ฮีโร่สู่ผู้ร้าย : 5 แข้งซุเปอร์สตาร์ที่ทำแสบกับทีมรักเก่าตัวเอง

หลังจากเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา อังเดร อายิว กองหน้าค่าตัวสถิติสโมสรเวสต์แฮม จัดการพังประตู สวอนซี ซิตี้ อดีตต้นสังกัดของเขา จนช่วยให้ทัพขุนค้อนเก็บชัยชนะไปได้ 4-1 ทำให้ในวันนี้ FFT ขอพาทุกท่านย้อนกลับไปพบกับ เหล่าแข้งชื่อดังที่พวกเขาจัดการเล่นงานอดีตต้นสังกัดที่ตัวเองเคยเป็นฮีโร่ตัวเองจนหมดท่า

1. เดนิส ลอว์ พบ แมนฯ ยู

ลอว์คือยอดแข้งคนหนึ่งของทัพปีศาจแดงในยุคของเขา โดยเจ้าตัวทิ้งสถิติ 236 ประตูตลอด 11 ปีไว้กับทีม ก่อนที่จะย้ายกลับไปร่วมทีมเก่าสมัยเป็นดาวรุ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น แมนฯ ซิตี้ คู่อริร่วมเมืองนั่นเอง ทว่าสิ่งที่เจ้าตัวเล่นงานทัพปีศาจแดงได้สุดแสบก็คือสมัยที่เขาจัดการยิงประตูด้วยการตอกส้นจนทัพเรือใบสีฟ้าสามารถเก็บชัยชนะเหนือคู่อริได้สำเร็จ แถมในเวลาต่อมา แมนฯ ยูก็ตกชั้นจากลีกสูงสุดเสียด้วย

หลังจากที่เจ้าตัวทำประตูได้ แฟนๆ ปีศาจแดงก็ดูจะไม่พอใจเป็นอย่างมากจนแห่กันบุกลงมาในสนาม ทำให้ลอว์ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกไปทันที แถมสุดท้าย กรรมการก็ต้องตัดสินใจยุติเกมนั้นไปเลย ขณะที่ผลการแข่งขัน ทางฝ่ายผู้จัดก็ยืนยันให้ยึดผลการแข่งขันตามเดิม คือทัพเรือใบสีฟ้าเป็นฝ่ายชนะ

“ผมเสียใจมาก” ลอว์กล่าว “ผมไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้น ผมรู้สึกแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วหรอ? ก็ตั้งแต่เกมวันนั้นแหละ มันผ่านมานานแค่ไหนแล้วละ? 30 กว่าปีคือคำตอบล่ะ มันเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวผมเสมอ ผมไม่สามารถลืมมันได้เลย ผมเสียใจจริงๆ”

2. แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ พบ โคเวนทรี

นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าแปลกใจมากๆ ที่ลิเวอร์พูลตัดสินใจดึงตัวกองกลางรายนี้มาร่วมทัพในวัย 35 กะรัต “มันเหมือนเป็นนิทานหลอกเด็กเลยสำหรับคนในวัยผม” แม็คอัลลิสเตอร์กล่าว “ผมตกใจมากที่ลิเวอร์พูลให้ความสนใจในตัวผม”

เชราร์ อุลลิเยร์ ดึงตัว แม็คอัลลิสเตอร์มาร่วมทัพเมื่อปี 2000 แบบไร้ค่าตัว ก่อนที่กองกลางรายนี้จะโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมตลอด 2 ปีที่อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์  โดยเฉพาะในฤดูกาลแรกที่เขามักจะทำประตูสำคัญๆ ให้กับทีมได้เสมอ ทั้งในเกมกับ บาร์เซโลนา และ เอฟเวอร์ตัน ทว่า 1 ในประตูที่ถูกจดจำมากที่สุด คือลูกยิงฟรีคิกระยะ 30 หลาใส่ โคเวนทรี ซึ่งมันเป็นประตูที่แทบจะส่งให้อดีตต้นกัดของเขาตกชั้นทันที เพราะประตูดังกล่าวก็ทำให้โคเวนทรีห่างจากโซนปลอดภัยถึง 6 คะแนนโดยที่มีเกมเหลืออีกแค่ 2 เกมเท่านั้น แม็คอัลลิสเตอร์ผิดหวังพอสมควรเพราะก่อนหน้าย้ายมาถิ่นแอนฟิลด์ เจ้าตัวเคยอยู่กับโคเวนทรีมาถึง 4 ปีช่วง ปี 1996-2000 อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาในสีเสื้อหงส์แดงของเขาก็ยอดเยี่ยมทีเดียว เพราะเขาได้ทั้งแชมป์ เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และ ยูฟ่า คัพ ด้วย

 

    3. คริสเตียโน โรนัลโด้ พบ แมนฯ ยู

    ต้องยอมรับจนถึงขณะนี้ คริสเตียโน โรนัลโด้ ยังเป็นนักเตะในดวงใจของแฟนปีศาจแดงหลายๆ คนไม่เคยเปลี่ยน โดยเฉพาะเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ที่เขามีโอกาสกลับมาถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้ง เจ้าตัวก็ยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

