หัวกะทิลูกหนัง: 7 ผู้อำนวยการฟุตบอลระดับมันสมอง

Ralf Rangnick

บ่อยครั้งที่การวางกลยุทธในช่วงเปิดตลาดซื้อ-ขายนักเตะเดือนมกราคม คนกลางที่ยืนอยู่ระหว่าง 'บอร์ดบริหาร' กับ 'ผู้จัดการทีม' ได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่างวดได้ และจากประเด็นนี้ แบลร์ นิวแมน เลยไปคัดบรรดาผู้อำนวยการกีฬาชั้นเลิศ ที่สร้างผลงานชั้นยอดในแง่ธุรกิจมานักต่อนักมาให้ได้รู้จักกัน

1 ราล์ฟ รังนิก (อาร์เบ ไลป์ซิก)

รังนิกเป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่องการยกระดับทีมฟุตบอลระดับรองๆ มานานแล้ว อย่างสมัยที่ยังเป็นนักเตะ เขาก็ตะเวณลงเล่นให้ทีมในลีกระดับรองมาแล้วทั่วเยอรมัน เพียงแต่ชื่อเสียงของเขาเพิ่งมาเป็นที่รู้จักกันสมัยขยับมาเป็นกุนซือ เมื่อสามารถพาทีมเล็กๆ เลื่อนชั้นขึ้นมาอย่างสุดยอด รวมทั้งพาชาลเก้จบอันดับ 2 ของตารางบุนเดสลีกา และทะลุไปถึงรอบเซมิไฟนัลของศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ

ในปี 2012 เขาได้ตัดสินใจยุติงานโค้ช แล้วเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยการกีฬาให้ 2 สโมสรในเครือเดียวกันอย่าง เร้ด บูลล์ ซัลซ์บวร์ก และ เร้ด บูลล์ ไลป์ซิก แต่ถึงจะต่างบทบาท แต่คอนเซ็ปต์การทำงานของเขาก็ยังเหมือนสมัยยังเป็นกุนซืออยู่ดี เพราะจุดประสงค์ในการแต่งตั้งให้เข้ามาทำงานตำแหน่งดังกล่าว ก็เพื่อให้ช่วยสร้างกลยุทธภาพรวมของทีมด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา เพื่อทำให้ทั้ง 2 ทีมเร้ด บูลล์ ในคาถากลายเป็นทีมที่มีทั้งความน่าตื่นตาตื่นใน, เล่นเกมรุก, เพรสซิ่งเกม และเคลื่อนที่เร็ว

รังนิกตัดสินใจจ้างโค้ชได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อเลือก โรเจอร์ ชมิดท์ ให้เข้ามาคุมทีมซัลซ์บวร์ก และที่เหนือไปยิ่งกว่านั้นคือการดึงตัว ราล์ฟ ฮาเซนฮุตเทิล มารับงานกุนซือที่ไลป์ซิก รวมไปถึงการเลือกเซ็นสัญญานักเตะมาร่วมทีม ที่เน้นนักเตะดาวรุ่งมาปั้นให้เทพด้วยสัญญาระยะยาว "เราสนใจแค่นักเตะอะยุระหว่าง 17 ถึง 23 ปีเท่านั้น" เขากล่าวกับ The Blizzard ในปี 2015 ซึ่งนักเตะที่น่าสนใจในลิสต์ที่เขาดึงตัวมาก็มี ซาดิโอ มาเน่, โยชัว คิมมิช และ นาบี้ เคอิต้า

2 มาร์เซล แบรนด์ส (พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น)

ดูเหมือนว่าจะไม่มีศาสตร์อะไรเป็นพิเศษ ที่แสดงให้เห็นถึงปรัชญาการทำงานอย่างเป็นระบบของ มาร์เซล แบรนด์ส แต่เขาก็ไปประสบความสำเร็จมาแล้วกับหลายสโมสร ไม่ว่าจะเป็น สมัยเป็นผู้อำนวยการกีฬาให้สโมสรอาร์เคซี วาลไวจก์ เขาก็ไปดึงตัว มาร์ติน โยล มาคุมทีม ก่อนจะทำให้สโมสรจบซีซั่นด้วยอันดับกลางตารางของเอเรดิวิซี่ลีก หรือสมัยทำงานให้ทีมอาแซด อัล์คมาร์ เขาก็ไปเซ็นสัญญาดาวรุ่งอนาคตไกลอย่าง เซร์คิโอ โรเมโร่, รักนาร์ คลาวาน และมูซา เดมเบเล่ มาช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ในปี 2009

ช่วงเวลาการทำงานของแบรนด์สในร่มเงาพีเอสวีก็มีทั้งขึ้นและลง โดยเขาย้ายมาทำหน้าที่ผู้อำนวยการกีฬาในปี 2010 แต่ช่วงแรกๆ เขากลับไม่ค่อยมีอำนาจมากมายมากนัก มันจึงทำให้กลยุทธของเขาไม่ค่อยมีความชัดเจนสักเท่าไหร่ ถึงในเบื้องต้นที่เห็นได้ชัดคือการซื้อตัวนักเตะเกรดเอในประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถก้าวผ่านอาหยักซ์ได้สำเร็จ

