ฟุตบอล/ความหวัง/การสู้ชีวิต: โรฮิงญา เอฟซี สโมสรของชาวโรฮิงญาในมาเลเซีย

“สโมสรเล็กๆ แต่ฝันอันยิ่งใหญ่” อาจจะเป็นหนึ่งในคำที่ใช้แสดงความรู้สึกต่อฟุตบอลได้คุ้นหูที่สุด แต่สำหรับทีมของผู้ลี้ภัยโรฮิงญาทีมนี้แล้ว มันเป็นมากกว่าเพียงคำพูด

ครั้นเวลาทุ่มตรง ขณะที่ดวงอาทิตย์ร่วงลงซ่อนตัวอยู่หลังแนวตึกแถวในเขตเซราสของนครกัวลาลัมเปอร์ กรรมการที่ทำหน้าตัดสินแมตช์ฟุตบอลในละแวกใกล้เคียงนั้นได้เป่านกหวีดให้สัญญาณหมดเวลาการแข่งขัน เกมการแข่งขันนี้ที่เทียบไม่ได้เลยกับพรีเมียร์ลีกที่มีผู้ชมนับล้าน หรือแม้แต่บิ๊กแมตช์ของมาเลเซียซูเปอร์ลีกที่ทีมยักษ์ใหญ่ต่างฟาดแข้งกัน เกมจบลงด้วยผล 3-0 จากสองลูกโทษและหนึ่งลูกยิงสุดงาม

โซลยาบิรู เอฟซี ผู้ชนะในนัดนี้ซึ่งจะเตรียมพัฒนาเป็นทีมกึ่งอาชีพและจะเข้าร่วมลีกรัฐเซลังกอร์ในฤดูกาล 2017 ที่กำลังใกล้เข้ามา ต่างเฉลิมฉลองกันอย่างยินดีปรีดาสำหรับชัยชนะที่เกิดขึ้น ในขณะที่ผู้แพ้ต่างเดินออกจากสนามไปพร้อมกับท่าทีเงียบขรึมและสีหน้าที่เศร้าสร้อย

แน่นอนว่าไม่เคยมีใครยิ้มระรื่นกับความปราชัย ผู้คนที่ผ่านไปมาคงต้องคิดว่าของแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับทีมที่ขาดความมุ่งมั่นอย่างผู้แพ้รายนี้ซึ่งสวมเสื้อสีชมพูซีดจางและใส่กางเกงกับถุงเท้าที่สีไม่เหมือนกันเลย

อย่างไรก็ตาม สีหน้าที่อ่อนล้าจากความพ่ายแพ้นี้แท้จริงแล้วกำลังบอกเล่าเรื่องราวอีกด้านหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่เคยรู้เรื่องราวนี้มาก่อน เสียงนกหวีดหมดเวลานั้นหมายถึงจุดสิ้นสุดการหลบหนีช่วงสั้นๆ จากปัญหาต่างๆ ในชีวิตของพวกเขา ทั้งสิ่งที่ต้องฟันฝ่าในแต่ละวันและชะตากรรมผู้คนของพวกเขาในบ้านเกิด

พวกเขาคือผู้เล่นของทีมโรฮิงญา เอฟซี ซึ่งตามที่ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าก่อตั้งขึ้นมาโดยชาวโรฮิงญาและมีไว้เพื่อชาวโรฮิงญา เผ่าพันธุ์ที่ถูกฆ่าล้างมากที่สุดในโลกตามการรายงานของสหประชาชาติ

“(ในเวลา 90 นาทีนั้น) คุณจะเป็นแค่นักฟุตบอลคนนึง คุณจะลืมว่าตัวเองเป็นผู้ลี้ภัย คุณจะลืมปัญหาที่ผู้คนของตัวเองต้องพบเจออยู่ที่นี่และที่เมียนมาร์ ลืมทุกอย่างเลย” ฟารุค ยูซุฟ ดาวยิงสูงสุดของสโมสรบอก

เขาไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใด ชาวโรฮิงญานั้นกำลังเผชิญภัยร้ายแรงกันอย่างที่เห็นในข่าว พวกเขาถูกกระทำ ถูกเลือกปฏิบัติ และถูกปฏิเสธสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในเมียนมาร์ จนผู้คนมากมายต่างหนีตายออกนอกประเทศในสภาพอันแร้นแค้นพร้อมกับความหวังถึงพรุ่งนี้ที่สดใสกว่า

ผู้อพยพชาวโรฮิงญาบางคนได้ละหกละเหินมายังมาเลเซีย แต่มันก็ไม่ใช่สถานที่แสนสุขของพวกเขาเสียทีเดียว บางคนไม่ได้ลงทะเบียนผู้ลี้ภัยภายใต้การดูแลของสหประชาชาติ ทั้งยังไม่มีสิทธิ์ทางกฎหมายในการทำงานหรือศึกษาเล่าเรียน พวกเขาต้องหางานทำกันแบบผิดกฎหมายและต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอด และปัญหาเหล่านั้นก็เกิดขึ้นกับตัวชาวโรฮิงญาที่เกิดในมาเลเซียอย่างฟารุคด้วยเช่นกัน

