าเมื่อเวลาผ่านไป ซิโก้อาจจะกลายเป็นเหมือนโค้ชทีมชาติไทยคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ที่ไม่อาจต้านทานพลังงานบางอย่างจนไปกระทบกับการจัดตัวผู้เล่นและระบบการเล่นในสนาม ซึ่งแน่นอนว่านั่นจะส่งผลต่อรูปเกม และกระทบชิ่งต่อไปถึงศรัทธาแฟนบอลไทยด้วย

แต่หลังจากได้เห็นเกมนี้ เราจึงพอจะวางใจได้ว่า "ซิโก้" ที่มีแนวทางชัดเจนมาตั้งแต่แรก ยังคงยึดแนวทางนั้นด้วยการเลือกใช้นักเตะใหม่ๆ ลงไปลองสัมผัสเกม และคล้ายจะเป็นการตัดตัวก่อนจัดทัพลงเตะแคเมอรูนในวันจันทร์หน้า

ชนินทร์ แซ่เอียะ นายประตูทีมชาติไทย ทำผลงานได้ดีน่าประทับใจ สิ่งที่ "เจ้าบาส" แตกต่างจากกวินทร์คือจังหวะออกมาตัดบอลที่ชนินทร์มักจะรับบอลติดมือได้บ่อยแบบไม่ต้องหวาดเสียวลุ้นจังหวะโดนซ้ำดาบสอง แถมยังกล้าพุ่งไม่แพ้กวินทร์บินได้ ทำให้ตำแหน่งผู้รักษาประตูเป็นตำแหน่งที่เชื่อว่าไม่ค่อยจะน่ากังวลนัก

เกมบุกบาดใจ

เกมเมื่อวานนี้ ระบบ 4-3-3 ของซิโก้มีจุดเด่นคือกองหน้าความเร็วสูงเทคนิคดีอย่าง JP7 โดยเจ้าบอลโชว์สปีดพาบอลเข้าหาประตู มองจังหวะขาด สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้หลายครั้งแถมยังปั่นฟรีคิกดีได้ลุ้นประตู และคาดว่าจากผลงานน่าประทับใจในเกมนี้ น่าจะได้ลงสัมผัสความแข็งแกร่งของกองหลังหมอผี แคเมอรูนในเกมถัดไป

AK9 ตั้งแต่หายจากอาการบาดเจ็บกลับมาก็ดูคล้ายจะเสียความมั่นใจไปค่อนข้างมากทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เกมนี้มีโอกาสยิงประตูถึงเท้าหลายจังหวะแต่กลับจบไม่ได้เอง ถ้าเกมหน้า "เอล แดงดา" หายเจ็บกลับมาลงสนามได้ เจ้ากอล์ฟน่าจะลำบากและกดดันมากกว่านี้  

สำหรับ TD10, AK9 และ JP7 นี่ก็เก๋าเกมแทบไม่ต้องบรรยายสรรพคุณกันแล้ว 

แต่ถ้าจะให้พูดตามที่ใจคิด เรายังมองว่าธีรศิลป์เองตั้งแต่กลับมาจากอัลเมเรียพร้อมความแข็งแกร่งและจังหวะกล้า แต่ยังหาประตูไม่เจอ จบสกอร์ไม่ลงเหมือนกัน ดังนั้นสภาวะกองหน้ายังไม่คมพอก็อาจจะยังดำเนินต่อไปซักพัก 

ส่วนน้องใหม่ซ้ายธรรมชาติ รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก หรือ "เมสซี่ ปริ๊น" ปีกซ้ายดาวรุ่งจากเชียงราย ยูไนเต็ด เพิ่งจะได้ลงสนามรับใช้ชาติเป็นครั้งแรกที่บ้านเกิดเมืองโคราชก็ทำผลงานได้ดี แม้จะยังตะกุกตะกักซึ่งน่าจะเป็นเพราะยังจับจังหวะไม่ได้ แต่ความกล้าเล่น ความเร็ว ความมุ่งมั่นและคะแนนความคิดสร้างสรรค์อันนี้ให้เต็มสิบ  ที่แฟนบอลกว่างโซ้งบอกว่าดูปริ๊นลากเลื้อยแล้วจะลืมอัสซัมเซา อันนี้เราคิดว่าไม่เกินความจริงเลย 

