ฟุตบอล ไฟท์ติ้ง : ย้อนรอย 8 คู่เดือดข้างสนามวงการลูกหนัง

จอน สเปอร์ลิ่ง คอลัมนิสต์ของโฟร์โฟร์ทู ขออาสาพาทุกท่านหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ปะทะกันข้างสนามอันน่าจดจำในสังเวียนลูกหนัง ร่วมด้วยการเฮดบัตต์, ชกต่อย และการบีบคอ แหม่...ดุจริงๆ 

1. เพียร์สัน ปะทะ แม็คอาร์เธอร์

"ผมไม่จำเป็นต้องเปิดเผยอะไร ใช่มั้ย?" จากคำกล่าวของไนเจล เพียร์สัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2015 "ผมดูแลตัวเองได้สบายมาก และนี่มันก็ไมได้มีอะไรในกอไผ่เลย" ถ้อยคำเหล่านี้ ออกมาจากปากของอดีตกุนซือเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ทะเลาะเบาะแว้งกับมิดฟิลด์ของคริสตัล พาเลซอย่างเจมส์ แม็คอาร์เธอร์ ในเกมที่ "จิ้งจอกสยาม" พ่ายคาบ้านให้ "ปราสาทเรือนแก้ว" เมื่อซีซั่นก่อน หลังจากแข้งชาวสก็อตปะทะกับเพียร์สันโดนอุบัติเหตุ จนทำให้เขาลงไปนอนกองกับพื้น ยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นยืน อดีตกองหลังเจ้าของส่วนสูง 6 ฟุต 1 นิ้ว จัดการคว้าคอแม็คอาร์เธอร์กดลงไปกับพื้น โดยไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยให้ไปง่ายๆ จนกระทั่งลุกขึ้นมายืนได้อย่างทุลักทุเลก็ยังดึงแขนเสื้อไว้ไม่ยอมปล่อย สบถคำพูดใส่ไปหลายคำตามด้วยการชี้หน้าส่งท้ายก่อนปล่อยให้มิดฟิลด์ของทีมเยือนเข้าสู่สนาม "เกิดอะไรขึ้นน่ะ?" อลัน พาร์ดิว กุนซือคริสตัล พาเลซ ตะโกนถามต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าเขา คุณเดาได้ไม่ยากหรอก พาร์ดส์...

2) ดิ คานิโอ ปะทะ คาเปลโล่

After reminding Capello that the Chinese “couldn’t even play proper football,” Di Canio suggested his coach (who’d recently been awarded a contract at the Bernabeu) simply “fuck off to Real Madrid right now”

"ทำไมคุณไม่ปล่อยให้ผมเล่นจนจบเกมล่ะ?"  เปาโล ดิ คานิโอ ถามด้วยความเร่าร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดือนกรกฎาคม 1996 หลังโค้ชทีมมิลานในตอนนั้นอย่างฟาบิโอ คาเปลโล่ เปลี่ยนตัวเขาออกจากสนามก่อนพ้กครึ่ง ในเกมที่ลงเตะกระชับมิตรในประเทศจีน "เพราะว่านายต้องเข้าใจว่าเราต้องรักษาสมดุลของแท็กติกเอาไว้ไงเปาโล" คาเปลโล่ตอบกลับ ซึ่งด้วยแผนโปรด 4-3-2-1 อันยุ่งยากของเขา แม้กระทั่งกับเกมอุ่นเครื่อง ทำให้หัวหอกตัวเก่งอย่างดิ คานิโอ นั้นเดินไม่สะดวก ทำให้เกิดระเบิดนิวเคลียร์ลงกลางวงโค้ชกับนักเตะในซุ้มม้านั่งสำรอง หลังดิ คานิโอ แนะนำนายใหญ่ของทีม (ที่เพิ่งตอบตกลงย้ายคุมทีมเรอัล มาดริด) ว่า "พวกจีนเตะบอลไม่เก่งหรอกน่า" ซึ่งเปรียบเสมือนกับการไล่ด้วยคำว่า "ไสหัวไปเรอัล มาดริดตอนนี้ซะ" แน่นอนว่าคาเปลโล่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พร้อมตะโกนใส่ดิ คานิโอว่า "ไสหัวไปซะ และกลับโรงแรมไปเลย" แม้กุนซือหน้าหงิกจะเคยยืนยันว่า "ไม่มีใครมาสั่งผมได้ว่าต้องทำอะไร" แต่ดิ คานิโอก็ทำไปซะแล้ว และอีกครึ่งเดือนต่อมาเขาก็เซ็นสัญญาย้ายซบเซลติก ก่อนอ้างว่า "คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ได้นะ สุดท้ายแล้วผมก็คืนดีกับฟาบิโอ" เราไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่เลย เปาโล...

Di Canio was no shrinking violet in his younger days. Still, at least he mellowed...