“ผมมีใบเกิดนะ แต่ไม่ได้สิทธิ์เป็นพลเมืองของมาเลเซีย” เขากล่าว “ผมพยายามยื่นเรื่องไปหลายครั้งแล้ว แต่แผนกตรวจคนเข้าเมืองปฏิเสธผมตลอดเลย พวกเขาบอกว่าผมต้องมีพ่อหรือแม่เป็นชาวมาเลย์ ฉะนั้นผมก็เลยไม่เป็นที่ต้องการจากทั้งประเทศของบรรพบุรุษตัวเองและประเทศที่ตัวเองเกิด แต่ผมยังมีชีวิตรอดอยู่และยังคงใช้ชีวิตของตัวเอง แต่มันก็หนักหนาและก็มีอุปสรรค”

เนื่องจากเพื่อนร่วมชาติมากมายของเขาต่างติดแหง็กกับสถานการณ์ที่ล่อแหลม ชาวโรฮิงญากลุ่มหนึ่งจึงรวมตัวกันตั้งโรฮิงญา เอฟซี ขึ้นมาเพื่อสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมดนี้

“ชาวโรฮิงญาเข้ามาอาศัยในมาเลเซียได้สักพักแล้ว แล้วเราทุกคนก็รักฟุตบอล ดังนั้นผู้คนของเราจึงตั้งทีมเล็กๆ กันไปทั่วประเทศเลย” มูฮัมหมัด นอร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสโมสรเผย “วันหนึ่งเราเกิดได้ไอเดียเรื่องตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมา แล้วก็รวบรวมทุกทีมเข้าด้วยกัน (เป็นสโมสรเดียว) ทำให้เหมือนเป็นทีมชาติที่เป็นตัวแทนของชาวโรฮิงญา”

“จุดประสงค์ของสโมสรไม่ใช่เพียงแค่เล่นฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังหวังจะใช้ประโยชน์จากอิทธิพลที่ดีของกีฬาด้วย เราไม่อยากให้ผู้คนของตัวเองออกนอกลู่นอกทางและก็ต้องการกันพวกเขาให้ห่างจากอาชญากรรมและยาเสพติด เราอยากจะเปลี่ยนภาพพจน์ที่คนอื่นมองเราเพราะพวกเราเศร้านะที่ต้องมีชื่อเสียของการเป็นหัวขโมย เราอยากจะแสดงให้เห็นว่าสังคมของชาวโรฮิงญานั้นมีคนเก่งๆ อยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นแดนเซอร์, นักร้อง, นักเขียน และในกรณีนี้ก็คือนักฟุตบอล”

“ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนชาวเราต้องร่อนเร่หาที่อยู่ใหม่กันตลอดเวลาเพราะสถานะผู้ลี้ภัยของตัวเอง นี่คือสาเหตุที่เราต้องการฝึกฝนและนำเสนอพวกเขาเพื่อที่พวกเขาจะได้ไปเล่นให้กับทีมอื่นได้หากต้องไปอาศัยอยู่ประเทศอื่น”

และด้วยความอนุเคราะห์จากรัฐบาลมาเลเซียที่ผ่อนปรนต่อสถานะของชาวโรฮิงญา สโมสรนี้จึงมีตัวตนจริงเมื่อมกราคม 2015 ตอนนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่สโมสรก่อตั้งมา โดยโรฮิงญา เอฟซี ผสมผสานไปด้วยผู้เล่นอายุระหว่าง 22 ถึง 31 ปี

แต่ก็อย่างที่ใครๆ คาด ผู้เล่นในทีมไม่ใช่นักฟุตบอลอาชีพซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นแรงงาน แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นการขัดขวางทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสโมสร รวมถึง ดิลเดอร์ อาห์เหม็ด หัวหน้าผู้ฝึกสอนของโรฮิงญา เอฟซี ซึ่งรู้สึกภูมิอกภูมิใจกับลูกทีมของตัวเองอย่างมาก

“พวกเราส่วนใหญ่เป็นคนงานและก็ไม่ได้รับการฝึกที่ดีอะไร” โค้ชวัย 51 ปีบอก “เราจะไปทำงานกันในตอนเช้าและมาซ้อมหรือมาลงแข่งในตอนเย็น มันไม่ได้ง่ายนะ (เพราะพันธะต่องานประจำ) แต่เราทุกคนก็พยายามเต็มที่เพื่อมาซ้อมให้ได้ทุกครั้งหรือมาลงแข่งให้ได้ทุกนัด นั่นเป็นเพราะเราหลงไหลฟุตบอลมากและก็อยากแสดงให้เห็นว่าคนโรฮิงญานั้นเตะบอลกันเก่งนะ”