ฟุตบอลโลก 40 ทีมสุดท้าย : ความฝันไม่ไกลเกินเอื้อมของไทยและชาวอาเซียน

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า ฟีฟ่ามีความคิดจะเพิ่มทีมในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนั้น ย่อมส่งผลดีต่อทีมชาติไทย และเพื่อนบ้านอีกหลายชาติในอาเซียน ซึ่ง จอห์น เดอร์เด้น คอลัมนิสต์ของเราจะมาขยายความในเรื่องนี้..

ข่าวล่าสุดที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่า อาจจะเพิ่มทีมในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย จาก 32 ทีมเป็น 40 ทีมนั้น สร้างความหวังให้กับหลายๆประเทศที่ยังไม่เคยสัมผัสทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟีฟ่ามีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันของศึกลูกหนังระดับชาติ ย้อนกลับไปเมื่อ ฟุตบอลโลกปี 1982 ฟีฟ่า ตัดสินใจเพิ่มจำนวนทีมในรอบสุดท้าย จาก 24 ทีมเป็น 32 ทีม ซึ่งตอนนั้นหลายฝ่ายโจมตีพวกเขาอย่างหนักว่า เป็นการกระทำที่โง่เขลา และจะทำให้คุณค่าของการแข่งขันกีฬาที่ได้รับความสนใจมากกว่าโอลิมปิคนั้นลดน้อยลง ทว่าช่วงเวลาหลายปีมานี้ พิสูจน์แล้วว่า มันไม่จริง

แน่นอนว่า หากความคิดนี้ถูกโหวตผ่านออกมาจริงๆ ก็ต้องย่อมมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน แต่สำหรับแฟนบอลชาวอาเซียนอย่างเรา บอกได้เลยว่า นี่คือ โอกาสครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะไปบอลโลกในชาตินี้..

จาก 32 กลายเป็น 40 นั้น หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่า ทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้คงจะได้ที่นั่งเพิ่มอีกเพียงทวีปละ 1-2 ที่เท่านั้น ส่วน เอเชีย นั้น ถูกคาดหมายว่าจะได้รับเพิ่มโควต้าจากเดิมเพียง 4.5 ทีม เป็นอย่างน้อย 6 ทีมหรือมากกว่าเดิม และเชื่อได้ว่าเหล่าบรรดาบอร์ดบริหารชาวเอเชียในฟีฟ่า คงพยายามช่วยกันผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่

หวังว่า ฟีฟ่า จะไม่หากระแสมากลบเกลื่อนเรื่องอื้อฉาวเท่านั้น

แน่นอนว่า หากสิ่งต่างๆทั้งหมดเกิดขึ้นจริง ย่อมส่งผลกระทบในแง่บวกกับวงการฟุตบอลอาเซียน แม้ว่าตลอดประวัติศาสตร์เกือบ 100 ปีของฟุตบอลโลก จะมี อินโดนีเซีย เพียงชาติเดียวที่เคยได้เข้าร่วมมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก แต่นั่นก็ต้องย้อนไปไกลถึงปี 1938 ในสมัยที่ฟีฟ่ายังไม่ใช้วิธีการคัดเลือก แต่ใช้การเชิญเข้าร่วมการแข่งขันอยู่

และแม้แฟนบอลชาติอื่นอาจจะหัวเราะและบอกว่า “ถึงพวกแกได้โควต้าเพิ่ม แกก็ไม่มีปัญญาผ่านรอบคัดเลือกหรอก” แต่อย่าลืมว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในโลกฟุตบอล..

ลองดูฟอร์มของทีมชาติไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถึงตรงนี้พวกเขาอยู่ใกล้แค่เอื้อมสำหรับรอบ 12 ทีมสุดท้าย และหากเอเชียได้โควต้าเพิ่ม ทำไมเหล่าขุนพลจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจะเข้าไปเป็นหนึ่งในทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายไม่ได้?

