FourFourTwo จัดเต็ม 50 สุดยอดกุนซือลูกหนังโลก 2015: อันดับ 8

ว่ากันว่าคนดีไม่มีที่อยู่ แต่คนดีอย่าง โยอาคิม เลิฟ ยิ่งอยู่ยิ่งดี

คนส่วนใหญ่มักจะวัดคุณภาพและชั้นเชิงของโค้ช โดยเฉพาะอย่างยิ่งโค้ชทีมชาติ ด้วยชัยชนะและการครองแชมป์รายการสำคัญ ซึ่งโยอาคิม เลิฟ โค้ชทีมชาติเยอรมนีก็ตอบโจทย์ของแฟนฟุตบอลอย่างครบถ้วน

ทีมชาติเยอรมนีที่มีเลิฟอยู่ในทีม ไม่ว่าจะในฐานะโค้ชหรือผู้ช่วยโค้ช สามารถผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศรายการสำคัญ 5 ครั้งติดต่อกัน และครั้งล่าสุดคว้าแชมป์โลกที่บราซิล

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเลิฟ ไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนโฉมของทีม แต่รวมไปถึงสไตล์การเล่น ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของทีมชาติเยอรมัน จากอินทรีเหล็กที่น่ากลัวและน่าเกรงขามมากกว่าที่จะเป็นที่ชื่นชอบและชื่นชม จนปัจจุบันนี้กลายเป็นทีมที่ทุกทีมฟุตบอลในทุกระดับในโลกคาดหวังว่าจะเลียนเยี่ยงอย่าง

With him on the bench, either in charge or as assistant coach, the team reached the semi-finals of five big tournaments in a row

[ระบบเลิฟ]

ช่วงเวลามืดมิดของฟุตบอลเยอรมันกลายเป็นอดีตยาวนานที่แม้แต่แฟนฟุตบอลก็คงไม่อาจย้อนรำลึกว่าจุดเริ่มต้นอยู่ที่ไหน และโยอาคิม เลิฟ เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกรากฐานฟุตบอลเยอรมันชุดใหม่ได้อย่างไร

ปี 2004 ทีมชาติเยอรมนีโชว์ฟอร์มอัปยศย่อยยับในฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป และอีกเพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้นจะถึงฟุตบอลโลกบนผืนแผ่นดินเยอรมัน ไม่มีโค้ชคนไหนหาญกล้าก้าวออกมารับตำแหน่งเผือกร้อนด้วยการรับผิดชอบทีมที่ดูสิ้นหวัง หากจะพูดว่าเยอร์เก้น คลินสมันน์ คือชายผู้ไม่มีประสบการณ์คุมทีมแต่ได้รับเลือกให้กุมบังเหียนทีมชาติเพียงเพราะเขาคือคนเดียวที่กล้าก้าวออกมาอาสารับตำแหน่งนี้

Jurgen Klinsmann, Joachim Low

Klinsmann and Low helped transform Germany's fortunes

แต่เงื่อนไขเดียวของคลินสมันน์ก่อนจะตกลงรับงานคือต้องได้รับไฟเขียวให้ยกเครื่องทีมชาติเยอรมนีทั้งชุด ทั้งระบบ และเพียง 1 วันหลังจากการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ คลินส์มันน์ประกาศว่าโยอาคิม เลิฟ วัย 44 ปี จะเข้ามาเป็นมือขวาในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม “ผมไม่เคยนั่งคุมทีม 10 ปี 15 ปี ผมจึงต้องการจะมีโค้ชที่เคยมีประสบการณ์นั้นไว้เป็นมือขวาของผม” คลินสมันน์กล่าว

หากจะบอกว่าคลินซี่พูดเกินจริง ก็คงจะเพียงนิดเดียว

แม้ช่วงอาชีพนักเตะของเลิฟจะไม่ได้สวยหรูฟูฟ่า เพราะฤดูกาลที่ดีที่สุดของเลิฟคือการเล่นให้กับไฟรบวร์กในดิวิชั่น 2 แต่เลิฟก็ผ่านการคุมทีมใน 4 ประเทศ (สวิตเซอร์แลนด์, เยอรมนี, ตุรกี และออสเตรีย) และขึ้นชื่อเรื่องการวางแท็กติกเกมบุกยืดหยุ่น

ความสำเร็จครั้งสำคัญที่สุดของเลิฟคือการคว้าแชมป์กับสตุ๊ทการ์ทและพาทีมผ่านเข้าไปเล่นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลคัพวินเนอร์ส คัพ กับเชลซีในปี 1998 แต่แม้จะทำผลงานได้ดีกับสตุ๊ทการ์ท เลิฟก็ไม่ได้รับการต่อสัญญาจากม้าขาว ซึ่งในครั้งนั้นหนังสือพิมพ์ ดี เวลท์ กล่าวถึงเลิฟและสตุ๊ทการ์ทไว้ว่า ประธานสโมสร เกอร์ฮาร์ด ไมเยอร์-ฟอร์เฟลเดอร์ ต้องการเพียง “คนคุมข้าทาส” แต่ไม่ได้ต้องการโค้ชอย่างเลิฟ และประธานสโมสร “เฝ้ามองด้วยการซ้อมในสนามด้วยความเคลือบแคลงสงสัยว่าเหตุใดถึงมีแต่เสียงหัวเราะและจับตามองโค้ชที่ทำให้ทุกคนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับทีม”

