หากันจนเจอ : เมื่อ คอนเต้ อาจเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับบอลเร้าใจของ ‘อบราโมวิช’

Antonio Conte, Roman Abramovich

บางทีบิ๊กบอสแห่งอาณาจักรเชลซีอาจได้พบกับคนที่เขาตามหามานานแล้ว บางทีภารกิจตามหาฟุตบอลที่ตื่นเต้นเร้าใจของนายอบราโมวิช ที่กินเวลามาอย่างยาวนานและเหนื่อยยากมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อาจเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้วก็เป็นได้?

เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า การแข่งขันสุดมันระหว่าง เรอัล มาดริด กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2003 ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ยอมควักเงินรูเบิล (สกุลเงินรัสเซีย) ออกตระเวณล่าทีมฟุตบอลสักทีมมาเป็นของตัวเอง จนสุดท้ายเขาก็ได้ เชลซี มาเป็นทรัพย์สมบัติในครอบครอง พร้อมตั้งเป้าหมายสร้างทีมให้เล่นสวยงามแบบเดียวกับ บาร์เซโลน่า อีกด้วย

แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้มันพูดง่ายกว่าทำ เพราะต่อให้ 14 ปีที่ผ่านมา เชลซีภายใต้การบริหารงานของอบราโมวิช จะได้ถ้วยรางวัลมาประดับตู้โชว์มากมาย แต่เรื่องความสวยงามของเกมฟุตบอลนั้นกลับไม่ค่อยแสดงออกมาให้เห็น เพราะในความเป็นจริงชัยชนะของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลีกหรือแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ต่างก็ได้มาจากการเล่มเกมรับอย่างมุ่งมั่น แถมผู้จัดการทีมที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จสูงสุดของสโมสรยังเป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรับ จนมักโดนถากถางเรื่องสไตล์การเล่นอยู่บ่อยๆ แม้ที่ผ่านมาจะเคยจ้าง 2 กุนซือมากฝีมือและมีชื่อด้านการทำเกมสนุกอย่าง หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ และ อังเดร วิลลาส โบอาส มาทำทีมก็ตาม

ชัยชนะกับสไตล์การเล่น

นอกจากศูนย์หน้าจอมถล่มประตูแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ เฟร์นานโด ตอร์เรส และ อังเดร เชฟเชนโก้ จากมิลาน ต้องมาเสียคนที่ลอนดอนตะวันตก จากความชื่นชอบเป็นการส่วนตัวของอบราโมวิชแล้ว เขายังทุ่มความพยายามไปมากมายเพื่อให้ได้นักเตะจากบาร์เซโลน่ามาร่วมทีม ทว่าส่วนใหญ่ที่ได้มากลับไม่ใช่หัวใจสำคัญ อาทิ ชูเลียโน่ เบลเลตติ, เดโก้ และ เชส ฟาเบรกัส แทนที่จะเป็น โรนัลดินโญ่ หรือ เมสซี่ ผู้เป็นตัวละครหลักที่อบราโมวิชต้องการ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าในโลกของฟุตบอลเงินไม่สามารถช่วยให้คุณซื้อสไตล์ได้จริงๆ

แต่ถ้ามองอย่างยุติธรรม เชลซีก็ไม่ได้เป็นทีมจอมอุดซะทีเดียว เพราะสมัยที่ คาร์โล อันเชล็อตติ คุมทีม ก็ทำให้เชลซีเล่นบอลได้น่าตื่นตาตื่นใจ (ยุคของเขาทำให้ทีมสร้างสถิติยิงประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก) กระทั่งลูกทีมของมูรินโญ่ในช่วงแรกๆ ที่มี ดาเมี่ยน ดัฟฟ์ กับ อาร์เยน ร็อบเบน ก็โชว์ฟอร์มได้ร้อนแรง ความจริงฟอร์มการเล่นในยุคสโคลารี่, วิลลาส-โบอาส, เคลาดิโอ รานิเอรี่ และกุส ฮิดดิงก์ ก็เล่นได้อย่างมีชีวิตชีวาและน่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน ต่างจากในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ยอดทีมแห่งแสตมฟอร์ด บริดจ์ แทบไม่ได้กลับไปเล่นฟุตบอลสไตล์นั้นอีกเลย

Jose Mourinho

ถ้าให้ลองเดาความต้องการของอบราโมวิชที่มีต่อเชลซีก็คงไม่ยากนัก เพราะดูเหมือนว่าเขาจะใส่ใจเรื่องสไตล์กรเล่นมากกว่าถ้วยรางวัล แต่ถ้ามองในทางกลับกันก็น่าสงสัยว่า สำหรับคนที่เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลที่มีบุคลากรชั้นยอดอยู่เต็มทีม หากไม่อยากได้ถ้วยรางวัลแบบเป็นชิ้นเป็นอันมาครอง แล้วอะไรจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของพวกเขา?

