หมุดไมล์ของร็อดเจอร์ส : ...มันผิดพลาดที่ตรงไหน?

คืนวันที่ 4 ตุลาคม การผจญภัยของชายคนหนึ่งเดินทางมาถึงจุดจบ...หลังจากเข้ามารับเฮดโค้ชในรั้วแอนฟิลด์เป็นเวลา 3 ปีเศษๆ นับแต่นี้แฟนหงส์แดงจะไม่ได้เห็นเงาของชายชื่อ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยืนสั่งการคุมทีมข้างสนามอีกต่อไป

“เราจะทำให้มันเป็น 90 นาทีที่ยาวนานที่สุดเท่าที่คู่แข่งเคยเจอ” นี่คำพูดและปรัชญาแรกๆ ที่อดีตกุนซือ สวอนซี ซิตี้ พยายามนำเข้ามาสู่ทีมครั้งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 1 มิถุนายน 2012 “เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณครองบอลได้มากกว่า 65-70% นั่นก็เท่ากับว่าคุณได้สังหารคู่แข่งทั้งเป็น และรูปแบบการเล่นของเราต่อจากนี้จะทำให้มันกลายเป็นฝันร้ายของใครก็ตามที่ได้มาเยือน”

วิสัยทัศน์บวกกับความมุ่งมั่นและตั้งใจอันแรงกล้าของกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือผู้นี้นำพาความหวังใหม่เข้ามาสู่รั้วลิเวอร์พูลที่แม้จะเพิ่งคว้าแชมป์ลีกคัพอันเป็นถ้วยโทรฟี่ใบแรกในรอบ 6 ปี แต่ความล้มเหลวกับการทำผลงานให้ดีในลีกก็ทำให้ตำนานสโมสรผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เคนนี ดัลกลิช ต้องสละตำแหน่ง และก็เป็น เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ชายผู้เปลี่ยนให้หงส์ขาวตัวหนึ่งจากเวลส์กลายเป็น “สวอนซีโลนา” ที่ได้รับเลือกเข้ามาสานงานต่อในรั้วแอนฟิลด์

วันที่ 1 มิถุายน 2012 เบรนแดน ร็อดเจอร์ส โบกมือลา สวอนซี ซิตี้ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเฮดโค้ช ลิเวอร์พูล

ก่อกำเนิดหงส์โฉมใหม่

ฤดูกาลแรกของร็อดเจอร์สหมดไปกับการวางรากฐานระบบการเล่นใหม่ๆ เขาเข้ามาเปลี่ยมโฉมหงส์แดงที่เล่นบอลไม่มีทรงมานานหลายปีให้มีรูปแบบการเล่นที่ชัดเจนมากขึ้น แน่นอนสิ่งที่เขานำมาด้วยก็คือการต่อบอลแบบ “ติกิ-ตาก้า” และเมื่อบวกกับการเน้นไล่เพรสซิ่งบีบคู่แข่งเร็วกับจังหวะเข้าทำที่ค่อยๆ หาช่องแล้วสังหารโป้งเดียวจอดก็ทำให้ลิเวอร์พูลมีคาแรคเตอร์ที่เริ่มชัดเจน

แม้ฤดูกาลแรกจะไม่มีความสำเร็จเป็นรูปธรรมติดมือแต่มันก็เริ่มมีสัญญาณบวกหลายๆ อย่างที่ชี้ให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หนึ่งในนั้นก็คือการซื้อตัวที่แสนคุ้มค่าในช่วงตลาดหน้าหนาวปี 2013 เมื่อบอร์ดบริหารจัดการเซ็นสัญญา แดเนียล สเตอร์ริดจ์ จาก เชลซี และ ฟิลิปป์ คูตินโญ จาก อินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัวรวมกันเพียง 20.5 ล้านปอนด์

...ผลงานอันร้อนแรงของทั้งสองคนนี้บวกกับการประสานงานที่แสนลงตัวกับ หลุยส์ ซัวเรซ ทำให้หงส์แดงมีเกมรุกที่อันตรายจนยากจะหยุดอยู่ และจากนั้นเมื่อถึงซีซั่น 2013/14 มันก็ได้กลายเป็นขวบปีที่แฟนหงส์จะไม่มีวันลืมเลือนอย่างแท้จริง เมื่อ ลิเวอร์พูล - ทีมที่ห่างหายจากตำแหน่งท็อปโฟร์เป็นเวลาประมาณ 6 ปี - เก็บชัยชนะรวด 11 นัดติดต่อกันในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนกลายเป็นม้ามืดคั่วแชมป์ลีกร่วมกับ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี และ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด

หลุยซ์ ซัวเรซ และ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ คู่หู "SAS" ที่เกือบพาหงส์แดงเถลิงแชมป์ลีก

อย่างไรก็ตามความฝันแสนหอมหวานต้องมาสลายไปอย่างน่าเสียดายเมื่อพวกเขาปราชัยต่อลูกทีมของ โชเซ มูรินโญ คาบ้าน 0-2 และตามมาด้วยการพลิกล็อคเสมอ คริสตัล พาเลซ 3-3 ในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นจนทำให้พวกเขาต้องจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งอันดับสองห่างจากจ่าฝูงเพียง 2 คะแนนเท่านั้น...นับเป็นจุดจบของการผจญภัยเร้าใจที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มและน้ำตา ยิ้มเพราะมีความหวัง และร่ำไห้ไปกับความเสียดาย

“ไม่เป็นไร ฤดูกาลหน้ายังมีใหม่และมันจะเป็นซีซั่นที่ดีกว่าเดิม” เชื่อว่านี่น่าจะเป็นความคิดของแฟนหงส์แดงหลายๆ คนในตอนนั้น แต่ไม่...นับตั้งแต่วันนั้นมันก็ไม่เคยมีฤดูกาลแบบนั้นอีกเลย หลายๆ คนคงได้แต่สงสัยและตั้งคำถามว่า...มันผิดพลาดที่ตรงจุดไหน?

เครื่องจักรสังหารที่ไร้กระสุน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นของฝันร้ายคือการเสียกองหน้าตัวความหวังอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ ที่ตัดสินใจยุติชีวิตค้าแข้งในรั้วแอนฟิลด์เพื่อเดินตามความฝันของเขาที่ บาร์เซโลนา แต่นั่นก็คือวัฏจักรอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของโลกลูกหนังไม่ใช่หรือ? ...นักเตะที่ดีที่สุดต่างก็อยากเล่นให้กับทีมที่ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด มันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เมื่อสูญเสียแล้วสิ่งที่สำคัญคือการทดแทน ซึ่งต้องบอกว่านี่คือจุดแรกที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส สอบตกอย่างชัดเจน

“เรามีเงิน - นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว - แต่เราจะไม่ซื้อใครอย่างพร่ำเพรื่อ และหากนั่นหมายความว่ามันไม่มีนักเตะคนไหนที่ใช่สำหรับเรา ผมก็เชื่อว่าทีมๆ นี้พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ด้วยขุมกำลังที่เรามี” ร็อดเจอร์สกล่าวช่วงซ้อมปรีซีซั่นก่อนเริ่มฤดูกาล 2014/15

“ผมคิดว่าในเชิงปริมาณแล้วเราดูดีกว่าเมื่อปีก่อนที่ได้รองแชมป์ ผู้เล่นทุกคนที่เราต่างซื้อมาล้วนผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และผมยังยืนยันว่าพวกเขาเหล่านี้ทำให้ทีมของเราดีขึ้นจากปีก่อนอย่างมาก” ...แน่นอน หลายๆ คนล้วนเชื่ออย่างนั้นในตอนแรก แต่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่านั่นคือความผิดพลาด

มาริโอ บาโลเตลลี, ริคกี้ แลมเบิร์ต และ ฟาบิโอ บอรินี คือเหล่าผู้เล่นที่ถูกเลือกให้มาทำหน้าที่ล่าตาข่ายแทนที่ดาวเตะทีมชาติอุรุกวัย ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าพวกเขายังมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษที่พิสูจน์ให้เห็นในฤดูกาล 2013/14 แล้วว่าเขาคือของจริงเช่นกันด้วยจำนวนประตูที่ทำได้ถึง 21 ลูก ฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าอดีตดาวรุ่งเชลซีคนนี้คือตัวเลือกแรกที่เฮดโค้ชชาวไอร์แลนด์เหนือเลือกใช้

มาริโอ บาโลเตลลี กองหน้าอิตาเลียนล้มเหลวกับการพิสูจน์ตัวเองในตำแหน่งหน้าเป้าที่แอนฟิลด์