ถ้าให้เปรียบเทียบก็น่าจะเหมือนรถแรง เครื่องดี แต่บังคับทิศทางยังไม่ค่อยได้ น่าจะใช้เวลาเรียนรู้จังหวะซักพัก [คนอ่านจะคิดว่าเราอ่านข่าว Fast7 เยอะไปมั้ย]

และแม้เราจะรู้สึกว่าทีมชาติไทยนี่ชักจะมีหลายเมสซี่เกินไปแล้วนะ แต่เรามองว่าถ้ากระดูกแข็งๆ กว่านี้อีกหน่อย ได้ซึมซับเทคนิคคำแนะนำสั่งสอนจากซิโก้อีกนิด "เมสซี่ ปริ๊น" นี่แหละที่น่าจะมาเป็นคู่แข่งหายใจรดต้นคอเมสซี่ เจ 

และนี่เพิ่งจะอายุ 22!!!

มรสุมกลางสนาม

กองกลางชุดนี้ใช้ของใหม่ 1 ตำแหน่งคือวิทยา หมัดหลำ ร่วมกับประกิต ดีพร้อม และปกเกล้า อนันต์ ซึ่งสองรายหลังนี่เล่นกับสโมสรได้ยอดเยี่ยมมาก!

ประกิตกับบุรีรัมย์นี่ได้เล่นบอลเยอะมาก คุมพื้นที่กลางสนามได้ดี ต่อบอลขึ้นหน้าหากองหน้าสองตัวได้อย่างสวยเลย แต่พอถึงทีมชาติทำไมเล่นไม่ค่อยได้แบบนั้นก็ไม่รู้ เมื่อวานนี้แทบไม่ได้เห็นประกิตเจอบอลซักเท่าไหร่เลย แต่เรายังหวังว่าจะได้เห็นฟอร์มเทพของประกิตเหมือนตอนซูซุกิคัพอยู่นะ เรารอฟรีคิกของเจ้าอยู่

หรือจะต้องให้พ่อหมอมาบายศรีเรียกขวัญซะก่อนมั้ย?

ปกเกล้า อนันต์ เราปลื้มใจลูกขยัน ประตูที่ 2 นี่ต้องชมเลย เพราะถ้าเป็นกองหน้าหลายๆ คนเจอบอลตกห่างตัวกระดอนสูง แถมมีตัวประกบซ้ายขวาเหมือนเจ้าปก อาจจะยอมแล้วหยุดไล่บอลก็ได้ แต่ปกเกล้าลุยเลย ลูกกระโดดเตะกังฟูดีดบอลข้ามหัวนายประตูสิงคโปร์เข้าไปแบบแฟนบอลกรี๊ดกันทั้งสนาม

และความสำคัญของช็อตนี้คือการตัดสินใจเสี้ยววินาที จังหวะที่บอลมันกระดอนสูงขนาดนั้น ไม่ตัดสินใจเทคตัวแล้วดีดบอล ยังไงก็ไม่มีจังหวะเล่น 

วิทยา หมัดหลำ มิดฟิลด์อาร์มี่วัยใกล้ 30 แต่ติดทีมชาติครั้งแรก ดังนั้นการบอกว่าทีมชาติซิโก้มีแต่เด็กวัยรุ่น จึงไม่จริง! 