หากจะสรุปสั้นๆ ก็คงพูดได้ว่า เลิฟเป็นมิตรกับนักเตะมากเกินไป สุภาพอ่อนโยนมากเกินไป

Joachim Low, Stuttgart

Chelsea denied Low the Cup Winners' Cup with Stuttgart

การตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับเลิฟ กลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่จนทำให้ไมเยอร์-ฟอร์เฟลเดอร์ถูกเด้งพ้นตำแหน่งประธานสโมสรหลังจากนั้นเพียงไม่นาน แต่ช่วยไม่ได้ที่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

เลิฟกลายเป็นโค้ชที่ได้ชื่อว่าอ่อนข้อให้นักเตะมากเกินไป จนได้รับฉายา “โค้ชเลิฟผู้แสนดี” ที่ติดตามตัวเขาไปตลอดระยะเวลาการคุมทีม 5 สโมสรในช่วงเวลาไม่กี่ปี จนในที่สุดเยอร์เก้น คลินสมัน เรียกตัวมาช่วยงาน พร้อมทั้งประกาศว่าจะเปลี่ยนโฉมทีมชาติเยอรมันทั้งระบบ

[แผนการเล่นของโยกี้]

He’s one of the three best coaches in the world. He has his peace, his calmness, his freedom over the team which helps a tremendous amount. He had to deliver because it was necessary for him that he showed success

- Gunter Netzer, ex-Germany

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแค่เพียงข้ามคืน แต่ใครที่เคยเห็นทีมชาติเยอรมันวัยร่วงโรย เล่นเกมตั้งรับหน้าประตู เคลื่อนไหวเชื่องช้า เล่นเกมไร้รสชาติในฟุตบอลยูโร 2004 เทียบกับทีมชาติเยอรมันวัยแรกรุ่น เปิดเกมรุกเฉียบขาดน่าตื่นตาตื่นใจ โชว์ฟอร์มพลิกเกมและเกือบจะผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2006 จะต้องรู้ว่านั่นไม่ใช่โชคช่วยหรือเรื่องบังเอิญสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ใช้เวลาเพียง 2 ปี แต่นั่นคือการปฏิวัติวงการฟุตบอลเยอรมัน

ในช่วงปีถัดจากการอำลาตำแหน่งของเยอร์เก้น คลินสมันน์ในปี 2006 เลิฟพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเองต่างหากที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังพัฒนาการฟุตบอลของทีมชาติเยอรมัน และยังแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้เป็นเพียง “โค้ชเลิฟผู้แสนดี” เท่านั้น เขายังเป็นโค้ชที่หนักแน่นมั่นคงและไว้ใจนักเตะของตัวเองไม่ว่าฟอร์มการเล่นกับต้นสังกัดจะดิ่งเหวเพียงไหน ดังเช่นตัวอย่างที่เราได้เห็นกับมิโรสลาฟ โคลเซ่, ลูคัส โปโดลสกี้ หรือซามี่ เคดิร่า และนักเตะที่เลิฟไว้ใจก็ตอบแทน “โค้ชเลิฟผู้แสนดี” มาแล้วหลายต่อหลายเกม

และนั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทีมชาติเยอรมนีกลายเป็นทีมที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันและขับเคลื่อนด้วยทีมเวิร์กชั้นยอด แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะหมายถึงนักเตะบางคนที่ไม่สามารถเบียดแทรกเข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่มแม้สื่อจะพยายามปลุกปั้นเพียงไรก็ตาม หนึ่งในนั้นก็คือดาวยิงไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น สเตฟาน คีสสลิง หรือแม้แต่มิชาเอล บัลลัค ที่ถูกขับไล่ไสส่งออกจากทีม

Lukas Podolski, Miroslav Klose and Sami Khedira

Podolski, Klose and Khedira all repaid their manager's faith

แต่สำหรับโค้ชผู้มีวิสัยทัศน์และยึดมั่นกับแบบแผนของทีม นั่นคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับทีม และหากเป้าหมายของโค้ชที่ยิ่งใหญ่คือการสร้างทีมตามต้นแบบของตัวเอง ฝากรูปแบบของตัวเองสอดแทรกในสไตล์การเล่นของทีม ก็พูดได้ว่าเลิฟได้กลายเป็นโค้ชผู้ยิ่งใหญ่ก่อนที่จะสามารถคว้าแชมป์โลกเสียอีก เพราะนี่คือคนที่ฝากรูปแบบการเล่นคล่องแคล่ว เปิดเกมบุกรวดเร็ว เน้นระบบทีมด้วยเทคนิคยอดเยี่ยมที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนฟุตบอลชาวเยอรมันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เมื่อปี 1972

