หายใจเป็นฟุตบอล : จากคนขับรถตู้ สู่มือขวาโค้ชทีมชาติ - ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย

เปิดเรื่องราวชีวิตสุดโต่งของโค้ชโต่ย จากเด็กบ้าบอลแห่งสารคาม เข้ามาล่าความฝันในเมืองกรุง ทำทุกอย่างให้กับทีม ตลอดหลายสิบปี ก่อนเทิร์นโปรพาไทยฮอนด้า ผงาดสู่ลีกสูงสุดและต่อสู้อย่างไม่เกรงกลัวใคร 

โต่ย - ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย กลายเป็นเฮดโค้ชโนเนมที่ถูกจับตามองมากที่สุด จากฝีมือลายไม้ในการพลิกโฉม ‘ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี’ สโมสรที่ไม่มีใครคิดว่าจะเลื่อนชั้นได้ ให้กลายเป็นแชมป์ดิวิชั่น 1 และพิสูจน์ฝีมือต่อ ด้วยการพาทีมที่ว่ากันว่าเป็นเต็งตกชั้น ต่อกรกับคู่แข่งได้อย่างไม่เป็นรอง รูปเกมสูสี บอลสนุกเร้าใจ ตลอด 5 เกมแรกของศึกโตโยต้า ไทยลีก 2017  และนี่คือเรื่องราวชีวิตสุดโต่งของเขา

ไอดอลข้างบ้าน

“คอยดูนะ สักวันกูจะต้องแบบเป็นแบบพี่เขาให้ได้” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ย้อนความหลังถึง ไอดอลลูกหนังที่ชื่อ เศรษฐศักดิ์ มหา อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ผู้ที่ทำให้เขาหลงรักฟุตบอลหัวปักหัวปำและยอมทุ่มสุดตัวเพื่อมัน

“เด็กชายโต่ย” เกิดที่อำเภอ พยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม พ่อกับแม่ประกอบอาชีพรับราชการ โดยคุณแม่เป็นพยาบาล ส่วนคุณพ่อเป็นอาจารย์ เขาซึบซับสายเลือดนักกีฬามาจากคนในครอบครัว คุณพ่อเคยเป็นอดีตนักฟุตบอลดีกรีระดับตัวแทนมหาวิทยาลัย พี่สาว 2 คนเป็นนักวิ่ง และพี่ชายก็เป็นนักฟุตบอลตัวแทนจังหวด ศิริศักดิ์ ตามรอยพี่ชาย โดยเริ่มหัดเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ

“ทุกวันหยุดเสาร์อาทิตย์ สิ่งเดียวที่ผมอยากทำคือการเตะฟุตบอล ช่วงแรกๆ ผมมีพี่ชาย (ดนัย ยอดญาติไทย) เป็นต้นแบบ เราเล่นมาด้วยกันตลอด จนได้ไปแข่งเป็นตัวแทนเขตการศึกษา ตัวแทนจังหวัด ผมยืนปีกซ้าย พี่ชายยืนปีกขวา”

สมัยก่อน ไม่มีใครมาสอนให้เราเล่นอย่างถูกหลักแบบทุกวันนี้ ผมจึงเริ่มจากการหัดด้วยตัวเอง ทุกวันหยุด ผมจะวิ่งไปกลับ 7 กิโลเมตร นึกภาพตามนะ อากาศร้อนๆ ตอนบ่ายสอง ไม่มีเด็กที่ไหนเขาบ้ามาวิ่งแบบผมหรอก

“พอเริ่มโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น จำได้ว่า “พี่เศรษฐ์” เศรษฐศักดิ์ มหา เป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทยคนเดียว ในอำเภอเดียวกับผม รุ่นๆ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตอนนั้นทีมชาติไทยมีชุด A และ B และพี่เศรษฐ์ มีชื่อเสียงมากภายในจังหวัด ทุกวันรถเมล์ที่สายผมนั่งจะผ่านบ้านแก ซึ่งมีรูปพี่เศรษฐศักดิ์ สวมชุดทีมชาติไทยติดเอาไว้หน้าบ้าน เวลารถวิ่งผ่าน ผมจะสะกิดเพื่อนแล้วชี้นิ้วบอกว่า “คอยดูนะ สักวันกูจะต้องแบบเป็นแบบพี่เขาให้ได้” ผมพูดแบบนี้ทุกครั้งเวลาที่ผ่านบ้านแก”