3. พาร์ดิว ปะทะ เมย์เลอร์

ด้วยเหตุที่ทีมของเขากำลังจะแพ้คาบ้านให้นิวคาสเซิล 3-1 ในศึกพรีเมียร์ ลีก ปี 2014 เดวิด เมย์เลอร์ ปราการหลังของฮัลล์ ซิตี้ กำลังกระตือรือร้นรีบเอาบอลไปทุ่มไกล แต่กุนซือทีมแม็กพายส์อย่างอลัน พาร์ดิว เดินมาขวางทางซะอย่างงั้น พุ่งเข้าไปหาพร้อมเอาหัวไปชนหน้าแล้วพูดคำว่า "ไม่ ไม่" หลังจากถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเขาเฮดบัตต์ใส่เมย์เลอร์ พาร์ดิวก็ต้องย้ายขึ้นไปชมเกมที่อัฒจันทร์ตามระเบียบ พร้อมถูกแบนการคุมทีมจากข้างสนาม 7 นัด และถูกปรับเงินก้อนโตโดยนิวคาสเซิลถึง 100,000 ปอนด์ ไม่เข็ดไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

4. แม็คคอยส์ต ปะทะ เลนน่อน

หลังจบเกมอันดุเดือดในปี 2011 อัลลี่ แม็คคอยส์ต ที่ตอนนั้นเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมเรนเจอร์ส เกิดเหตุเอาเรื่องกับกุนซือทีมเซลติกอย่างนีล เลนน่อน ที่ออกอาการไม่เห็นด้วยต่อสิ่งที่แม็คคอยส์ตกระซิบใส่หูตน จนทำให้เลนน่อนชี้นิ้วใส่หน้าพร้อมสบถคำด่าจนเกือบได้ปะทะกัน ดีที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่สนามเข้าไปแยกทั้งสองออกจากกัน แน่นอนว่าทั้งคู่โดนแบนแต่ก็คืนดีกันได้อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา "ผมรู้สึกว่าผมกับทั้งสโมสรได้ขีดเส้นใต้เน้นย้ำไว้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว ที่ผมทะเลาะกับนีล" แม็คคอยส์ต อธิบาย เขาเสริมว่าถูกทำให้โกรธจากการที่นักเตะในทีมถูกก่อกวนโดยแฟนบอลเซลติก "บางคนอาจบอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเกม แต่ผมคิดว่ามันต้องหยุดลงได้แล้ว" หลังจากนั้นเรนเจอร์สก็ประสบปัญหาด้านการเงินจนถูกปรับตกชั้น จบสิ้นสงครามระหว่างทั้งสองทีมไปหลายปี

5. ไมเออร์ ปะทะ สไตรท์

ในปี 2005 ทีมหนีตกชั้นอย่างดุ๊ยส์บวร์ก จัดการปลดนอร์เบิร์ต ไมเออร์ เพียงแค่ชั่วข้ามคืนหลังจากบุนเดสลีกาลงดาบแบนเขาจากการที่ไปเฮดบัตต์ใส่อัลเบิร์ต สไตรท์ นักเตะของโคโลญจน์ แล้วแสร้งทำว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ดังกล่าว ทางสโมสรยืนยันว่าพวกเขาไล่ไมเออร์ออกเพราะการที่เขาถูกแบนการคุมทีมข้างสนามเป็นเวลาหลายเดือน "ความกดดันที่ถาโถมใส่เขากลับกลายเป็นเรื่องใหญ่" วอลเตอร์ เฮลล์มิช ประธานสโมสรดุ๊ยส์บวร์กกล่าว ผู้ที่กล่าวว่าไมเออร์อยู่ในช่วงพิจารณาของสโมสรว่าจะลงโทษเขาอย่างไร โดยที่ผู้จัดการทีมรายนี้มีทางเลือกเพียงน้อยนิดที่จะได้ร่วมงานกับนักเตะในทีมอีกครั้ง แต่หลังจากได้เห็นภาพเหตุการณ์จากทางโทรทัศน์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขา (หลังจากที่ตอนแรกดูเหมือนจะเข้าข้างว่าไมเออร์เป็นฝ่ายถูก) เขาเสแสร้งแกล้งทำได้ไร้สาระที่สุดนับตั้งแต่ตอนที่ริวัลโด้ทำเนียนเจ็บหน้าลงไปนอนกองกับพื้นในศึกฟุตบอลโลก 2002