แต่แล้วทุกอย่างก็กลับผิดแผนเมื่อ สเตอร์ริดจ์ บาดเจ็บยาวและต้องใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ภาระต่างๆ จึงถึงคราวของสามกองหน้าที่เหลือซึ่งจะต้องพิสูจน์ว่าทดแทนได้...แต่ท้ายที่สุดผลงานของพวกเขาก็ตอบชัดเจนแล้วว่าทำไม่สำเร็จเมื่อรวมแล้วทั้งสามคนทำประตูในลีกได้แค่ 4 ลูกเท่านั้น

“หลุยส์จากเราไปแล้วและสโมสรก็ไม่มีทางจะรั้งเขาไว้ได้ แน่นอนการที่เขาย้ายทีมไปมันเป็นส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในแนวรุกของเราโดยตรง คุณภาพในการทำประตูคือปัญหาใหญ่ของเรา” การให้สัมภาษณ์ของ ร็อดเจอร์ส หลังจบเกมที่บุกไปเสมอ เชลซี 1-1 หลังเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นเหมือนการยอมรับกลายๆ ว่าเขาตัดสินใจพลาดที่ไม่ซื้อกองหน้าระดับท็อปเข้ามา

เมื่อบวกกับอีกหลายนัดที่ “บีร็อด” หมดทางเลือกและความไว้ใจกับบริการของศูนย์หน้ามืออาชีพถึงขั้นต้องใช้ ราฮีม สเตอร์ลิง ไปยืนค้ำเป็นกองหน้าก็บ่งบอกชัดเจนในตัวมันเองว่าพวกเขาพลาดแค่ไหนที่เลือกฝากความหวังไว้กับ สเตอร์ริดจ์ ซึ่งมีประวัติบาดเจ็บบ่อยครั้ง และเสี่ยงดวงกับ บาโลเตลลี ที่มักถูกตั้งคำถามเรื่องวินัยและความต่อเนื่อง แต่ปัญหาเรื่องกองหน้าไม่ใช่ข้อผิดพลาดเพียงอย่างเดียวของลิเวอร์พูล...

ความล้มเหลวในตลาดซื้อขาย

อันที่จริงแล้วอาจบอกได้ว่าแผนการทดแทน หลุยส์ ซัวเรซ แบบตรงๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่ ร็อดเจอร์ส มองไว้แต่แรก แต่สิ่งที่เขาวางแผนไว้คือการนำรายได้จากการขายศูนย์หน้าทีมชาติอุรุกวัยมาเสริมแกร่งให้ทีมแบบทั่วทั้งแผ่น

“มันไม่มีหรอกคนที่จะมาแทนที่ หลุยส์ ซัวเรซ แบบตรงๆ แต่เป้าหมายของเราคือการเพิ่มปริมาณนักเตะในเชิงลึก และคุณภาพของผู้เล่นตัวจริงทั่วทุกตำแหน่ง”  ร็อดเจอร์สให้สัมภาษณ์ในช่วงตลาดซื้อขายปี 2014 ที่เขาเตรียมทีมเพื่อลุยฤดูกาลใหม่ และตัวเลขการเสริมทัพในปีดังกล่างบอกชัดเจนถึงเรื่องนี้

ลิเวอร์พูลใช้จ่ายเงินในการซื้อผู้เล่นตำแหน่งกองหน้าประมาณ 37 ล้านยูโร ขณะที่เมื่อเทียบกับตำแหน่งอื่นๆ กลับน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะแผงกองกลางที่พวกเขาใช้จ่ายช็อปนักเตะไปถึง 68 ล้านยูโร และนักเตะแนวรับอีก 39 ล้านยูโร

อย่างไรก็ตามการซื้อขายครั้งนี้กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เมื่อไม่มีนักเตะใหม่สักคนที่แสดงศักยภาพคุ้มค่าตัวที่ได้รับเลย...

