หัวเราะทีหลังดัง(สนั่น)กว่า : 10 แข้งเย้ยหยันคู่แข่งก่อน แต่สุดท้ายดันแพ้

น้ำใจนักกีฬาคือสิ่งที่ดีงามอย่างที่ไม่มีใครปฎิเสธได้ สิ่งนี้นอกจากจะทำให้คุณเป็นผู้ชนะที่ดีเเล้ว มันยังช่วยให้คุณรอดการโดนเอาคืนแบบสาสมดังเช่น 10 เหตุการณ์ต่อไปนี้  

1. อังเคล ดิ มาเรีย (vs บาร์เซโลน่า)

ปีกสกิลแน่นจากค่ายเปแอสเชต้องรับเสียงก่อนด่าและร้องแซวตลอดช่วงการวอร์มในเกมที่แชมป์จากลีกเอิงต้องมาเยือน บาร์เซโลน่า ที่คัมป์นู

หลายสิ่งหลายอย่างทำให้เขาตกเป็นเป้าด่าทอสำหรับแฟนๆชาวกาตาลัน ประการแรกเขาเป็นอดีตนักเตะของ เรอัล มาดริด คู่ปรับเบอร์ 1 ตลอดกาลและประการที่ 2 เขาเป็นคนอัดสองประตูพา เปแอสเช ถล่ม ต่างดาว เละเทะ 4-0 จนหาทางกลับบ้านไม่เจอ

ในเกมเลกที่ 2 ดิ มาเรีย ลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงครึ่งหลังในขณะที่ เปแอสเช โดนนำอยู่ 0-3 ก่อนที่ เอดิสัน คาวานี่ จะยิงประตูให้ทีมไล่มาเป็น 1-3 และกลายเป็นการได้อเวย์โกลที่สุดแสนจะสำคัญเพราะ บาร์เซโลน่า ต้องซัดอีก 3 ประตูในช่วงเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเพื่อพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะในเกมนี้

นั่นจึงไม่แปลกใจนักที่ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ที่ต้องเจอเสียงโห่มาทั้งเกม จัดการเเสดงอาการดีใจแบบเย้ยหยันแฟนบอลต่างดาวสุดชีวิตด้วยท่าจุ๊ปากโดยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า "อย่าเสียงดังสิแกรรรร อ่อนแอก็แพ้ไป" ซึ่งก็สร้างความขุ่นเคืองให้กับแฟนบอลบาร์ซ่ามากขึ้นแบบร้อยเท่าพันทวี

อย่างไรก็ตามสงครามไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร เพราะขนาดเกมที่แทบจะชัวร์ 100% กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเสียอย่างนั้น บาร์เซโลน่า พลิกนรกด้วยการหวด 3 ประตูในช่วงเวลาไม่ถึง 10 นาทีก่อนจะกลับมาเป็นผู้ชนะ 6-1 และเข้ารอบไปอย่างเหลือเชื่อ ... เข้าใจได้ว่าเหล่านักเตะของ เปแอสเช คงต้องปวดหัวใจคนทุกๆคนแต่แน่นอนว่า อังเคล ดิ มาเรีย น่าจะเป็นคนที่ต้องใช้ยาแก้แพ้เพื่อช่วยให้นอนหลับในค่ำคืนนั้น

2. อาร์เซน่อล (vs รุด ฟาน นิสเติลรอย)

ในช่วงเวลาที่ อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังแย่งกันมหาอำนาจของฟุตบอลอังกฤษทำให้การเจอกับของทั้งคู่มีเรื่องดราม่าเสมอมา

ปี 2003 ในเกมที่ทั้งคู่่ต้องพบกันที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในจังหวะที่เกมแลกบุกชุดใหญ่ใส่กันรัวแบบเปิดหน้าเข้าแรก มาร์ติน คีโอว์น กองหลังของ อาร์เซน่อล ทำเสียจุดโทษและเป็น รุด ฟาน นิสเติลรอย โจทย์ที่กระทบกระทั่งกับ คีโอว์น มาตลอดทั้งเกมรับหน้าที่สังหารและในจังหวะที่ "พี่ม้า" ตั้งบอลเตรียมจะยิงก็ทำเอาความเงียบงันเข้าปกคลุมสังเวียนโอลด์ แทรฟฟอร์ด

นิสเติลรอย วิ่งเข้ายิงอัดเต็มข้อชนิดที่ว่าต้องให้ เยนส์ เลห์มันน์ พุ่งถูกทางก็ไม่มีทางรับได้ด้วยความแรงระดับนั้น ... เขาคิดถูกแล้วแต่ถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นเพราะบอลที่เขายิงออกกลับพุ่งชนคานและกระด้งออกมาไม่เป็นประตู

เท่านั้นเองเหล่านักเตะของ อาร์เซน่อล ก็วิ่งเข้ามาเยาะเย้ยถากถางเขาอย่างเต็มพิกัดจนดาวยิงชาวดัตช์ตั้งตัวไม่ถูกก่อนที่เกมดังกล่าวเจอเสมอกันไปด้วยสกอร์ 0-0 ด้วยความเจ็บแค้นแสนสาหัสของ ฟาน นิสเติลรอย ... "ด้วยความสัตย์จริงผมไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะล้อเลียนใส่หน้าผม ผมแค่ช็อคที่ผมยิงจุดโทษพลาดในนาทีสุดท้าย ผมบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า "เวรเอ๊ย ข้ายิงพลาดว่ะ ข้ายิงพลาดว่ะ" ตอนนี้ ปาตริก วิเอร่า ที่โดนไล่ออกมาดักรอผมในทางเดินเข้าห้องแต่งตัว แต่ผมก็ไม่แคร์อะไรเเล้วผมเดินผ่านเขาไปแบบไม่พูดอะไร" ฟาน นิสเติลรอย เปิดใจภายหลัง

อย่างไรก็ตามล้างแค้น 10 ปีไม่มีสาย เพราะการเจอกันอีกครั้งในปี 2005 ที่ทั้งคู่เวีนยมาพบกันโดยฝั่ง อาร์เซน่อล พกสถิติไม่แพ้ใครในเกมลีก 49 นัดมาเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ดหนนี้ ฟาน นิสเติลรอย ถอนแค้นได้สำเร็จจนได้ สถานการณ์คล้ายๆแบบเดิมอีกครั้ง สกอร์เสมอกันอยู่ที่ 0-0 และ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดโทษ ... แน่นอนว่ารอบนี้เขาทำได้ นิสเติลรอย วิ่งดีใจเหมือนคนสติหลุดไปที่มุมธงฝั่งซ้ายและตะโกนโวยวายเหมือนคนที่สามารถยกนรกออกจากหัวใจได้

ในเกมดังกล่าว ปีศาจเเดง เอาชนะไปได้ 2-0 โดยผู้ยิงประตูอีกคนหนึ่งคือ เวย์น รูนี่ย์ ขณะที่ อาร์เซน่อล ก็ต้องหยุดสถิติไร้พ่ายไว้ที่ 49 นัด ณ โรงละครแห่งความฝันนี่เอง

Pages