ฟุตบอลคือธุรกิจที่แข่งขันกันเข้มข้น แม้เต่โค้ชอย่างเลิฟยังคงต้องการความสำเร็จ และการเอาชนะอาร์เจนตินาในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่บราซิลก็เป็นการปิดฉากทัวร์นาเมนต์อย่างสวยงามสำหรับเลิฟและทีมชาติเยอรมัน หลังจากมีเสียงเรียกร้องจากแฟนฟุตบอลว่าอยากเห็นทีมชาติเล่นด้วยสไตล์ดั้งเดิมและคว้าแชมป์ มากกว่าที่จะเล่นฟุตบอลเน้นเอนเตอร์เทน เน้นความตื่นเต้นแต่จบด้วยอันดับ 2 หรือ 3

แต่ฟุตบอลโลก 2014 ของเลิฟได้พิสูจน์แล้วว่าทั้งสองอย่างสามารถเกิดขึ้นควบคู่กันไปได้ เยอรมนีสร้างทีมฟุตบอลใหม่และคว้าชัยชนะไปพร้อมกัน

ถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับ “โค้ชเลิฟผู้แสนดี”  

มองแท็คติก กับ ไมเคิล ค็อกซ์

"หนึ่งใน 19 ผู้จัดการทีมที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก โยอาคิม เลิฟใช้สไตล์การเล่นที่หลายๆ คนชื่นชอบจนสามารถครองความสำเร็จยิ่งใหญ่ได้ แต่ยิ่งกว่านั้น ถ้านับย้อนไปก่อนการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 เลิฟเพิ่งเคยคว้าแชมป์รายการใหญ่เพียงครั้งเดียวคือเยอรมันคัพในปี 1997 และเพียงสัมผัสความสำเร็จในลีกออสเตรเลียที่ถูกมองเป็นลีกเล็กของยุโรปเท่านั้น"

"หากจะว่ากันโดยให้เครดิตเลิฟในฐานะผู้ปลุกยักษ์ทีมชาติเยอรมนี ก็คงต้องบอกว่ากุนซือหนุ่มอยู่ถูกที่ถูกเวลาด้วยการเข้ามาคุมทีมได้จังหวะเก็บเกี่ยวความสำเร็จจากพัฒนาระบบทีมเยาวชนของเยอรมนี สิ่งสำคัญที่ช่วยให้เยอรมนีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วก็คือการมีทีมนักเตะที่ยอดเยี่ยม นักเตะเกมบุกที่โดดเด่น มิดฟิลด์ความสามารถเหนือชั้น และแนวรับที่แข็งแกร่งระดับโลก อ้อ...และก็นายประตูอันดับ 1 ของโลกด้วย"

Joachim Low, World Cup

Low became the first Germany coach in 24 years to win the World Cup

"เลิฟเข้ามาคุมทีมแบบแยกชิ้นส่วนยกเครื่องทั้งระบบ ทำให้ในช่วงแรกๆ ดูเหมือนว่าเลิฟไม่รู้เลยว่าทีมที่ดีที่สุดคือใครบ้าง แต่ในที่สุดหลังจากผ่านไประยะหนึ่งก็ดูเหมือนว่าเลิฟเริ่มจะเลือกตัวนักเตะได้เข้าท่าเข้าทางมากขึ้น จนในที่สุดก็ลงตัวด้วยการจับฟิลิปป์ ลาห์มลงไปเล่นฟุลแบ็ค และวางตัวมิโรสลาฟ โคลเซ่ลงไปยืนในตำแหน่งกองหน้าตัวล่าตาข่าย"

"ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมตั้งรับหรือเกมครองบอล เลิฟจะกระตุ้นให้นักเตะปล่อยบอลออกจากเท้ารวดเร็ว ไม่ครองบอลนาน และค่อยๆ เน้นการเปลี่ยนระบบการเล่นตามคู่แข่งที่ลงสนาม แต่อย่างไรก็ตาม หากหวังจะเป็นกุนซือผู้ยิ่งใหญ่ โยอาคิม เลิฟ อาจจะยังต้องลองคว้าความสำเร็จในระดับสโมสรดูบ้าง"

 

FourFourTwo ภูมิใจเสนอ 50 สุดยอดกุนซือลูกหนังโลก: 50-46 • 45-41 • 40-36 • 35-31 • 30-26 • 25-21 • 20-16 • 15-11 • 10 • 9 • 8 • 7 • 6 • 5 • 4 • 3 • 2 • 1

#FFT50MANAGERS

อ่านต่อ FourFourTwo จัดเต็ม 50 สุดยอดกุนซือลูกหนังโลก 2015