    กลับไปเมื่อปี 2013 โรนัลโดมีโอกาสเดินทางมาแข่งขันที่รังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดอีกครั้งในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่เรอัล มาดริด พบแมนฯ ยู โดยในวันนั้น ทัพปีศาจแดงเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนจากการทำเข้าประตูตัวเองของเซร์คิโอ รามอส ทว่าหลังจากนั้น นานี ก็มาโดนใบแดงจากการเข้าหนักใส่อัลบาโร อาร์เบลัว ซึ่งนั่นคือจุดเปลี่ยนของเกมเลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากนั้น ลูก้า โมดริช ก็มาทำประตูตีเสมอได้สำเร็จ และแน่นอน ผู้ที่ยิงประตูแซงขึ้นนำก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น โรนัลโด้ ที่ยิงประตูเขี่ยลูกทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตกรอบทันที

    4. เฟร์นันโด มอริเอนเตส พบ เรอัล มาดริด

    ในตอนต้นฤดูกาล 2003/04 มอริเอนเตสกลายเป็นส่วนเกินของเรอัล มาดริด ทำให้พวกเขาตัดสินใจส่งตัวดาวยิงรายนี้ไปให้กับ อาแอส โมนาโก ในลีกเอิงยืมตัวใช้งาน และในฤดูกาลนั้นเอง ทั้ง 2 ทีมก็มีอันต้องโคจรมาเจอกันเองในเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งในเกมแรก โมนาโก เป็นฝ่ายบุกไปแพ้ถึงบ้านราชันชุดขาว 4-2 โดย 1 ใน 2 ประตูที่ทำได้ก็มาจากการยิงของ มอริเอนเตส

    อย่างไรก็ตาม ในเกมนัดที่ 2 เรอัล มาดริด ก็ฝ่ายบุกมาออกนำไปก่อนจากประตูของราอูล กอนซาเลซ ส่งผลให้สกอร์รวมเป็น 5-2 ทว่าหลังจากนั้นในช่วงท้ายครึ่งแรก มอริเอนเตสก็มาโหม่งชงให้เพื่อนทำประตูตีไข่แตกได้สำเร็จก่อนที่ในช่วงต้นครึ่งหลัง เขาก็มาโขกประตูสุดสวยช่วยให้ทีมไล่เป็น 5-4 และสุดท้ายก็เป็น ลูโดวิช ชูลี ที่ยิงประตูที่ 3 ให้กับทีม ช่วยให้สกอร์รวมเป็น 5-5 เขี่ยมาดริดตกรอบด้วยกฏการยิงประตูทีมเยือนทันที

    คาร์ลอส เคยรอช กุนซือของมาดริดในเวลานั้นก็ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี “มันเป็นผลการแข่งขันที่เลวร้ายสำหรับเรา” กุนซือรายนี้กล่าว “แน่นอนว่าเราคิดถึง เดวิด เบ็คแฮม (ไม่ได้ลงเพราะติดโทษแบน) แต่การขาดเขาไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เราแพ้ในวันนี้”

     

    5. โยฮัน กุฟฟร็อง พบ ก็อง

    ในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2008/09 บอร์กโดซ์จำเป็นต้องเอาชนะก็องให้ได้เพื่อโอกาสในการคว้าแชมป์ลีกเอิง และในขณะเดียวกัน การเอาชนะก็อง ก็สามารถกลายเป็นการเขี่ยพวกเขาตกชั้นทันทีเช่นกัน เนื่องจากในตอนนั้น ก็องอยู่เหนือโซนตกชั้นเนื่องจากมีลูได้เสียดีกว่าทีมรองลงมาแค่ 3 ประตูเท่านั้น

    ผลสุดท้ายก็เป็นทีมดังแดนฝรั่งเศสที่เอาชนะไปได้ 1-0 จากการยิงของอดีตศิษย์เก่าของก็อง โยฮัน กุฟฟร็อง ขณะที่ผลอีกคู่ แซงต์ เอเตียน ที่หนีตกชั้นด้วยกันสามารถเก็บ 3 แต้มได้สำเร็จ ส่งผลให้ก็องตกชั้นทันที “ผมรู้สึกเสียใจแทนแฟนๆ และอดีตเพื่อนร่วมทีมของผมมากๆ” กุฟฟร็องกล่าวไว้ หลังจากเคยใช้เวลา 5 ปีกับก็อง “ถ้าถามว่าผมจะฉลองแชมป์ลีกหรือไม่ บางทีอาจจะเป็นพรุ่งนี้หรือในตอนที่เรากลับไปที่บอร์กโดซ์แล้ว แต่คงไม่ใช่ที่นี่และคืนนี้ ผมทำไม่ได้”

    อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลถัดมา ก็องก็เลื่อนชั้นกลับขึ้นมาได้สำเร็จ