คล้ายกับ เคท มิดเดลตัน ที่ศึกษาการถ่ายภาพสมัครเล่น หรือ เคที ไพรซ์ ที่หมั่นลับพรสวรรค์ในการเขียนนิยายของตัวเอง มหาเศรษฐีชาวรัสเซียรายนี้ก็ได้พบวิธีเติมเต็มฝันให้เป็นจริง ซึ่งมันจะสำเร็จได้ก็ต้องเกิดจากการสร้างและหมั่นเล่นด้วยความสวยงามอย่างต่อเนื่อง เพราะสไตล์การเล่นที่สวยงามของบาร์เซโลน่าในยุค เป๊บ กวาร์ดิโอล่า ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ ช่วงที่ผ่านมาอบราโมวิชจึงหมกมุ่นอยู่กับการล่อใจให้โค้ชจากคาตาลันย้ายมาแสตมฟอร์ด บริดจ์

Pep Guardiola

ผูกสัญญาระยะยาว?

ถึงความพยายามจีบโค้ชจากคาตาลันจะแป้ก แต่ดูเหมือนเจ้าของทีมชาวรัสเซียออกจะพอใจวิถีการทำทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ ในซีซั่นนี้ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งมันไม่ใช่แค่การขึ้นนำเป็นจ่าฝูงด้วยฟอร์มที่น่าเกรงขามเท่านั้น แต่ทีมยังเล่นได้อย่างมีชีวิตชีวาเอาชนะมาได้อย่างต่อเนื่อง เอาชนะแชมป์เก่ามา 3-0 ถล่มเอฟเวอร์ตัน 5 ประตู และสร้างความเจ็บแสบให้กับ 2 ยอดทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ กระทั่งพวกเขามาโดนหยุดสถิติที่ไวท์ ฮาร์ท เลน

คอนเต้ เข้ามาเสริมความเฉียบขาดให้บรรดานักเตะพรสวรรค์ของสิงห์บลู โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกับผู้จัดการทีมคนก่อน อย่าง เปโดร, เอเด็น อาซาร์ หรือ ดีเอโก้ คอสต้า ที่ดูเรียบร้อยขึ้นภายใต้การดูแลของกุนซือชาวอิตาลี กระทั่ง วิลเลี่ยน ก็เหมือนจะถูกปลดโซ่ตรวนออกจากบทบาทที่ได้รับสมัยมูรินโญ่ และนั่นก็นำมาซึ่งสกิลการเลื้อยลาก รวมทั้งตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ความเร็วสูงที่ได้เล่นในซีซั่นนี้

Eden Hazard

เบื้องหลังนักเตะแนวรุกเหล่านั้น ยังมีนักเตะจอมขยันอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่รับบทบาทมิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอล ที่ทำผลงานได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจมาก เดวิด ลุยซ์ ที่กลับมาสวมเสื้อสิงห์บลูอีกครั้ง ผู้ซึ่งเคยกลายเป็นบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ให้ทีม ก็กลายเป็นนักเตะผู้คอยบัญชาแนวรับและขับเคลื่อนเกมได้ดีขึ้น ส่วนนักเตะริมเส้นความเร็วสูงอย่าง มาร์กอส อลอนโซ่ และ วิคเตอร์ โมเสส ก็ได้นรับโอกาสให้โชว์ฝีเท้าออกมาอย่างตื่นตาตื่นใจ

นั่นเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคของอบราโมวิช ยุคที่เชลซีกลายเป็นทีมที่มีส่วนผสมที่ครบเครื่องและหลากหลาย แน่นอนว่ามันยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่นั่นก็ถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้กับทีมเช่นกัน แล้วถ้านี่คือสิ่งที่คอนเต้ทำได้หลังจากเข้ามาทำงานได้ 6 เดือน มันก็น่าจะกลายเป็นสไตล์ของทีมที่เล่นแบบนี้ต่อไปอีก 6 ปี? เพราะถ้าเขาแสดงให้อบราโมวิชเห็นได้ว่า สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดของเจ้าของทีมได้ แล้วทำไมคอนเต้ถึงจะไม่อยู่กับทีมยาวไปจนถึงปี 2023 กันล่ะ?

