ฟุตบอลไม่เคยหยุดพัฒนา : ยอดแท็คติกจาก 6 ยุคแห่งประวัติศาสตร์ลูกหนัง

การปฏิวัติแท็คติกนั้นมาในหลากหลายรูปแบบ ไมเคิล ค็อกซ์ จะนำทุกท่านไปรู้จักกับ 6 กลยุทธ์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา

1. การผสมผสานเกมการเล่น, ยุค 1870

ฟุตบอลสมัยใหม่ส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากอดีต แต่มันก็ไม่ใช่การเข้าทำแบบดั้งเดิมเสมอไป
 
เกมฟุตบอลยุคแรกๆจะเลี้ยงบอลกันเป็นหลัก นักเตะจะได้รับการครองบอลและเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกับบอล โดยเพื่อนร่วมทีมส่วนใหญ่จะเป็นกำลังเสริม รอเก็บบอลเสีย ในแง่ของความมุ่งหมายเมื่อได้รับบอลมา กีฬาฟุตบอลระหว่างศตวรรษที่ 19 ถูกถกเถียงกันว่ามีความคล้ายคลึงกับรักบี้มากกว่าฟุตบอลสมัยใหม่ จ่ายบอลกันยาก เรียกได้ว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายเลยทีเดียว
 
อย่างไรก็ตาม มีการเข้าทำแบบอื่นที่ถูกพัฒนาขึ้น ควีนส์ ปาร์ค ในยุค 1870 ยึดครองลีกสก็อต และนำนักเตะทุกคนไปลงเตะแข่งกับอังกฤษในปี 1872 แม้ผู้เล่นของอังกฤษจะแข็งแกร่งกว่า และถูกสร้างขึ้นสำหรับสไตล์พื้นฐานของฟุตบอลมากขึ้น แข้งชาวสก็อตติชทำงานร่วมกันเป็นทีม เติมเกมรุกเป็นคู่ และผ่ายบอลให้อีกคนระหว่างทำเกมบุก

ภาพเขียนจากความประทับใจของจิตรกรเกมที่ อังกฤษ vs สก็อตแลนด์ ในปี 1872 แม้จะเสมอกัน 0-0 สไตล์ของชาวสก็อตส์ก็สร้างความประทับใจให้คู่ต่อสู้

การเข้าทำแบบนี้เริ่มนำมาใช้กับนักเตะอังกฤษ แต่จะผิดคอนเซปต์ไปนิด ไอเดียในการผ่านบอลให้เพื่อนรวมทีมที่อยู่ในตำแหน่งดีกว่าแทบจะไม่ได้รับการพิจารณา แต่ต้องยอมรับว่าการผสมผสานแบบนี้ขยายขีดความสามารถของนักเตะและสร้างความสามัคคีของทีมมากขึ้น แถมยังถูกแพร่กระจายไม่ทั้งเกาะบริเตน และจากนั้นก็แผ่ขยายไปทั่วยุโรป

2. เดอะ ดับบลิวเอ็ม, ยุค 1930

ขณะที่แท็คติกและแผนการเล่นนั้นถูกใช้แบบแทบจะสลับสับเปลี่ยนกัน การพัฒนากลยุทธ์ที่น่าสนใจที่สุดนั้นหนักไปทางสไตล์การเล่นมากกว่ารูปทรงการยืน อย่างไรก็ตาม เดอะ ดับบลิวเอ็มนั้นคือข้อยกเว้น

ระบบปิรามิด ยึดแผน 2-3-5 เป็นหลัก เรียกได้ว่าฮิตสุดๆจนกระทั่งกลางปี 1920 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกฏล้ำหน้า ซึ่งหมายความว่าตัวรุกต้องการคู่ต่อสู้แค่สองคนเท่านั้นระหว่างพวกเขาและประคูฝั่งตรงข้าม แทนที่จะเป็นสาม ทีมในช่วงต้นศตวรรษ 20 จึงได้เข้าใจถึงคุณค่าของกฏล้ำหน้า แต่การเปลี่ยนเปลี่ยนได้ทำให้มันน่าสนใจมากกว่าเป็นเรื่องยาก และเสี่ยง เพื่อความสมบูรณ์แบบ ทีมจะได้ดันเกมไปข้างหน้าเร็วขึ้นกว่าเดิม
 
