หมดยุคแล้ว? : ฤา “ยอดกุนซือ” ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไปในพรีเมียร์ลีก

Antonio Conte, Pep Guardiola

จริงๆ แล้ว ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้น่าจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นสุดๆ เมื่อยอดโค้ชชื่อดังรุ่นใหม่  4 คนของโลกต่างพร้อมใจกันตบเท้ามาคุมสโมสรในถิ่นผู้ดี ไม่ว่าจะเป็น มูรินโญ, คอนเต้, กวาร์ดิโอลา และ คล็อปป์ ทว่ากลับมีเพียงแค่ 1 คนจาก 4 คนนี้เท่านั้นที่ทำผลงานได้ดีขณะนี้ ดังนั้นจึงเป็นข้อสรุปได้ว่า เวทีพรีเมียร์ลีกนี้ คือเวทีปราบเซียนชั้นดี

พรีเมียร์ลีกทุกวันนี้นั้นมีความแตกต่างจากฟุตบอลอังกฤษสมัยก่อนปี 1992 เป็นอย่างมาก ทว่าหากจะบอกว่า ทั้ง 2 ช่วงยุคของฟุตบอลลีกสูงสุดแดนผู้ดีมีความเกี่ยวข้องไม่ทางใดทางหนึ่งกับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก็คงจะไม่ผิดนัก

โดยวงการลูกหนังลีกสูงสุดแดนผู้ดีทุกวันนี้ นอกจากจะถูกครอบงำไปด้วยธุรกิจ สื่อโฆษณาแล้ว ประวัติศาสตร์ของพวกเขายังเป็นตัวหล่อหลอมให้เป็นอย่างทุกวันนี้ด้วย

โดยครั้งหนึ่งพรีเมียร์ลีกมีระบบหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างมากคือ “ยอดกุนซือ” ผู้เป็นทุกอย่างของทีม ซึ่งระบบนี้เติบโตขึ้นในช่วงยุค 90 ที่ผ่านมา มันเป็นแนวความคิดที่เชื่อในเรื่องของระบบผู้นำที่คอยนำทางทีมไปในทางที่พวกเขาเหล่านั้นต้องการ พวกเขาเหล่านี้ เปรียบเสมือน จูเลียส ซีซาร์, อเล็กซานเดอร์มหราช หรือ เช กูวาร่า ที่ซึ่งพวกคนเหล่านี้คือผู้นำทางความคิดที่ริเริ่มการปฏิวัติ และนำพาการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมจนเป็นดั่งทุกวันนี้

นอกจากนั้นในระดับสโมสรเอง ก็มีกุนซือหลายๆ คนที่ถูกยกให้เป็นระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็น บิลล์ แชงคลีย์, ไบรอัน คลัฟ, เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ อาร์แซน เวงเกอร์ พวกเขาเหล่านี้คือกุนซือที่เป็นนิยามของคำว่ายอดกุนซือผู้เป็นทุกอย่างของทีมเพราะเขาคือคนที่ปลุกปั้นสโมสรในการดูแลจากทีมธรรมดาๆ จนกลายเป็นยอดทีมในช่วงเวลานั้น

ตัวเปรียบเทียบง่ายๆ

หากคุณยังไม่เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงอะไร ขอให้ลองนำชื่อของ เจอร์เก้น คล้อปป์, โชเซ่ มูรินโญ, เป็ป กวาร์ดิโอลา ไปแทนชื่อดังกล่าว แล้วคุณจะร้องอ๋อว่า กุนซือเหล่านี้ได้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่วงการลูกหนังแดนผู้ดีอย่างไรบ้าง โดยต้องบอกว่า วงการลูกหนังผู้ดีมองกุนซือเหล่านี้แบบเดียวกับที่โลกมอง เช กูวาร่า และผองเพื่อน พวกเขาคือคนที่จะเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ของวงการฟุตบอล

ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยสำหรับวงการฟุตบอล เพราะอย่างทีมชาติอังกฤษก็ยกย่องกุนซือระดับตำนานหลายๆ คน นอกจากนั้นในระดับสโมสรเอง ก็มีกุนซือหลายๆ คนที่ถูกยกให้เป็นระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็น  บิลล์ แชงคลีย์, ไบรอัน คลัฟ, เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ อาร์แซน เวงเกอร์ พวกเขาเหล่านี้คือกุนซือที่เป็นนิยามของคำว่ายอดกุนซือผู้เป็นทุกอย่างของทีม เพราะเขาคือคนที่ปลุกปั้นสโมสรในการดูแลจากทีมธรรมดาๆ จนกลายเป็นยอดทีมในช่วงเวลานั้น ดังนั้นมันจึงไม่แปลกทีพรีเมียร์ลีกสมัยนี้จะมีกุนซือหลายๆ คนที่ถูกยกให้เป็น “ยอดกุนซือ”