6. รอสซี่ ปะทะ ลายิช

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2012 ฟิออเรนติน่าจัดการไล่เดลิโอ รอสซี่ นายใหญ่ของทีมออกจากตำแหน่ง หลังจากเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับอาเด็ม ลายิช ระหว่างเกมที่เสมอกับโนวาร่า 2-2 เมื่อถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามแค่ในนาทีที่ 32 ของศึกเซเรีย อา ลายิชก็จัดการแดกดันเจ้านายของเขาโดยการปรบมือประชดใส่หน้า แน่นอนว่ารอสซี่ไม่ขำด้วย เขวี้ยงหมัดใส่ลูกทีมรายนี้ไปหนึ่งดอก ก่อนที่คนอื่นๆจะรีบเข้าไปห้าม "มันเป็นเพียงไม่กี่วินาทีของความบ้าคลั่งในเกมที่มีความเครียดสูง" รอสซี่อธิบายหลังเกิดการณ์ดังกล่าว "พวกเขาทุกคนต่างก็ทำทุกวิถึทางเพื่อไม่ให้เป็นฝ่ายแพ้" หากเก็บชัยได้ ทีม "ม่วงมหากาฬ" จะการันตีการอยู่รอดในลีกสูงสุดต่อไป แต่ความกดดันจึงตกลงไปอยู่ที่รอสซี่แบบเต็มๆ ซึ่งภายหลังถูกแทนที่โดยซินิซ่า มิไฮโลวิช เข้าไปกุมบังเหียนแทนในเดือนพฤศจิกายน อดีตโค้ชลาซิโอและปาแลร์โม่อ้างว่าลายิชสบประมาทครอบครัวของเขา (ซึ่งลายิชปฏิเสธ) แต่ได้ขอโทษต่อการกระทำดังกล่าวโดยเร็ว มันก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยชีวิตเขา เมื่อฟิออเรนติน่าจัดการเลื่อยขาเก้าอี้เพียง 2 วันหลังจากเหตุการณ์นั้น

7. เคลเมนซ์ ปะทะ วอลช์

จากความจริงที่ว่าเขาบ่นเกี่ยวกับการที่ไมได้ลงสนามเป็นตัวจริง และพลาดลงเล่นเพราะมีอาการบาดเจ็บโคนขาหนีบรบกวน จินตนาการได้เลยว่า พอล วอลช์ หัวหอกของท็อตแน่ม จะต้องกระตือรือร้นสร้างความประทับใจให้กับทีมสำรองในช่วงต้นซีซั่น 1991/92 แต่ไม่ใช่ในนาทีที่ 60 ระหว่างเกมกับอ็อกซ์ฟอร์ด กุนซือทีมสำรองอย่างเรย์ เคลเมนซ์ เปลี่ยนตัวเขาออกจากสนาม แน่นอนว่าต้องทำให้เขาไม่พอใจ แต่แทนที่เขาจะใส่เสื้อวอร์มและจับมือกับเคลเมนซ์ วอลช์กลับชกใส่กรามของเจ้านายแทน บทลงโทษของเขาถือว่าสาสม โดนเแบนสองสัปดาห์และถูกปล่อยยืมตัวให้คิวพีอาร์ หลายๆคนอาจคิดว่าเขาคงจะสำนึกได้ แต่มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น หลังจากกลับไปที่ไวท์ ฮาร์ท เลน เขาถูกสบถคำด่าใส่ระหว่างเกมที่เจอกับนอริช จึงจัดการซัดแฟนบอลตัวต้นเหตุจนหมอบ คนบางคนไม่เคยเข็ดจริงๆ...

8. กัตตูโซ่ ปะทะ จอร์แดน

หลังจากทีม "ปีศาจแดงดำ" ของเขา เป็นฝ่ายแพ้ก่อนในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกแรก 1-0 ที่ซาน ซิโร่ กับท็อตแน่ม เมื่อเดือนพฤษภาคม 2011 กองกลางพันธุ์ดุอย่างเจนนาโร กัตตูโซ่ ก็เกิดอาการน็อตหลุดอย่างแท้จริง มันเป็นเกมที่หนักหน่วง เข้มข้น โชคดีของมาติเยอ ฟลามินี่ กองกลางมิลาน ที่ยังได้เล่นต่อ หลังเข้าปะทะอย่างน่าหวาดเสียวใส่เวดราน ชอร์ลูก้า ฟูลแบ็คของสเปอร์ส ขณะที่กัตตูโซ่เองก็โดนใบเหลืองหลังทะเลาะวิวาทกับปีเตอร์ เคราช์ และหมอกสีแดงก็ปกคลุมทั้งสนามหลังจากนั้น เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย กัตตูโซ่ถอดเสื้อและมุ่งหน้าตรงเข้าไปเอาเรื่องโจ จอร์แดน โค้ชของทีม "ไก่เดือยทอง" ก้อนคว้าเข้าที่คอหอยและโขกใส่หน้าไปหนึ่งที ซึ่งอดีตหัวหอกทีมชาติสก็อตแลนด์และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรายนี้ เคยมีฉายาตอนค้าแข้งว่า "จอว์ส" (ภาพยนตร์ปลาฉลามกินคน) จากชื่อเสียงเรื่องความดุดันในการเล่น กุนซือของท็อตแน่มอย่างแฮร์รี่ เร้ดแนปป์ ออกอาการไม่ประทับใจกัตตูโซ่เป็นอย่างมาก พร้อมอธิบายว่า "เห็นได้ชัดเลยว่าเขาไม่ได้ทำการบ้านมา เขาน่าจะมีเรื่องกับคนอื่น การโขกใส่หน้าโจนั้นมันเป็นเรื่องที่บ้ามากๆ เขาต้องหัวขาดแน่ๆ" ถ้าหากบิ๊กโจเกิดของขึ้นมาล่ะก็ กัตตูโซ่อาจหัวขาดจริงๆก็เป็นได้...