“ตอนนั้นเริ่มมีความคิดว่า ทำอย่างไรถึงจะเล่นฟุตบอลได้เก่งแบบพี่เขา สมัยก่อน ไม่มีใครมาสอนให้เราเล่นอย่างถูกหลักแบบทุกวันนี้ ผมจึงเริ่มจากการหัดด้วยตัวเอง ทุกวันหยุด ผมจะวิ่งไปกลับ 7 กิโลเมตร นึกภาพตามนะ อากาศร้อนๆ ตอนบ่ายสอง ไม่มีเด็กที่ไหนเขาบ้ามาวิ่งแบบผมหรอก เราก็วิ่งของเราไปคนเดียว”

เขายังคงวิ่ง 7 กิโลเมตร ต่อไปพร้อมฝึกฝีเท้า กระทั่งวันหนึ่ง ศิริศักดิ์ ในวัย 15 ปี ได้มีโอกาสลงเล่นเคียงบ่าเคียงไหล่กับไอดอลลูกหนังอย่าง เศรษฐศักดิ์ มหา ในรายการฟุตบอลเดินสายแถวหมู่บ้าน

ประสบการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ “โต่ย” แทบลืมหายใจ เขาทั้งประหม่า และตื่นเต้น จนนอนไม่หลับ แม้จะเป็นเพียงฟุตบอลชิงถ้วยระดับหมู่บ้านธรรมดาๆ แต่มันกลับมีความหมาย และกลายเป็นแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมที่ทำให้ ศิริศักดิ อยากเดินบนเส้นทางลูกหนังอย่างแน่วแน่ ในยุคที่ฟุตบอลยังรูปแบบกึ่งสมัครเล่น กึ่งอาชีพเท่านั้น

แม่เกาะรั้วตะโกนด่า

แม้จะเกิดในครอบครัวที่เล่นกีฬากันยกบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว “นักกีฬา” ยุคนั้นยังไม่ได้มีรายได้มากพอที่จะเป็นอาชีพได้ ยกเว้นคุณต้องไปเล่นในระดับที่สูงจริงๆ หลายคนจึงเลือกวางความฝัน และมุ่งหน้าสู่หน้าที่การงานที่มั่นคง ไม่ต่างอะไรกับ ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ที่ต้องเจอบทพิสูจน์หัวใจและความรักต่อฟุตบอล

“ที่บ้านเขาก็สนับสนุนเรานะ แต่อีกมุมหนึ่ง พ่อกับแม่ แกอยากให้เราเลือกเรียนสายอาจารย์มากกว่า อย่างพี่ชายที่เตะบอลด้วยกัน เขาก็ไปสอบเป็น สาธารณสุข แล้วแกก็เป็นห่วงว่า อาชีพนักกีฬา มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บ แต่ความคิดเราตอนนั้น เราอยากเล่นฟุตบอลอย่างเดียวเลย”

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่ไปแข่งกีฬาเขตการศึกษาที่จังหวัดร้อยเอ็ด แม่ตามไปเชียร์ มีจังหวะที่พี่โดนกองหลังคู่แข่งเตะ พอแม่เห็นเท่านั้นแหละ แกเกาะรั้วแล้วตะโกนเข้าไปในสนามว่า “มึงเตะลูกกูทำไม” พี่เลยต้องคุยกับแม่ว่า แม่ ผมเล่นเป็นกองหน้า ต้องโดนเตะเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เราเข้าใจว่าฟุตบอลมันต้องปะทะกัน ได้แต่บอกว่า แม่อย่าเครียดดิ”

ถึงในใจจะห่วงกลัวลูกชายได้รับบาดเจ็บจากกีฬา แต่เมื่อไหร่ที่ ศิริศักดิ์ ลงเล่นฟุตบอล พ่อกับแม่ก็มักจะตามไปให้กำลังใจถึงขอบสนามอยู่เสมอ ถึงขนาดที่เคยขับรถกันสองคน พ่อแม่ จากจังหวัดมหาสารคามมุ่งหน้าสู่สนามศุภชลาสัย เพื่อมาดูลูกชายลงเล่นถ้วย มวก.คัพ รอบชิงชนะเลิศ รวมถึงสมัยที่เล่นฟุตบอลอาชีพกับ โอสถสภา