Bill Shankly

บิล แชงคลีย์ ผู้ที่พาลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จมากมายในช่วงยุค 60-70

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ตอนที่กุนซือรุ่นใหม่ไฟแรงเหล่านี้เดินทางมาคุมสโมสรในอังกฤษ ทำให้พวกเขาได้รับคำยกย่องและความคาดหวังสูงมากๆ จากแฟนบอล ทว่าหลังจากฤดูกาลเริ่มต้นไปได้ไม่กี่เดือน ทุกคนก็ต้องพบกับเรื่องที่น่าประหลาดใจเพราะสิ่งต่างๆ กับไม่เป็นอย่างที่ทุกคนคิด

แมนเชสเตอร์เป็นสีฟ้า

ด้วยสไตล์การทำทีมของกวาร์ดิโอลาที่เน้นการต่อบอลบนพื้นเป็นหลัก ทำให้ลูกทีมของเขามักจะเล่นลูกเสี่ยงอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเกมรับที่ค่อนข้างหละหลวมอย่างเห็นได้ชัด

อย่างที่ทราบกันดีว่า ทั้ง 2 สโมสรดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ต่างได้ตัวผู้จัดการทีมคนใหม่กันทั้งคู่ ทว่าโชเซ่ มูรินโญ และ เป็ป กวาร์ดิโอลา ต่างก็ต้องพบกับขีดจำกัดของทีมแบบเดียวกัน โดยในรายของกุนซือเดอะสเปเชี่ยลวันนั้น ต้องใช้เวลามากมากกว่านี้ในการสร้างแมนฯ ยูที่พร้อมสำหรับการล่าความสำเร็จ เพราะมูรินโญเป็นกุนซือที่พึ่งความสามารถของนักเตะแต่ละคนมากกว่าระบบของทีม เขาต้องการทีมอารมณ์แบบยุคกาลาคติกอสของเรอัล มาดริด

ผลก็อย่างที่เห็นกัน เพราะก่อนเปิดฤดูกาลนั้น หลายๆ คนมองว่าแมนฯ ยูจะต้องเป็น 1 ในทีมเต็งลุ้นแชมป์อย่างแน่นอน ทว่าจนถึงตอนนี้ พรีเมียร์ลีกเดินทางมาได้ครึ่งทาง ทัพปีศาจแดงของเขาอยู่เพียงอันดับที่ 6 และมีคะแนนตามหลังจ่าฝูงถึง 13 คะแนนด้วยกัน

ขณะที่อีกฝากหนึ่งของเมือง ทัพเรือใบสีฟ้าได้ตัวกุนซือชาวสเปนมาเป็นหัวเรือใหญ่ และด้วยประวัติความสำเร็จของกุนซือรายนี้ แน่นอนว่าแฟนๆ ซิตี้ก็ต้องหวังให้ทีมประสบความสำเร็จในเร็ววันเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลงานของกวาร์ดิโอลากลับไม่เป็นอย่างที่แฟนๆ คาดหวังไว้เท่าไหร่ โดยเฉพาะในช่วงหลังมานี้ที่พวกเขาแพ้มา 2 นัดติดต่อกันก่อนจะเก็บชัยชนะได้เมื่อคืนที่ผ่านมา แถมก่อนหน้านัดเมื่อคืนนี้ พวกเขายังไม่ชนะใครในลีกบ้านมาตั้งแต่เดือนกันยายนด้วย โดยสไตล์การทำทีมของกวาร์ดิโอลาที่เน้นการต่อบอลบนพื้นเป็นหลัก ทำให้ลูกทีมของเขามักจะเล่นลูกเสี่ยงอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเกมรับที่ค่อนข้างหละหลวมอย่างเห็นได้ชัด

Brendan Rodgers, Pep Guardiola

เป็ปเก็บชัยชนะ 10 เกมแรกในฐานะกุนซือเรือใบสีฟ้าได้ แต่หลังจากนั้นอีก 15 นัด เขาพาทีมชนะแค่ 5 นัดเท่านั้น