บทบาทที่แตกต่าง

ในความเป็นจริงมันก็ควรจะเป็นอย่างที่คาดกันเอาไว้ แต่มันก็เป็นไปได้ที่เราจะเข้าใจนิสัยของอบราโมวิช และการสร้างสุดยอดทีมฟุตบอลยุคปัจจุบันผิดไป เพราะถ้ามองภาพรวมขององค์กรต่อไปในภายภาคหน้า ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ภายในทีม เมื่อบุคลิกของโค้ชได้ฝังรากลึกลงไปในทีม

Roman Abramovich

หากมองการทำงานของกุนซือระดับล่าง พวกเขาจะมีความผ่อนคลายแตกต่างกันออกไป ต่างจากการเป็นกุนซือในระดับสูง ที่ต้องพยายามครุ่นคิดหาวิธีโน้มน้าวให้บรรดาซูเปอร์สตาร์ของทีมพอใจ มีความสุขกับชีวิตในสโมสร มีการเจรจาจ่อรอง สามารถกระตุ้นลูกทีมได้ แถมยังต้องรับบทบาทผู้รับเคราะห์แทนคนอื่นเมื่อทีมแพ้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคอนเต้อาจอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน แต่มันเป็นแค่การโยกย้ายครั้งใหญ่ในอาชีพการงานของเขาก็เท่านั้นเอง

อีกทั้งบางทีการรั้งตัวคอนเต้เอาไว้ด้วยค่าจากในสัญญาระยะยาว มันอาจไม่ใช่ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทีมเล่นฟุตบอลสนุกได้อย่างต่อเนื่องในถิ่นแสตมฟอร์ด บริดจ์ บางทีตัวแปรมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคอนเต้ไปทุกอย่าง บางอย่างมันได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว

Antonio Conte

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ระหว่างการพูดคุยกันถึงงานการทำงานที่ทำได้ยอดเยี่ยมนั้น มันสำคัญมากที่เราต้องหาที่จดเอาไว้ด้วยว่า คอนเต้กำลังสนุกสนานกับการทำงานที่ไม่มีใครได้สิทธิพิเศษแบบกุนซือคนก่อน อาจเรียกได้ว่าเขาสร้างทีมขึ้นมาโดยไม่ได้จำกัดว่าต้องใช้ เช็ก-เทอร์รี่-แลมพาร์ด-ดร็อกบา เป็นแกนในการลงสนามเสมอไป เหมือนอย่างที่มูรินโญ่ใช้นักเตะ 4 คนนี้เป็นกระดูกสันหลักของทีม และยังคงเลือกให้เป็นหัวใจสำคัญของทีมชุดแรก ที่เป็นตัวควบคุมสไตล์การเล่น, บุคลิก และพลังพื้นฐานของทีมมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา พวกเขาได้นำพาสโมสรให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดจากการบ่มเพาะอย่างหนักหน่วงของมูรินโญ่

คอนเต้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เชลซีในปัจจุบันเป็นทีมที่มีเล่นอย่างมีสไตล์และประสบความสำเร็จ โดยไม่มีการประณีประนอมแม้กระทั่งในเกมใหญ่ๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นโค้ชเพียงคนเดียวที่ทำแบบนั้นได้ งานของเขายังมีหนทางอีกยาวไกลเกินกว่าจะมาดีใจในตอนนี้ อย่างไรก็ตามมันก็ยากจะจินตนาการเหมือนกันว่าจะมีใครทำได้ดีกว่านี้อีก และมันคงน่าประหลาดใจถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเขาในช่วง 1-2 ปีนี้ ในความเป็นจริงมันจะต้องเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากๆ ถ้าเขาไม่ได้ทำงานนี้ต่อไป

อบราโมวิชอาจเชื่อว่าการตามล่าหาฟุตบอลสวยงามของเขาขึ้นอยู่กับตัวโค้ชอย่าง สโคลารี่, กวาร์ดิโอล่า, คอนเต้ แต่บางทีสิ่งที่ทำให้ฟุตบอลสวยงามได้ที่เขาตามหามาตลอดอาจเป็นสิ่งที่จับต้องได้น้อยกว่านั้น นั่นก็คือสภาพแวดล้อมและบริบท มันเป็นเรื่องง่ายที่จะดึงคนๆหนึ่งที่พิสูจน์ว่าตัวเองพร้อมแล้วเข้ามา ถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็ไม่ต้องใช้เวลานานสำหรับอบราโมวิช คนที่ชื่นชมกับคุณค่าของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ที่พบว่าตัวเองกำลังจะค้นพบสิ่งที่ต้องการแล้ว ต่อให้มีหรือไม่มีคอนเต้ก็ตาม

New features every day on FourFourTwo.com