เดยาน ลอฟเรน แนวรับราคา 25 ล้านยูโรกลายเป็นบ่อน้ำมันและตัวตลกในแผงกองหลัง ลาซาร์ มาร์โควิช ดาวรุ่งที่ย้ายมาด้วยค่าตัวสูงลิ่ว 25 ล้านยูโรก็ล้มเหลวกับการสอดแทรกตัวจริง ขณะที่ อดัม ลัลลานา ซึ่งดูดีสุดในบรรดาการเซ็นสัญญารายอื่นๆ ก็ยังทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่ทีมเสียไปถึง 31 ล้านยูโร ส่วน อัลแบร์โต้ โมเรโน และ เอ็มเร ชาน ก็ยังไม่ได้โชว์ฟอร์มเต็มประสิทธิภาพเท่าไหร่นัก

ทั้งหมดนี้ล้วนมีผลโดยตรงต่อผลงานของทีมในฤดูกาลก่อนที่จอดหนทางในถ้วยบิ๊กเอียร์ไว้ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ขณะที่โทรฟี่ในประเทศก็พลาดหมดและจบฤดูกาลด้วยอันดับ 6 ของตาราง

เดยาน ลอฟเรน กองหลังค่าตัว 25 ล้านยูโรที่ปัจจุบันกลายเป็นรอยรั่วและตัวตลกในแผงกองหลังลิเวอร์พูล

...เท่ากับว่าเงินจำนวนทั้งหมด 155 ล้านยูโรสลายหายไปกับสายลม และพวกเขาต้องเริ่มต้นทุ่มใหม่อีกครั้งในตลาดซัมเมอร์หนที่แล้ว

“ฤดูกาลที่แล้วลิเวอร์พูลล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการใช้เงินจากการขายซัวเรซให้เกิดประโยชน์” ทรรศนะจากกูรู Sky Sports และศิษย์เก่าหงส์แดงอย่าง เจมี คาร์ราเกอร์ “ฤดูกาลนี้พวกเขาดูจะเสริมเข้าเป้าและได้นักเตะที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม แต่ตำแหน่งที่ยืนมันกลับผิดที่ผิดทางไปหมด พวกเขาไม่มีผู้เล่นด้านกว้างแต่ร็อดเจอร์สก็ยังคงยืนยันจะใช้ระบบ 4-3-3”

คาแรคเตอร์ที่ถูกลืมเลือน

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากในฤดูกาล 2013/14 ปริศนาอีกสิ่งหนึ่งที่แฟนๆ หงส์แดงล้วนไม่เข้าใจก็คือการที่ ร็อดเจอร์ส เลือกละทิ้งทุกปรัชญาที่เขาเคยยึดมั่นและหันไปใช้ระบบการเล่นแบบใหม่ที่แตกต่างแต่ไม่เกิดประโยชน์

ในฤดูกาลที่พวกเขาประสบความสำเร็จมากที่สุด ระบบการเล่นที่ “บีร็อด” เลือกใช้คือ 4-1-2-1-2 โดยมีสองคู่หูกองหน้าอย่าง แดเนียล สเตอร์ริดจ์ และ หลุยส์ ซัวเรซ ค้ำหน้าเป้า ฟิลิปป์ คูตินโญ ทำหน้าที่เป็นเพลย์เมคเกอร์อย่างอิสระ ขณะที่ สตีเวน เจอร์ราร์ด ก็ดูจะทำได้ดีในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวโฮลด์หน้าแผงกองหลัง แม้ว่าแนวรับจะยังหละหลวมและเสียประตูบ่อยครั้ง แต่แนวรุกที่ร้อนทะลุทุกองศาก็ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องเป็นกังวล ...เสียเท่าไหร่ก็ยิงให้ได้มากกว่า นั่นนับเป็นช่วงเวลาที่ลงตัวสำหรับทีมของ ร็อดเจอร์ส

แต่หลังจากผ่านฤดูกาลนั้นพวกเขาก็ไม่เคยกลับมาใช้แผนกองหน้าสองตัวอีกเลย ด้วยข้อจำกัดเรื่องผู้เล่นและอีกหลายๆ อย่างทำให้กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือต้องปรับแผนใหม่และเลือกใช้ระบบ 3-4-3 หรือ 4-3-3 เป็นแผนหลักมาโดยตลอด ฤดูกาลที่แล้วยังพอเข้าใจเพราะพวกเขาอาจจะต้องจำใจยอมทนเนื่องจากไม่มีกองหน้าที่ไว้ใจได้และต้องพึ่งความสามารถเฉพาะตัวของ คูตินโญ กับ ราฮีม สเตอร์ลิง เป็นสำคัญ ...แต่ไม่ ฤดูกาลนี้ ร็อดเจอร์ส ยังคงใช้งานแผนเดิมอยู่