จนถึงขณะนี้ “ยอดโค้ช” ที่หลายๆ คนยกย่องเริ่มกลายเป็นเพียงเรื่องไร้สาระเสียแล้ว โดยแมนฯ ซิตี้นั้นออกสตาร์ทได้ร้อนแรงราวกับเป็นรถจักรไอน้ำก่อนที่จะค่อยๆ ชะลอตัวลง ซึ่งนั่นทำให้พวกเขารั้งอยู่อันดับ 4 ในตอนนี้หลังจากอาทิตย์ก่อนแพ้เลสเตอร์ ซิตี้ไป 4-2 แถมพวกเขายังโดนนำก่อน 3-0 ตั้งแต่ 20 นาทีแรกด้วย

ด้านเจอร์เก้น คล้อปป์นั้นก็ไม่ต่างกันนัก โดยกุนซือรายนี้ได้รับการต้อนรับอย่างมากจากแฟนๆ ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาทำทีมเมื่อเดือนมกราคม ทว่าความสามารถของเจ้าตัวก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จได้ทันที คล้อปป์ต้องใช้เวลาวางรากฐานให้กับทัพหงส์แดงอยู่ครึ่งฤดูกาลเต็มๆ ก่อนที่ในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลจะทำผลงานได้น่าประทับใจมากขึ้น โดยเฉพาะสไตล์เกเก้นเพรสซิ่งที่เขาถนัด อย่างไรก็จามใช่ว่าเขาจะไมต้องใช้เวลาในการปรับทีมอีกแล้ว เพราะผลงานของลิเวอร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หงส์แดงยังยากที่จะประสบความสำเร็จหากยังไม่เจอผู้รักษาประตูที่แน่นอนกว่านี้

สำหรับรายสุดท้ายนี้ คงต้องบอกว่าผลงานดีกว่าเพื่อน เมื่ออันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนรายนี้ กำลังพาเชลซีที่ฤดูกาลที่แล้วคว้าอันดับ 10 ขึ้นมารั้งอยู่หัวตารางเรียบร้อยแล้ วพร้อมทั้งยังพาทีมเอาชนะได้ 9 นัดติดต่อกันแล้วด้วย และด้วยความสำเร็จของเจ้าตัวสมัยคุมยูเวนตุสนั้น ทำให้ตอนนี้ เขาอาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่เข้าข่ายการเป็น “ยอดกุนซือ” รุ่นใหม่นี้

Diego Costa, Antonio Conte

คอนเต้เข้ามากอบกู้เชลซีที่เล่นได้ผิดฟอร์มฤดูกาลที่แล้ว

ที่มาที่ไป

ในขณะที่คอนเต้ได้รับคำชมอย่างมากที่พาเชลซีกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง คำชมส่วนมากก็มาจากสื่อที่ไม่สามารถเยินยอกุนซือคนอื่นๆ ที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็น ยอดกุนซือ ได้ โดยหากใครได้ตามอ่านบทวิเคราะห์ทัพสิงห์บลูในฤดูกาลนี้ จะเห็นว่าทั้งหมดล้วนแต่ให้เครดิตกับแทคติคอันยอดเยี่ยมของคอนเต้ แต่กลับไม่มีให้ให้เครดิตนักเตะของทีมที่ต่างก็โชวืฟอร์มได้น่าประทับใจเลย

ดังนั้นมันจึงยากที่จะหาคำตอบของคำถามที่ว่า จริงๆ แล้ว คอนเต้เก่ง หรือเขาได้คุมทีมที่เก่งกันแน่? มูรินโญคือผู้ที่เปลี่ยนให้เชลซีกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งอังกฤษจริงๆ หรือไม่? และกวาร์ดิโอลาเป็นเพียงกุนซือผู้โชคดีที่ได้คุมทีมเงินถังเท่านั้นหรือเปล่า?

 

คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ ทว่าสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือปัจจุบันความสำเร็จของสโมสรนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่ชายคนเดียวที่เป็นผู้คุมทุกอย่างอีกแล้ว

ความเป็นจริง

ด้วยเหตุนี้ หากเราสังเกตดีๆ จะพบว่า บรรดาสโมสรต่างๆ ในพรีเมียร์ลีกไม่ได้พึ่งกุนซือคนเดียวอีกแล้ว แถมพวกเขายังมีเปลี่ยนหน้ากุนซือกันเป็นว่าเล่นจนน่าตกใจอีกด้วย

สิ่งนี้บ่งบอกให้เห็นว่า ปัจจุบัน การเป็น “ยอดกุนซือ” นั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว บรรดาสโมสรต่างๆ ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวคนเพียงคนเดียวอีกแล้ว แน่นอนโค้ชคือกุนซือผู้วางแนวทางของทีม แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเป็นยอดกุนซือผู้เป็นทุกอย่างของทีมอีกต่อไป