“หลังจากนั้น เขาคงเห็นแล้วว่า เรารักกีฬาจริงๆ แล้วสามารถต่อยอด มีรายได้ เขาก็สนับสนุนเราเต็มที่ คิดไปก็น่าขำ ตอนนั้นพ่ออยากให้เราเป็นครู แต่เราไม่ชอบสอนเด็ก สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ต้องมาสอนเด็กเล่น เพราะตัวเองเป็นโค้ชฟุตบอล (หัวเราะ)”

บ้าหอบฝันจากสารคาม

ศิริศักดิ์ เริ่มไต่เต้าและเก็บเกี่ยวประสบการณ์เรื่อยๆ จากรายการต่างๆ รวมถึงทัวร์นาเมนต์ระดับประเทศของแข้งสมัครเล่นยุคนั้นอย่าง ยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพ ความบ้าบอลของเขานี่เอง ทำให้  ศิริศักดิ์ ได้มีโอกาสตระเวนลงเล่นให้ทีมจังหวัดต่างๆ ไม่ใช่แค่บ้านเกิด ทั้ง กาฬสินธุ์, กรุงเทพมหานคร, ปทมุธานี, ตรัง และ เพชรบุรี

“สำหรับผมการเป็นแชมป์ไม่ได้แปลว่าเราประสบความสำเร็จเสมอไป วิธีคิดของผมคือ หากคุณสามารถสร้างนักเตะเยาวชนให้เป็นผู้เล่นอาชีพได้ ให้เขามีอนาคตที่ดี หรือติดทีมชาติไทย นั้นต่างหากถึงเรียกว่า โค้ชที่ประสบความสำเร็จ”

ส่วนเส้นทางฟุตบอลอาชีพนั้น หลังจบ ม.6 เขาเข้ามาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในโควต้านักกีฬาช้างเผือก โดยเวลานั้น โอสถสภา ซึ่งมีเจ้าของเป็นคนเดียวกับเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย ได้ดึงเอานักกีฬาที่เป็นตัวแทนสถานบันเข้าไปร่วมทีม

ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ค้าแข้งให้กับ โอสถสภาฯ ตั้งแต่ปี 2531 เพียงสโมสรเดียวจนแขวนสตั๊ด โดยเล่นในตำแหน่ง ปีกซ้าย สไตล์กระชากลากเลื้อย ซึ่งจัดว่าเขขาเป็นผู้เล่นที่โด่งดังพอตัวในยุคนั้น รวมถึเกียรติประวัติสูงสุดในค้าแข้ง คือ การได้ติดทีมชาติไทย ตามรอยรุ่นพี่อย่าง เศรษฐศักดิ์ มหา

หลังตัดสินใจแขวนสตั๊ด ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ผันตัวเองมารับงานเป็น ผู้ช่วยโค้ช

“ตอนทำงานเป็นผู้ช่วยโค้ช ก็เคยมีคนปรามาสบ้างว่า “คนอย่างไอ้โต่ย เต็มที่ก็ได้แค่นำวอร์ม” หรือบางคนก็บอก โค้ชโต่ยเก่งไม่จริง ทำบอลเด็กก็ไม่เคยได้แชมป์”

“สำหรับผมการเป็นแชมป์ไม่ได้แปลว่าเราประสบความสำเร็จเสมอไป วิธีคิดของผมคือ หากคุณสามารถสร้างนักเตะเยาวชนให้เป็นผู้เล่นอาชีพได้ ให้เขามีอนาคตที่ดี หรือติดทีมชาติไทย นั้นต่างหากถึงเรียกว่า โค้ชที่ประสบความสำเร็จ”

17 ปีกับการทำหน้าที่ ผู้ช่วยโค้ช ทั้งที่โอสถสภา และกับสโมสรอื่นๆ สิ่งหนึ่งที่เขาคิดเสมอคือ ต้องเรียนรู้งานให้ได้ในทุกบทบาท  “โค้ชโต่ย” ไล่มาตั้งแต่ดูแลการฝึกซ้อม, ทำทีมเยาวชน การต่อวีซ่านักเตะต่างชาติ หรือแม้กระทั่งขับรถตู้รับส่งนักฟุตบอลเขาเคยก็เคยทำมาแล้ว

และหนึ่งในบทบาทที่เขาถนัดและทำมาโดยตลอด คือการปั้นเยาวชนและสร้างนักเตะขึ้นมา….