“สิ่งที่ผมไม่เข้าใจจริงๆ คือทำไมเขา (ร็อดเจอร์ส) ยังเลือกใช้งานแผน 4-3-3 ...คูตินโญ ไม่ใช่ผู้เล่นริมเส้นและไม่เคยทำได้ดีกับในตำแหน่งนั้น” คาร์ราเกอร์ออกความเห็น “โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน เองก็ไม่เหมาะกับการเล่นเป็นปีก เขาคือกองหน้าตัวหลอกมากกว่า เช่นเดียวกับ แดนนี อิงส์ ก็ดูไร้ประโยชน์เมื่อโดนจับไปเล่นเป็นปีก แผนที่ลงตัวจริงๆ ของลิเวอร์พูลน่าจะเป็น 4-4-2 ไดมอนด์เหมือนกับที่พวกเขาเคยใช้ในฤดูกาลที่ได้รองแชมป์มากกว่า”

เรื่องหน้าเดี่ยวหรือหน้าคู่ก็ถือเป็นหนึ่งปัญหา แต่ยังมีอีกหลายจุดในเชิงแท็คติคที่ ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแล้วล้มเหลว ทั้งสไตล์การเล่นต่อบอลสั้นที่ถูกแทนที่ด้วยรูปแบบไดเร็ค ฟุตบอล ขณะที่การเล่นเกมรับที่เคยไล่เพรสซิ่งแบบวิ่งลืมตายก็กลายเป็นการยืนโซนรอโดนยิง

ปีแรกและปีสุดท้าย...คาแรคเตอร์และวิถีฟุตบอลที่ถูกลืมเลือน

...สรุปแล้วเมื่อเทียบกับปีแรกและปีสุดท้าย ทีมของ ร็อดเจอร์ส ได้สูญเสียอัตลักษณ์และคาแรคเตอร์ของมันแบบไม่เหลือชิ้นดี เกมรุกที่เคยดุดันกลายเป็นการเข้าทำที่ไร้จินตนาการ การต่อบอลสวยงามแปรเปลี่ยนเป็นการโยนยาวและสวนกลับแบบสะเปะสะปะไร้ทิศทาง

“การแพ้เป็นเรื่องปกติ แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราแพ้อย่างไร และสองสามเกมที่ผ่านมามันไม่ใช่วิธีการเล่นฟุตบอลที่เป็นตัวของเราเลย” ร็อดเจอร์สกล่าวหลังความพ่ายแพ้ในเกมแดงเดือดครั้งล่าสุด “ผมเข้าใจว่าทำไมหลายคนถึงตำหนิทีมของเราที่ได้สูญเสียคาแรคเตอร์ที่เคยเป็น และผมเองก็ยอมรับในข้อนี้”

“แต่ทั้งนี้ผมมั่นใจว่าเราจะเรียกความมั่นใจและกลับมาเล่นฟุตบอลอันสวยงามและสนุกสนานเหมือนที่เราเคยทำได้อีกครั้ง สต๊าฟฟ์และนักเตะทุกคนต่างก็กำลังพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อหาหนทางกลับไปสู่วิถีฟุตบอลและปรัชญาการเล่นแบบเดิมที่เราถนัด”

...หลงทาง สับสน และมึนงง คำพูดเชิงรับสารภาพของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ไร้หางเสือของทีม และต้องบอกตามตรงว่าไม่มีใครมั่นใจว่าเขาจะนำวิถีฟุตบอลแบบเดิมกลับคืนได้หรือไม่ แต่นั่นไม่สำคัญอีกต่อไปเพราะปัจจุบันเวลาของกับลิเวอร์พูลได้หมดลงเรียบร้อย

เจอร์เก้น คล็อปป์ อดีตกุนซือโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถูกคาดการณ์ว่าเป็นตัวเต็งที่จะมารับเผือกร้อนในแอนฟิลด์

นับแต่นี้ต่อไปหงส์แดงจะเริ่มต้นนับหนึ่งกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ และไม่ว่าจะเป็น เจอร์เก้น คล็อปป์, คาร์โล อันเชล็อตติ หรือ แฟรงค์ เดอ บัวร์ ที่จะเข้ามาคุมทีม แต่เชื่อได้เลยว่านี่คืออีกหนึ่งบทที่น่าตื่นเต้นสำหรับเหล่า “เดอะ ค็อป”

...ผู้เล่นดีๆ มีอยู่แล้วและบางครั้งยักษ์หลับตนนี้อาจแค่ต้องการใครสักคนที่มีความชัดเจนมาชี้นำพวกเขาสู่ความสำเร็จที่รอคอยมาแสนเนิ่นนาน...