แต่แม้จะไม่รุ่นแล้ว วิทยาก็เพิ่งติดทีมชาติครั้งแรก ยังมองระบบไม่ทะลุ ยังไม่ลื่นไหล เอาเถอะ....ครั้งแรกก็เป็นแบบนี้ทุกคนแหละ

อีกคนที่เราอยากพูดถึงคือ สารัช อยู่เย็น ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย 

จากทัวร์นาเมนต์ล่าสุด เอเอฟเอฟซูซุกิคัพ 2014 เจ้าตังไม่ค่อยมีบทบาทกับเกมมากนัก เล่นผิดฟอร์ม เก็บบอลแถวสองไม่ค่อยได้ ยิงไกลก็ไม่ดี ฟรีคิกก็ไม่เข้าเป้า เรามองว่าเพราะในช่วงนั้นเจ้าตังโดนถอยลงไปยืนต่ำเพื่อเปิดพื้นที่ให้เมสซี่เจได้เล่นเกมรุก ทำให้เจ้าตังต้องไปเล่นในตำแหน่งที่ไม่ถนัด ประมาณรูนีย์ที่ต้องลงไปยืนมิดฟิลด์ตัวรับ ก็เลยงงกับตำแหน่งตัวเอง เสียความมั่นใจแล้วเลยพาลเล่นไม่ออก

แต่เกมนี้พอลงสนามไปเจ้าตังใช้อาวุธเด็ดประจำตัวคือความเร็วและความคล่องแคล่วลงไปแย่งบอลแล้วหาช่องถ่ายบอลให้เพื่อนๆ ดันเกมบุก ซึ่งเล่นได้ดีแบบนี้มาตั้งแต่ดิวิชั่น 2 กับภูเก็ตและต่อเนื่องไปฝนกระดูกกับเอสซีจีเมืองทองแล้ว และเห็นได้ว่าพอลงสนามมานี่เกมเปลี่ยนค่อนข้างชัดเจนเลย

ประสบการณ์ระดับชาติสูงเกินวัย ความมั่นใจ ความเข้าอกเข้าใจเข้าขากับเพื่อนร่วมทีม เป็นจุดเด่นที่เจ้าตังได้เปรียบมิดฟิลด์หลายๆ คนในตอนนี้ และนี่น่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะพลิกเกมรับให้เป็นบอลบุกของทีมชาติไทย 

เราจึงหวังว่าเจ้าตังจะได้ลง 11 ตัวจริงกับแคเมอรูน

ซุปเปอร์แบ็คโฟร์

แนวรับ 4 ตัว เราให้คะแนนเยอะพอควร ถ้าใส่สกอร์ก็คงได้ประมาณ 7/10 คือได้จากการดันเกมบุกซะเยอะกว่าเกมรับจริงๆ จังๆ 

ประทุม ชูทอง เพิ่งกลับมาติดทีมชาติ ยังหนักแน่นแข็งแกร่งเหมือนเดิม ไม่ผิดหวังเลยที่เรียกประทุมกลับมายืนแบ็ค

ส่วนเจ้าเอ็ม สุทธินันท์ และกัปตันอุ้ม ธีราทร ก็ทำผลงานได้ตามคาด ถ้าได้สวมปลอกแขนกัปตันแล้วเล่นได้ดีแบบนี้ ซิโก้น่าจะยกปลอกแขนให้อุ้มไปเลยนะคะ 

กัปตันอุ้ม ถูกโค้ชซิโก้กลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง ก่อนหน้านี้โชว์ฟอร์มสุดยอดกับสโมสรต้นสังกัด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดลูกเตะมุม ฟรีคิก ดันเกมบุก อุ้มทำได้หมด นิ่งขึ้นด้วย

เจ้าเอ็ม จังหวะสลัดตัวประกบเข้าไปโหม่งประตูแรกทำได้ดีจริงๆ ขอยอมรับว่าเรารีเพลย์ดูซ้ำๆ ประมาณ 5 รอบ เอาให้แน่ใจว่าไม่ล้ำหน้า ซึ่งก็ไม่ล้ำจริงๆ [ขอโทษค่ะ ติดมาจากตอนดูฟุตบอลลีกไทย บางทียืนโด่อยู่คนเดียวไม่ล้ำหน้าแต่วิ่งสอดมายกธงเฉย อุ๊บส์....ขอโทษที่พาดพิง] 

ส่วนจังหวะที่เป็นห่วงอยู่คือบุกเพลินๆ แล้วลงมารับไม่ทันนี่แหละ แถมบางจังหวะเห็นกองหน้าสิงคโปร์ทำท่าจะหลุดแล้วประทุมง้าง... แล้วเสียวใบเหลืองแว้บๆ เลย 

To Be Continued.....