เฮอร์เบิร์ต แช็ปแมน ผูู้จัดการทีมอาร์เซนอล ตระหนักดีว่าการปรับตัวเข้ากับกฏล้ำหน้าแบบใหม่นั้นเป็นเรื่องสำคัญ แช็ปแมนตัดสินใจปรับที่กองหลัง ก่อนสานต่อไปที่กองกลางสามคนใจกลางปิรามิด ที่ต้องถอยลงลึกกว่าเดิม ระหว่างฟูลแบ็คทั้งสองข้าง กลายเป็นกองหลังสามคน นี่เป็นการเปลี่ยนธรรมชาติการตั้งรับโดยสิ้นเชิง และนำมาซึ่งรากฐานอันแข็งแกร่งของทั้งทีม

Arsenal

ปี 1931 : อาร์เซนอลภูมิใจนำเสนอ 6 ถ้วยรางวัลที่คว้ามาได้ด้วยแผนดับบลิวเอ็ม

เป็นเพราะกองหลังที่ร่นถอยทำให้เพราะพื้นที่ในแดนกลางน้อยลง กองหน้าตัวในก็ถอยกลับเช่นกัน ปล่อยให้หน้าเป้าและปีกสองข้างดันสูง กลายเป็นแผน 2-3-2-3 หรือ ดับบลิวเอ็ม ทำให้ตอนนี้ทีมมีผู้เล่นเพียงพอในแดนหลัง และเสริมแกร่งกองกลางได้เช่นกัน ไม่มีการบุกเต็มตัวอีกต่อไป

3. การยืนตำแหน่งของฮังการี, ยุค 1950

ฮังการีถล่มอังกฤษไป 6-3 ในปี 1953 คือหนึ่งในเกมที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล อังกฤษเสียรู้ต่อเซนส์ทางแท็คติกโดยสิ้นเชิง สิ่งสำคัญเกี่ยวกับฟอร์มของฮังการีคือความสัมพันธ์แบบง่ายๆ พวกเขาทำให้อังกฤษสับสนโดยการส่งนักเตะสำคัญลงเล่นในบทบาทซึ่งทีมผู้ดีต้องประหลาดใจ
 
แม้ไม่ใช่สตาร์ดัง ศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างนานดอร์ ฮิเด็กคูดิ คือตัวกระตุ้นสำหรับฟอร์มอันน่าเหลือเชื่อของฮังการี เขาสวมเสื้อหมายเลข 9 จึงถูกคาดหวังว่าจะเล่นตำแหน่งหัวหอก ใช้ร่างกายปะทะกับกองหลังของอังกฤษ

กลับกลายเป็นว่าเขาถูกส่งลงเล่นในแนวลึกไกลจากแฮร์รี่ จอห์นสตัน กองหลังทีมชาติอังกฤษ คอยบงการแทบจะทั้งเกมกับบทบาทกองกลางฉบับพิเศษในช่องว่างดั่งมหาสมุทร และผ่านบอลไปถึงกองหน้าอีกสี่คนได้เป็นประจำ
 
ในส่วนของเกมรับ ฮังการีก็ทำสิ่งที่แตกต่างเช่นกัน จอซเซฟ ซาคาริอาส เป็นกองกลาง แต่ก็ถูกส่งลงเล่นลึกกว่าเดิม กลายเป็นกองหลังตัวที่สอง ดันฟูลแบ็คออกไปเล่นในแนวกว้าง ไอเดียนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ด้วยระบบกองหลังสี่คนถูกใช้กันทั่วโลก แต่ความสำเร็จของฮังการียิ่งใหญ่กว่านั้น ทำให้ศิลปะการเปิดเกมรุกสู่ช่องว่างเป็นที่นิยมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนการปะทะกับคู่ต่อสู้แบบตรงๆ

Ferenc Puskas

ปุสกัสสันทัดกับระบบของฮังการี และกลายเป็นไอคอนของทีมชาติ