แม้ว่าปี 2018 มันอาจจะเร็วเกินไปที่ไทยจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ เพราะขนาด คาร์ลอส เคยรอช กุนซือของชาติยักษ์ใหญ่อย่าง อิหร่าน ยังเคยบอกได้เลยว่า ทุกวันนี้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ ออสเตรเลีย เหมือนได้โควต้าอัตโนมัติอยู่แล้ว ซึ่งทีมที่เหลือก็ต้องไปแย่งตั๋วอีกใบครึ่งกันเอง นั่นเป็นคำพูดจากปากของยอดโค้ชที่เคยพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกมาแล้ว เพราะฉะนั้น หากไม่หลอกตัวเอง เราคงบอกได้ว่า โอกาสของ “ช้างศึก” มีแค่ไหน?

ยอดโค้ชอย่าง เคยรอช ยังบ่นเลย…

แต่หากว่า มีการเพิ่มทีมในรอบสุดท้ายขึ้นมาจริงๆละก็..

จากการคาดการณ์ของสื่อมวลชนนั้น  ฟีฟ่าน่าจะเพิ่มจำนวนทีมเป็น 40 ทีมได้เร็วที่สุดในปี 2026 หรืออาจจะต้องร้องเพลงรอกว่านั้นอีกหน่อย  และเมื่อถึงเวลานั้นฟุตบอลในภูมิภาคนี้ก็จะเติบโตมากกว่านี้อีกเยอะ

แน่นอนว่า ตอนนี้ ไทย เป็นทีมที่ดีที่สุดของอาเซียน ส่วน มาเลเซีย และ เวียดนาม ก็พยายามหาทางไล่กวดทัพ “ช้างศึก” อยู่ ขณะที่ เมียร์มาร์ มีขุมกำลังดาวรุ่งที่ผ่านฟุตบอลโลกระดับเยาวชนมาแล้ว และถ้า อินโดนีเซีย สามารถจัดการปัญหาภายในได้  พวกเขาจะเป็นอีกชาติที่น่ากลัวมากๆ

ลองตัดพวกยักษ์ใหญ่อย่าง ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ ออกไป จะพบว่า ทีมจากตะวันออกกลางอย่าง กาตาร์, ยูเออี, อุซเบกิสถาน หรือ อิรัก อาจจะยังเหนือกว่าพวกเขาในตอนนี้ ทว่าทั้งหมดก็ไม่ใช่ของยากสำหรับบรรดาตัวแทนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนเกินไป และหากปราบทีมเหล่านี้ได้ ทำไมพวกเราจะลุ้นเข้ารอบไม่ได้ละ?

คงเหมือนกับคำพูดที่ใครบางคนเคยสอนไว้ว่า “ถ้าเรากับเพื่อนต้องวิ่งหนีหมี เราไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วกว่ามัน ขอแค่วิ่งเร็วกว่าเพื่อนก็พอ” เหล่าบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ของหลายชาติในอาเซียนอาจจะต้องเอานำคำพูดนี้ไปคิดดูให้ดี..

สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความตั้งใจของทุกภาคส่วนที่จะร่วมมือกันที่จะช่วยให้ชนชาติของตนเองทำฝันให้เป็นจริงให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนจากภาครัฐและเอกชนต้องเป็นไปอย่างจริงจังและยั่งยืน เหล่าบรรดาผู้เล่นคนที่ 12 ต้องแสดงพลังที่จะสนับสนุนทีม ไม่ว่ายามทุกข์หรือยามสุข หรือจะเป็นเรื่องของทีมงานโค้ชและนักเตะที่ต้องมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นเรื่อยๆ ฯลฯ

แม้ทุกอย่างมันอาจจะไม่ได้การันตีว่า พวกเขาจะประสบความสำเร็จได้ แต่อย่างน้อย ถ้าลงมือทำตั้งแต่วันนี้ วันพรุ่งนี้ก็ต้องดีกว่าเดิมแน่นอน..

ด้วยความศรัทธาต่อความคลั่งไคล้ฟุตบอลที่ไม่แพ้ภูมิภาคใดในโลก ได้แต่หวังว่า ความฝันของชาวอาเซียนจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป..