Financial Fair Play : ถ้ากฎนี้ถูกใช้ในเอเชียขึ้นมา?

ตลาดนักเตะในซัมเมอร์นี้สามารถใช้คำว่า "บ้าคลั่ง" ได้อย่างเต็มปากเมื่อนักเตะเกรดบีราคาแตะ 20 ล้านปอนด์ ขณะที่เหล่าตัวท็อปราคาก็ดีดสูงขึ้นไปหลายเท่าตัว 

แม้กฎ Financial Fair Play จะถูกกำหนดให้ออกมาใช้อย่างเป็นทางการเเล้วแต่จะสามารถหยุดฟุตบอลที่ใช้ทุนนิยมได้หรือไม่? และถ้าหากวงการฟุตบอลเอเชียเอามาใช้ล่ะจะมีผลเป็นอย่างไรบ้าง? ... ติดตามได้ที่นี่ 

ยูฟ่าโมเดล

“ยูฟ่าเคยมาสัมมนาให้กับเอเอฟซี ซึ่งยังเป็นแนวคิดที่เอเอฟซียังไม่นำมาใช้ ยังต้องศึกษากันอีก เพราะอย่างยูฟ่าเขาศึกษากันมาเป็น 10 ปีกว่าเขาจะเริ่มใช้” พาทิศ ศุภะพงษ์ โฆษกและรองเลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ผู้เป็นคนไทยคนแรกที่เคยทำงานประจำให้กับสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) มาแล้ว กล่าวกับ FFT TH ถึงเรื่องไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ ที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ได้ริเริ่มใช้มาก่อนในปี 2011

นั่นเป็นเพราะตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลายทีมในยุโรปมีการใช้จ่ายเงินเกินตัว เพื่อให้ตัวเองมีศักยภาพที่จะแข่งขันกับทีมอื่นๆในลีก โดยปี 2009 พบว่าจาก 655 สโมสรในทวีป มีกว่าครึ่งที่เป็นหนี้ แต่มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถแบกรับสภาพหนี้ได้เนื่องจากความมั่งคั่งของสโมสร

ซึ่งตอนที่ริเริ่มใช้ครั้งแรกนั้น ทางยูฟ่าได้ตั้งกฏเกณฑ์ไว้ว่าทีมที่จะเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรปได้นั้นจะต้องได้รับการพิสูจน์ว่าจะต้องไม่มีการค้างชำระเกินกำหนดกับสโมสรอื่น รวมถึงนักเตะและหน่วยงานจัดเก็บภาษี/หน่วยงานด้านสังคม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาจะต้องพิสูจน์ได้ว่ามีการจ่ายบิลล์ของตัวเองแล้ว

อย่างไรก็ตามกฏไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ ไม่ได้หมายความว่าทุกสโมสรจะต้องใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์เสมอไป

“คุณมีเยอะ คุณสามารถใช้เยอะได้ ถ้าคุณมีน้อยคุณก็ใช้แบบพอเพียง คือคำว่า Fair Play ไม่ใช่ว่าคุณใช้เงินระดับเดียวกัน ใช้เงิน 100 บาทเท่ากันหมด ถ้าคุณมี 1,000 คุณก็ใช้ 1,000 ได้ แต่คุณต้องมีการเปิดเผยว่าคุณมีจ่าย ไม่ใช่ว่าคุณประกาศทุ่มไป แล้วปลายปีไม่พอ” นายพาทิศกล่าว

ตามโมเดลที่ยูฟ่าวางไว้ ทุกสโมสรจะสามารถใช้จ่ายเงินมากกว่าที่ตัวเองหามาได้เต็มที่ไม่เกิน 45 ล้านยูโรในฤดูกาล 2013/14 กับ 2014/15 และ 30 ล้านยูโรในฤดูกาล 2015/16, 2016 2016/17 และ 2017/18 โดยปี 2015 เป็นต้นไป ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการลงทุนกับสนามแข่ง, สิ่งอำนวยความสะดวกในการซ้อม, พัฒนาเยาวชน และฟุตบอลหญิง จะไม่ถูกนำมาคิดรวม

ทว่าเจ้าของสโมสรอัดฉีดเงินเข้าไปโดยผ่านการให้บริษัทที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาเป็นสปอนเซอร์มากกว่า 30% ของรายรับทั้งหมด ทางยูฟ่าก็จะทำการสืบสวน และคำนวณรายได้จากสปอนเซอร์ตามความเหมาะสมของราคาตลาด

ซึ่งหากไม่สามารถทำตามที่กำหนด ทางยูฟ่าก็จะมีบทลงโทษหนัก-เบาตามแต่เคสนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น ตักเตือน, ปรับ, ตัดแต้ม, ริบรายได้ที่มาจากรายการแข่งขันของยูฟ่า, ห้ามไม่ให้มีการลงทะเบียนนักเตะใหม่ในรายการแข่งขันของยูฟ่า, จำกัดจำนวนนักเตะที่ลงทะเบียนแข่งในรายการแข่งขันของยูฟ่า รวมถึงจำกัดการเงินที่นักเตะผู้ลงทะเบียนเอ-ลิสต์จะได้จากรายการนั้น, ถูกตัดสิทธิ์เข้าแข่งขันบอลยุโรปในฤดูกาลถัดไป ไปจนถึงถูกริบรางวัลและโทรฟี่เลยทีเดียว

ในส่วนของเอเอฟซี

ทางสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) ได้ระบุเงื่อนไขทางการเงินของสโมสรที่จะลงแข่งขันในระดับเอเชีย ไว้ในเงื่อนไขการออกคลับ ไลเซนซิ่ง โดยกำหนดให้เป็นเกณฑ์พื้นฐานระดับ “เอ” ที่ทุกสโมสรที่มีสิทธิ์เข้าร่วมเผดียงแข้งในแชมเปี้ยนส์ ลีก และเอเอฟซี คัพ จะต้องทำให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะถูกพิจารณาตัดสิทธิ์จากการถ้วยนั้นๆ

ขณะเดียวกันก็ได้มีข้อกำหนดว่าสโมสรจะต้องไม่มีเงินค้างจ่ายจากกิจกรรมการซื้อขายนักเตะ, ค่าจ้างพนักงานอันหมายรวมถึงผู้เล่นและสต๊าฟฟ์ทีมทั้งในอดีต-ปัจจุบัน และหน่วยงานจัดเก็บภาษี/หน่วยงานด้านสังคม ณ วันที่ 30 มิถุนายน ถ้าหากไม่ทันตามที่กำหนดต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยภายในวันที่ 31 สิงหาคม

แม้จะไม่มีการระบุจำนวนเงินขั้นต่ำที่สามารถขาดทุนได้เหมือนยูฟ่า แต่ก็ระบุให้มีส่งการข้อมูลทางการเงินในอนาคตให้เอเอฟซีพิจารณาถึงทิศทางที่สโมสรกำลังดำเนินอยู่

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ในระดับของทีมที่ได้ไปเล่นในถ้วยเอเอฟซี, ทีมในลีกสูงสุด และดิวิชั่นรองๆก็มีความเข้มงวดลดหลั่นกันลงมา

“คลับ ไลเซนซิ่ง มีทั้ง 4 ลีกนะครับ แต่ว่าความยาก-ง่ายหรือความเข้มงวดนั้นต่างกัน” นายพาทิศกล่าวเสริม

“อย่างทีมที่เล่นในไทยลีกปีหน้าเขาผ่านหมดแล้ว เพราะเราให้เขาสมัครตั้งแต่ปีที่แล้ว มันก็เหมือนกับสมัครเรียนข้ามปี เราดูเอกสารทุกอย่างแล้ว เราไปดูบ้านคุณแล้ว ดูว่าทุกอย่างพร้อม คุณสามารถเล่นได้ คุณมีเงิน มีบุคลากรเพียงพอ และเราก็ให้ไปแล้ว”

หากนำมาใช้ในเอเชีย

แน่นอนว่าเมื่อมีการระบุตัวเลขที่ห้ามขาดทุนเท่านั้นเท่านี้ในระยะเวลา 2-5 ปี ทำให้ทีมในไทยลีกและไชนีส ซูเปอร์ลีกต้องวางแผนใช้จ่ายอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น อีกทั้งต้องปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายของนักเตะให้มีความเหมาะสม ไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัว ขณะที่เจ-ลีก และเค-ลีกนั้นมีโครงสร้างทางการเงินดีอยู่แล้ว ส่วนหลายประเทศในตะวันออกกลางที่พึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลักกำลังเผชิญกับปัญหาราคาตกต่ำ ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างทีมให้มีขนาดเล็กลงในช่วง 1-2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ขณะที่ทีมไหนยังปรับตัวไม่ทันก็จะเจอกับภาวะค้างค่าจ้างอย่างที่ อัล ชะบ๊าบ ค้างค่าเหนื่อย เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดซ และคนอื่นๆ

ขณะเดียวกันก็จะมีการนำเงินไปลงทุนในระยะยาวมากขึ้น ทั้งในการปรับปรุงหรือทำสนามใหม่, สิ่งอำนวยความสะดวกในการซ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการพัฒนาเยาวชน หากสโมสรใดมีอะคาเดมี่อยู่แล้วก็จะทำให้ง่ายต่อการปรับโครงสร้างให้ “เด็กสร้าง” กับ “เด็กซื้อ” อยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ เพราะเด็กปั้นที่มีอยู่ก็สามารถดึงขึ้นมาใช้ได้เลย เนื่องจากอะคาเดมี่ไม่ถูกนับรวมเป็นค่าใช้จ่ายที่ทางไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ พิจารณา

แม้ไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ จะไม่ได้ช่วยให้นักเตะค่าตัวถูกลง เมื่อเรายังเห็นฝั่งยุโรปมีบิ๊กดีลอย่าง ปอล ป๊อกบา ที่ทำสถิติค่าตัวแพงสุดของโลก หรือ กอนซาโล่ อิกวาอิน ที่ย้ายจากนาโปลีไปยูเวนตุส แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้สโมสรฟุตบอลยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ไม่ประสบกับภาวะล้มละลายแบบสโมสรดังๆในยุค ‘90 อย่าง ลีดส์, กลาสโกว์ เรนเจอร์ส, พอร์ทสมัธ เพราะคนที่สามารถจ่ายหนักได้ คือคนที่เงินถึงจริงๆ ไม่ใช่พวก “เศรษฐีเงินกู้” เหมือนก่อน

และเมื่อเสถียรภาพมีแล้ว คุณภาพของลีกของก็จะตามมาเอง