Marcel Brands

แต่หลังจากเขาตัดสินใจจ้าง อาร์ต เลนเคเลอร์ มาเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนานักเตะเยาวชน และเปลี่ยนแปลงนโยบายการซื้อ-ขายของสโมสร แบรนด์สก็เหมือนไปติดอาวุธให้ ฟิลลิป โคคู จนทำให้พีเอสวีสามารถคว้าแชมป์ลีกซีซั่น 2014–15 ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี แล้วนอกจากการเลือกปล่อยตัว จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม กับ เมมฟิส เดปาย ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็ทำให้ไอนด์โฮเฟ่นสามารถทำกำไรได้มากมายทีเดียว

3 จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า (ยูเวนตุส)

จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนและไร้ข้อโต้แย้งแล้วว่า เขาเป็นหนึ่งในสุดยอดผู้อำนวยการกีฬาที่ทำหน้าที่ได้ชาญฉลาดอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง หลังจากเขามีช่วงเวลาดีๆ ที่อตาลันต้าและซามพ์โดเรีย จนได้รับการว่าจ้างให้เข้ามาอยู่กับยูเวนตุสในปี 2010 ซึ่งขณะนั้นยังคงได้รับผลกระทบจากการคดีล็อคผลบอลอยู่บ้าง ส่วนผลจากการได้มาร็อตต้ามาทำงานให้คือ ผลงานอันยอดเยี่ยมหลังจากนั้นของทีมม้าลาย

ระหว่างปี 2011 ถึง 2015 ทัพเบียงโคเนรี่สามารถคว้าแชมป์สคูเดตโต้ได้ถึง5 สมัย แน่นอนว่าสาเหตุที่ทำให้พวกเขาบินสูงได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้กับทักษะการต่อรองและความชัดเจนในการจ้างงานของมาร็อตต้า จากการนำเข้า อันโตนิโอ คอนเต้ มาเป็นกุนซือให้ทีมในปี 2011 ทว่าบางครั้งการตัดสินใจของเขามันก็เสี่ยงอยู่พอตัว เมื่อเลือกเฮดโค้ชที่ขาดการคุมทีมในระดับท็อปอย่าง มักซ์ อัลเลกรี เข้ามารับงานต่อจากคอนเต้

Giuseppe Marotta

นโยบายการซื้อขายของมาร็อตต้า เน้นเซ็นสัญญากับนักเตะคุณภาพสูงในราคาที่ต่ำ อาทิ อังเดร ปิร์โล่, ซามี่ เคห์ดิร่า และปอล ป๊อกบา ที่ได้ตัวมาสุดคุ้มแบบฟรีๆ ขณะที่ คาร์ลอส เตเบซ, ปาทริซ เอฟร่า, อันเดรีย บาร์ซาญี่ และ อาร์ตูโร่ วิดัล ก็ได้ตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัวที่ต่ำกว่า 22 ล้านยูโร ซึ่งดีลเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาครองความเป็นใหญ่แค่ในประเทศเท่านั้น หากแต่ยังสามารถแข่งขันในระดับทวีปโดยปราศจากปัญหาทางการเงินได้เลยทีเดียว 

4 มอนชี (เซบีญ่า)

ช่วงเวลาแห่งความยิ่งใหญ่ที่สุดของเซบีญ่าถูกเรียกอย่างง่ายๆ ว่า "ยุคสมัยของมอนชี" เพราะนับตั้งแต่ผู้อำนวยการกีฬาวัย 48 เข้ามาทำงานกับทีมในปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่สโมสรอยู่ในภาวะไม่แน่นอนทางการเงินหลังจากตกชั้น สโมสรฟุตบอลแห่งนี้ก็มีพัฒนาการกระโดดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเขาจะเข้ามาทำงานในช่วงที่สภาวะทางการเงินไม่ค่อยมั่นคง แต่การตัดสินใจของเขาก็ช่วยให้นำเซบีญ่ามาไกลในระดับคว้าแชมป์ยูโรป้าลีก 5 สมัย, 1 แชมป์ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ และอีก 1 ถ้วยสแปนิช คัพ

จุดสำคัญคือการเข้ามาพัฒนาและวางระบบนักเตะเยาวชนให้เซบีญ่า และภายใต้การฟูมฟักของเขาได้สร้างนักเตะชั้นเลิศเข้าสู่ทีมชุดใหญ่มากมาย ก่อนจะปล่อยออกจากสโมสรด้วยค่าตัวมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น เซร์คิโอ รามอส, อัลแบร์โต้ โมเรโน่, เฆซุส นาบาส และโจเซ่ อันโตนิโอ เรเยส

Monchi

เขายังเข้ามาขยายการทำงานของเครือข่ายแมวมอง ด้วยนโนบายการซื้อ-ขายที่ไม่ใช่แค่เป็นฐานให้นักเตะมากู้ชื่อเสียงเหมือนอย่าง เอเบร์ บาเนก้า, หลุยส์ ฟาเบียโน่ และเฟรเดริก กานูเต้ เท่านั้น แต่ต้องนำเข้านักเตะเบอร์ใหญ่ๆ ทำกำไรได้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มี ดานี่ อัลเวส, เกอร์เซกอร์ซ คริโชเวี๊ยค, อิวาน ราคิติช, คาร์ลอส บัคค่า และเควิน กาเมโร่ แต่นี่ก็เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งในการสร้างทีมตลอด 16 ปีที่ผ่านมาของมอนชีเท่านั้น