ถ้าจะให้ไล่ชื่อนักเตะไปทุกคนก็คงจะยาวกว่านี้อีกมาก

แต่หากสรุปสั้นๆ น่าจะได้ใจความว่า แม้ทีมของซิโก้ กำลังเป็นรูปเป็นร่าง แต่จุดอ่อนก็ยังมีให้เห็นให้แก้กันต่อไป

นอกจาก 3 แนวรุกที่ปิดจ็อบยังไม่ค่อยได้ ใช้โอกาสเปลือง เจอสิงคโปร์ตั้งรับลึกๆ ไม่เปิดพื้นที่ให้เล่นบอลแล้วก็ค่อนข้างจะเป็นปัญหากันเลยทีเดียว ทีมชาติไทยยังมีปัญหากับแนวรับเวลาดันเกมบุกสูงแล้วเจอบอลวางยาวตัดหลังแบ็คก็มักจะลงไม่ค่อยทัน 

สิงคโปร์ชุดที่ลงสนามวันนี้เป็นชุดที่ดีที่สุด เพราะนับตั้งแต่พ่ายให้กับทีมชาติไทยในซูซุกิคัพ สิงคโปร์ก็เริ่มหันมามองทีมชาติไทยว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจที่จะต้องเอาชนะให้ได้หากหวังจะก้าวไปสู่เวทีใหญ่เอเชียต่อไป ครึ่งแรกจึงเป็นการดูเชิง คุมตัวหลักๆ แบบประกบติดจนกองหน้าตัวเก่งอย่าง AK9 ขยับตัวแทบไม่ได้ แต่นั่นก็น่าจะเป็นช่องให้จักรพันธ์ พรใสและรุ่งรัฐ ภูมิจันทึกได้มีพื้นที่เล่นบอล แบบว่า อุ๊ย....สองคนนี้เตะกันคราวก่อนไม่เคยเจอนะ เล่นยังไงล่ะ 

การแพ้ไทยกลับไปคราวนี้ทำให้แฟนสิงคโปร์เซ็ง ไม่ใช่เซ็งเพราะคาดหวังว่าทีมไม่น่าแพ้ แต่เซ็งเพราะเห็นว่าทีมที่ดีที่สุดของตัวเองภายใต้การคุมทีมของโค้ชเยอรมันค่าตัวแพงยังทำผลงานได้เท่านี้ บางครั้งยังรู้สึกว่านักเตะเมอร์ไลอ้อนคล้ายจะหมดใจเล่นในช่วงท้ายเกมด้วยซ้ำ 

แฟนบอลทุกคนต่างก็เคยมีความรู้สึกแบบนี้เหมือนกันทั้งนั้น แม้แต่แฟนชาวไทยเองก็เคยผ่านช่วงเวลามืดมนมาแล้ว ก่อนจะได้มาเจอ "ซิโก้" จอมตีลังกา ที่เหมือนเป็นแสงประกายความหวังของวงการฟุตบอลไทย

แต่บททดสอบที่แท้จริงและหนักหนาสาหัสกว่านี้กำลังจะเกิดขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถานในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคมนี้ เมื่อจะต้องพบกับทีมชาติแคเมอรูนที่มาพร้อมกับ ฟีฟ่า แรงกิ้ง เลขสองตัว อันดับ 45 ส่วนทีมชาติไทย ล่าสุดอยู่ที่อันดับ 142 ไม่ต้องนับก็พอจะเห็นว่าห่างกันอยู่หลายขุม เกมนี้จะเป็นมากกว่าการบ้าน แต่เหมือนเป็นการสอบไฟนอลเลื่อนชั้นของ "ซิโก้ ขอนแก่น" และช้างศึกสยามประเทศอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งถ้าสอบผ่านคราวนี้ ผู้ปกครองอย่างคุณวรวีร์ มะกูดี ก็ยิ้มแก้มปริแน่นอน